ข่าว

'ตาปี-พุมดวง'ชลประทานที่ชาวบ้านไม่เอา

'ตาปี-พุมดวง'ชลประทานที่ชาวบ้านไม่เอา

21 ต.ค. 2556

'ตาปี-พุมดวง'ชลประทานที่ชาวบ้านไม่เอา : สุวรรณี บัณฑิศักดิ์รายงาน

              การปรากฏกายของบุรุษนาม บรรหาร ศิลปอาชา ในฐานะประธานที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อติดตามความคืบหน้า โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง ที่ ต.บางงอน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งต้องสะดุดหลังเกิดแรงต้านจากชาวบ้านจนนำไปสู่การยื่นฟ้องศาลปกครอง ให้มีคำสั่งยกเลิกโครงการ และศาลได้รับฟ้องไว้แล้ว

              ยิ่ง "บรรหาร" ย้ำว่า "โครงการนี้ล้มไม่ได้" พร้อมเสนอตัวเป็นแกนกลางในการประสานเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการลงทุนของรัฐ

              ยิ่งฉายภาพความสำคัญที่รัฐหมายมั่นปั่นมือเอาไว้

              ทว่าไม่ใช่เรื่องง่ายในการรับมือกับแรงต้านพลังของคนในท้องถิ่นอย่าง เครือข่ายพิทักษ์ลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง แสดงจุดยืนคัดค้านในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง พวกเขามองว่าโครงการนี้ไม่มีความจำเป็นในพื้นที่เลย เนื่องจากพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ 90% เป็นสวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมัน ไม่จำเป็นต้องพึ่งระบบชลประทานขนาดใหญ่

              "ที่ผ่านมาชาวบ้านได้ยื่นหนังสือคัดค้าน ชุมนุมประท้วง ก่อนมีพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน แต่กรมชลฯ ไม่เคยฟังข้อมูลของชาวบ้าน" เฉลียว ภิญโญนิล หนึ่งในตัวแทนชาวบ้านสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้น

              เช่นเดียวกับ อัครเดช ขนุนนิล หนึ่งในตัวแทนชาวบ้านที่ร่วมคัดค้านโครงการตาปี-พุมดวง ยอมรับว่า ถึงวันนี้การต่อต้านโครงการนี้เริ่มกลายเป็นเสียงของคนส่วนน้อย เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่รับเงินค่าเวนคืนที่ดินไปแล้ว ดังนั้นสิ่งที่สามารถทำได้ คือการต่อสู้ในกระบวนการทางกฎหมาย

              "ผมมองว่าถ้าโครงการนี้เกิดขึ้นจริง จะส่งผลกระทบ คือ 1.ปัญหาอุทกภัย โดยเฉพาะหน้าฝนน้ำจะท่วมเพิ่มขึ้น เพราะลักษณะการตัดคลองของโครงการขวางทางน้ำเป็นส่วนใหญ่ 2.กระทบต่อพื้นที่ทางการเกษตรที่สูญหายไป 3,000-4,000 ไร่ เนื่องจากพื้นที่เกษตรส่วนใหญ่ปลูกปาล์มและยาง อาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติเป็นหลัก ไม่ได้อาศัยจากระบบชลประทาน และ 3.โครงการนี้ไม่น่าจะมีน้ำพอสำหรับการบริหารจัดการน้ำอย่างที่กล่าวอ้าง" อัครเดช อธิบาย

              ส่วน นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานอนุกรรมการสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ที่นำคณะเดินทางมาในพื้นที่ มองว่า การศึกษาเดิมที่อ้างถึงประโยชน์จากการส่งน้ำเข้านาข้าว น่าจะสวนทางกับความเป็นจริง เพราะสภาพปัจจุบันนาข้าวถูกปรับเปลี่ยนเป็นสวนยางพารา และปาล์มน้ำมัน ลักษณะการใช้น้ำก็แตกต่างกัน อีกทั้งโครงการไม่มีการศึกษารายละเอียด ผลกระทบชุมชน พืชเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้โครงการหลีกเลี่ยงการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การประกาศกฤษฎีการเวนคืนที่ดิน และการดำเนินโครงการดังกล่าว ก็ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน

              "โดยภาพรวมชาวบ้านไม่ได้ต้องการโครงการตาปี-พุมดวงแล้ว ที่เห็นได้ชัดคือพื้นที่ทำนา ถูกปรับเปลี่ยนเป็นสวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมัน ลักษณะการใช้น้ำต่างกัน โครงการจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และไม่สอดคล้องความต้องการใช้น้ำของภาคเกษตรกร" อีกความคิดเห็นจาก วิโรจน์ ทองเกษม หนึ่งในคณะทำงานเครือข่ายพิทักษ์ลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จ.สุราษฎร์ธานี

              ย้อนไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2533 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนินการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับระบบชลประทาน โดยเฉพาะพื้นที่ชลประทานที่จะได้จากการก่อสร้างเขื่อนแก่งกรุง ใน จ.สุราษฎร์ธานี จากนั้นกรมชลประทาน ได้จ้างบริษัทที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสม เสร็จสิ้นในเดือนธันวาคม 2537 พบว่าโครงการมีความเหมาะสมต่ำ เนื่องจากจำเป็นต้องอพยพราษฎรและต้องลงทุนค่าชดเชยทรัพย์สินสูง ทำให้ผลประโยชน์ที่จะได้รับไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ประกอบกับเขื่อนแก่งกรุงถูกต่อต่อต้าน และถูกระงับไปในที่สุด

              ด้วยเหตุนี้กรมชลประทาน จึงพิจารณาการใช้ประโยชน์จากน้ำที่ปล่อยจากท้ายเขื่อนรัชชประภา อ.บ้านตาขุน จ.สุราษฏร์ธานี และเป็นที่มาของการศึกษาทบทวนความเหมาะสม โดยพิจารณาการพัฒนาชลประทานสูบน้ำจากแม่น้ำพุมดวง เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานฤดูฝน 73,980 ไร่  โดยผลการศึกษาที่ออกมีความเหมาะสมทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม เป็นการบริหารจัดการน้ำหลังจากการผลิตกระแสไฟฟ้าของเขื่อนรัชชประภา มาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ด้วยพื้นฐานที่ว่าเขื่อนรัชชประภา ได้ปล่อยน้ำจากท้ายเขื่อนเนื่องจากการผลิตกระแสไฟฟ้า 3,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และมีปริมาณน้ำจากคลองสาขา ไหลมารวมในแม่น้ำพุมดวง  2,400 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ทำให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านแม่น้ำพุมดวง 5,400 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ที่เป็นการไหลลงสู่ทะเล โดยไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์แต่อย่างใด

              ดังนั้นโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จึงเป็นการบริหารจัดการน้ำโดยการนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านการเกษตรให้เต็มประสิทธิภาพ เพิ่มพื้นที่ชลประทานในฤดูฝน 73,980 ไร่ และในฤดูแล้ง 57,819 ไร่

              ต่อมา เมื่อปี  2549 กรมชลประทาน โดยสำนักงานก่อสร้าง 10 สำนักโครงการขนาดใหญ่ เริ่มจัดการประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจในเบื้องต้น และรับทราบปัญหาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน จากนั้นปี 2550 กรมชลประทานได้ขออนุมัติเปิด "โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง" พร้อมทั้งได้ดำเนินการจัดการประชุมเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และรับทราบปัญหาของราษฎรที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านการจัดหาที่ดินในพื้นที่ กระทั่ง 7 เมษายน 2552 ครม.มีมติอนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินการโครงการชลประทานขนาดใหญ่ 4 โครงการ รวมถึงโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง โดยกำหนดแผนงานก่อสร้างรวม 8 ปี (2552-2559) ใช้งบประมาณทั้งหมดรวมค่าทดแทนที่ดินและทรัพย์สินแล้ว 3,300 ล้านบาท

              ลักษณะทางวิศวกรรมของโครงการ ประกอบด้วย สถานีสูบน้ำ 1 แห่ง ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 16 เครื่อง อัตราการสูบน้ำรวมทั้ง 33.16 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระบบส่งน้ำความยาวรวม 139 กิโลเมตร ระบบระบายน้ำความยาวรวม 83 กิโลเมตร โครงการนี้จะมีส่วนสำคัญต่อการปิดพื้นที่ชลประทานในเขต อ.พุนพิน อ.คีรีรัฐนิคม และ อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี สร้างโอกาสต่อการปลูกข้าว ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล และพืชผักสวนครัว

              "สุราษฎร์ฯ เป็นจังหวัดที่ปลูกปาล์มมากที่สุดของประเทศไทยจำนวน 966,130 ไร่ แต่ก็ยังขาดแคลนน้ำ กรมชลประทานจึงจัดทำโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง ขึ้นมารองรับ เพื่อเป็นหลักประกันในการปลูกพืชเศรษฐกิจดังกล่าว โดยเฉพาะข้าวและปาล์มน้ำมัน" ว่าที่ ร.ต.ไพเจน มากสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ระบุ

              อย่างไรก็ตาม นับจากปี 2552 ดำเนินการในโครงการนี้ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร สิ่งที่ทำได้ในขณะนี้ คือ การเริ่มทำแนวคลองส่งน้ำ จากแม่น้ำพุมดวง ขึ้นมายังตังโครงการหรือบริเวณสถานีสูบน้ำ ส่วนที่บริเวณสถานีสูบน้ำกลับ ยังไม่สามารถดำเนินการใด เนื่องจากมีเจ้าของที่ดินจำนวน 4 ราย เนื้อที่รวม 13 ไร่ ไม่ยอมให้เข้าไปดำเนินการ นอกจากแรงปะทะที่มาจากผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่โดยตรงแล้ว แรงต้านอีกด้านหนึ่งที่มีผลให้โครงการนี้ประสบอุปสรรค คือ ท่าทีของเครือข่ายพิทักษ์ลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง ที่ตั้งป้อมคัดค้าน โดยอ้างถึงประเด็นที่ไม่ได้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)

              ที่สำคัญ คือผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำจืดไปเลี้ยงระบบนิเวศชายฝั่งโดยเฉพาะในฤดูแล้ง อาจจะทำให้น้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลกระทบต่อระบบประปาของเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี และลุกลามไปถึงปัญหาขาดแคลนน้ำจืด ซึ่งน้ำเสียจะเข้ามาแทนที่ ส่งผลกระทบต่อการประมงเพาะเลี้ยงชายฝั่ง

              หากประเมินจากปัจจัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ขณะนี้ จึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งว่าโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จะสำเร็จเป็นรูปธรรมหรือไม่ ตราบใดที่ชาวบ้านในพื้นที่ยังมองต่างมุม

......................

(หมายเหตุ : 'ตาปี-พุมดวง'ชลประทานที่ชาวบ้านไม่เอา  : สุวรรณี บัณฑิศักดิ์รายงาน)