ข่าว

สังคมเมินทุจริตเบ่งบานปัญหาใหญ่'สื่อ-ไทยเฉย'

สังคมเมินทุจริตเบ่งบานปัญหาใหญ่'สื่อ-ไทยเฉย'

21 ต.ค. 2556

สังคมเมินทุจริตเบ่งบาน ปัญหาใหญ่ 'สื่อ-ไทยเฉย' : Convergent Newsroomรายงาน

           ในที่สุดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเมืองอยู่ในเวลานี้ ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นที่ต้องทบทวน เนื่องเพราะนับวันจะกลายเป็นเรื่องปกติวิสัยไปแล้ว ยิ่งนักการเมืองบางส่วนเริ่มสร้างวาทกรรมเข้าข้างตัวเอง ว่า "ทุจริต" ไม่เป็นไร ขอให้ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน ยิ่งอันตรายเข้าไปใหญ่

           นโยบายจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ด ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากชาวนา แต่ในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็ตกเป็นจำเลยของนโยบายที่ผลาญงบประมาณแผ่นดินไปหลายแสนล้านบาท กระนั้น ยังมีชาวนาอีกกลุ่มหนึ่งเลือกที่จะยืนอยู่ด้วยลำแข้งของตัวเอง ไม่ยอมตกเป็น "เบี้ย" ของประชานิยม

             เมื่อพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และดำรงอยู่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ผู้มีบทบาทอย่างสูงในการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ให้มุมมองว่า เป็นเพราะการทำหน้าที่อย่างไม่ปกติของสื่อมวลชน ซึ่งหมายถึงสื่อสาธารณะ คือฟรีทีวี และหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ

             เมื่อก่อนสื่อมวลชนจะทำข่าวเชิงลึก มีการตามเกาะติดโดยเฉพาะหากเป็นประเด็นเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น วันรุ่งขึ้นก็จะมีการตามประเด็นต่อในมุมต่างๆ จากส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง คอลัมนิสต์ก็จะไปเขียนกระทุ้งต่อ ทำให้เป็นกระแส สังคมรับรู้ และติดตามในหลากมิติ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยมีการเสนอข่าวในเชิงเจาะลึก เป็นแค่การเสนอข้อเท็จจริงรายวันแล้วก็จบไป

             ยิ่งกว่านั้นยังเห็นว่า สื่อไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่เคยเป็น ทำให้นักการเมืองฉวยโอกาสหน้าด้าน ไม่สนใจในเรื่องการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่สนใจเรื่องจริยธรรม คุณธรรม แต่ใช้วิธีอยู่เฉยๆ สักพัก ปล่อยให้เรื่องเงียบไปเอง เพราะสื่อไม่ได้ตามจิกเหมือนเมื่อก่อน

             เมื่อถามถึงองค์กรตรวจสอบทั้งที่เป็นองค์กรอิสระและภาคประชาสังคม นพ.วรงค์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันมีกระบวนการข่มขู่คุกคามองค์กรเหล่านี้ และสื่อมวลชนเอง ก็ไม่ได้ช่วยทำหน้าที่ในการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเต็มที่

             ส่วนว่า เป็นความล้มเหลวในการทำหน้าที่ตรวจสอบของพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่นั้น "ไม่ใช่ว่าเราล้มเหลว ต้องถือว่าเราทำหน้าที่ได้อย่างดีมาก เพราะในภาวะที่สื่อถูกครอบงำ เรายังสามารถทำให้เรื่องนี้เป็นกระแสอยู่ได้ ผมถือว่าสื่อเป็นหัวใจของการที่จะทำให้สังคมหันมาสนใจหรือเฉยเมยต่อเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น"

             ขณะที่ นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สังคมคงไม่ชอบคอร์รัปชั่น แต่ดูเหมือนว่าสังคมทำใจได้ในระดับหนึ่งว่าที่ผ่านมาเราไม่สามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นให้หมดไปได้ ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็มีคอร์รัปชั่นทั้งนั้น ดังนั้นแทนที่จะโฟกัสเฉพาะที่ปัญหาคอร์รัปชั่น จึงเริ่มมีการมองว่าในเมื่อมีคอร์รัปชั่นกันทุกรัฐบาล ถ้าคอร์รัปชั่นแล้วมีการสร้างผลงานให้ประเทศชาติได้ประโยชน์ก็ดีกว่าคอร์รัปชั่นแล้วไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเลย ทำให้เกิดความคิดว่า "โกงไม่เป็นไร ขอให้เราได้ประโยชน์"

             สำหรับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นเช่นกัน โดยเฉพาะโครงการที่เป็นนโยบายของรัฐบาล อย่างโครงการรับจำนำข้าว นายก่อแก้วกล่าวว่า เรื่องนี้ก็ไม่ได้มีหลักฐานชัดเจนว่านักการเมืองทุจริต ซึ่งเชื่อว่าหากมีหลักฐานชัด นักการเมืองคนนั้นก็อยู่ไม่ได้ แต่เนื่องจากเป็นโครงการที่ใหญ่ มีส่วนที่เกี่ยวข้องมากมายจึงมีช่องทางในการรั่วไหลได้มาก

             ด้าน นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งคนในสังคมไทยไม่ค่อยตื่นตัวว่า ตอนนี้คนไทยที่มีมากที่สุดก็คือ "ไทยเฉย" เห็นว่ามีความผิดปกติหรือมีการโกงกัน ก็เฉยเสีย มองว่าธุระไม่ใช่ เดี๋ยวตัวเองจะพลอยเดือดร้อนไปด้วยหรือจะถูกคนอื่นว่าเอา ไม่ยอมที่จะลุกขึ้นสู้

             "เป็นเรื่องระบบอุปถัมภ์ที่คนในบ้านเราคุ้นเคย เวลาที่ต้องการอะไรก็ไปพึ่งพาคนที่มีอำนาจหรือคนที่มีตำแหน่งสูงกว่า ทำให้เกิดการสนับสนุนให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นวิถีชีวิตที่เราเคยชิน เป็นประเทศที่ถือว่าคอร์รัปชั่น เป็น "way of life" เป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ดังนั้นจิตสำนึกที่ว่าสิ่งที่ไม่ดีต้องลุกขึ้นสู้ จึงเป็น "จริยธรรมที่เราไม่คุ้นเคย" แต่การที่ประเทศเรากำลังจะก้าวเข้าสู่เออีซีจะเป็นตัวบีบให้คลี่คลายวัฒนธรรมอุปถัมภ์และเข้าสู่วัฒนธรรมสากล คือ ต้องปฏิเสธคอร์รัปชั่นไม่รับสินบน มิเช่นนั้นจะสู้ประเทศที่เขาไม่มีคอร์รัปชั่นไม่ได้เลย" วิชา ระบุ

             และตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดีก็คือ โครงการรับจำนำข้าว ซึ่งมีข่าวออกมาว่ามีการทุจริตทุกขั้นตอนและฝ่ายค้านก็ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มข้น แต่ผู้คนในสังคมก็ไม่ได้ตื่นตัวขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบ ทั้งที่เป็นโครงการสำคัญของรัฐบาล

             เรื่องนี้ "วิชา" มองว่า เนื่องจากประเทศไทยทำอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก การให้ความหวังกับกลุ่มเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรรม ด้วยการจับ "เกษตรกรชาวนา" เป็นตัวประกัน จึงเป็นเครื่องมือหล่อเลี้ยงทางการเมือง

             อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับความล่าช้าในการทำคดีของ ป.ป.ช. "วิชา" ยอมรับว่า ป.ป.ช. ทำคดีล่าช้าจริง แต่ก็พยายามแก้ไขอยู่

             "ขณะนี้มีคดีที่เจ้าหน้าที่ถูกฟ้องจำนวนมาก เขาก็กลัว ไม่รู้ว่าจะโดนลงโทษฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือไม่ และวัฒนธรรมดั้งเดิมของเขาระมัดระวังตัวเป็นอย่างมากอยู่แล้ว แต่ว่าเราก็ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมนี้ จึงได้ทำการแก้ไข พ.ร.บ.ป.ป.ช. กำหนดว่า คดีของ ป.ป.ช. ต้องใช้ระบบไต่สวนและให้ใช้ในศาลชั้นต้นด้วย โดยศาลสามารถหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้และให้ถือเอาสำนวนของ ป.ป.ช. เป็นหลักในการพิจารณาคดี และที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา ได้ผ่านระเบียบออกมารองรับแล้วเมื่อเดือนที่ผ่านมา ต่อไปก็ไม่ใช้ระบบกล่าวหาสำหรับคดีของ ป.ป.ช.อย่างที่ศาลเคยใช้ ที่เมื่อมีข้อสงสัยศาลจะยกประโยชน์ยกฟ้องจำเลย ต่อไปนี้ ป.ป.ช.ไม่ต้องกังวลในเรื่องหลักฐานว่าจะไม่ครบถ้วนเพราะว่าถ้าบกพร่อง ศาลหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้เอง และคดีจะรวดเร็วขึ้นสมดังใจประชาชนที่รอคอย"

             นอกจากนี้ สถาบันสำรวจความคิดเห็นประชาชน หรือการทำโพลล์ ก็เป็นอีกความหวังที่จะช่วยสะท้อนปัญหา และนำไปสู่การแก้ไขในที่สุด แต่ก็ไม่ได้เป็นจริง

             เรื่องนี้ รศ.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กล่าวว่า จากการสำรวจที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าสาเหตุที่ทำให้ประชาชนมองเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องปกติ เพราะ 1.คนมองว่าเป็นเรื่องที่ได้รับผลประโยชน์ 2.ความกลัวการถูกจับได้ลดลงเพราะกฎหมายยังไม่ครอบคลุมและเข้าไม่ถึงการทำผิดบางอย่าง เรียกว่ากฎหมายจับไม่ได้ไล่ไม่ทันคนกระทำผิด และ 3.การอ้างความจำเป็นในชีวิต เช่น โกงเพื่อไปใช้หนี้ นอกจากนี้คนยังเห็นว่าคนกระทำผิดไม่ถูกเอาผิด จึงเลียนแบบ

             “แต่การทำโพลล์นั้น เป็นเพียงข้อคิดเห็นของประชาชนเท่านั้น ว่ารู้สึกนึกคิดอย่างไรกับเรื่องต่างๆ แต่ไม่ใช่การนำเสนอข้อเท็จจริงให้คนเห็นโทษในสิ่งที่กระทำความผิด ซึ่งผมมองว่าสื่อต้องเป็นคนตอกย้ำกระตุ้นให้เห็นว่า การกระทำผิดจะได้รับโทษ ตรงนี้จะเป็นส่วนช่วยสกัดกั้นการคิดที่จะกระทำผิดได้ดีกว่า” รศ.สุขุม กล่าว

             ขณะที่ นายสิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า แม้ว่าการทำโพลล์จะเป็นการสะท้อนความเห็นของคนในสังคมในช่วงเวลานั้นๆ แต่หากสำนักโพลล์ทำโพลล์ในหัวข้อเดิมๆ ทุกเดือน คนก็จะเบื่อและไม่สนใจในผลของการสำรวจโพลล์ ซึ่งตนมองว่าตรงจุดนี้ หากสำนักโพลล์มีการร่วมมือกันทำโพลล์ในเรื่องเดียวกันแต่แบ่งเป็นช่วงๆ ก็จะทำให้คนในสังคมหันมาสนใจได้เป็นอย่างดี ซึ่งข้อเสนอนี้ยังอยู่ในขั้นเบื้องต้น และจะมีการนัดพูดคุยกันในเร็วๆ นี้

             สำหรับ นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ยอมรับว่า ความพยายามในการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่น ยังไม่เกิดผลคืบหน้าเท่าที่อยากจะเห็น คือ ยังไม่เห็นความร่วมมือของประชาชนทั่วไป อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีบุคคลและองค์กรมาร่วมกิจกรรมและทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่นมากขึ้นเรื่อยๆ จึงถือเป็นสัญญาณที่ดี

             เหนืออื่นใด ไม่ว่าปัญหาจะเกิดจากอะไร แต่การรับรู้ปัญหาเช่นนี้แล้ว ก็เชื่อว่า หลายฝ่ายจะนำไปเป็นข้อมูลในการทำงานและตัดสินใจแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นได้ตรงจุดและเกาถูกที่คันมากขึ้น ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

...................

(หมายเหตุ : สังคมเมินทุจริตเบ่งบาน ปัญหาใหญ่ 'สื่อ-ไทยเฉย' : Convergent Newsroomรายงาน)