ข่าว

แก่!

แก่!

20 ต.ค. 2556

แก่! : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล ([email protected])

               ถ้าพูดเรื่อง “แก่” นี่ไม่มีใครยอมใคร ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิง คำว่า “แก่” ถือเป็นคำไม่สุภาพตามมาตรฐานหญิงไทย แม้ว่า เทคโนโลยีการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน จะทำให้ไม่สามารถคาดเดาอายุผู้หญิงจากสภาพใบหน้าได้ แต่ “แก่” ก็ยังเป็นคำต้องห้ามอยู่ดี

               ตอนเป็นบรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจเคยเถียงหน้าดำหน้าแดงกับบรรณาธิการข่าวหน้าหนึ่ง ที่มักจะพาดหัวข่าวโดยใช้คำว่า “สาวใหญ่” แทนผู้หญิงอายุ 30-35 และเข้าข่ายเป็น “แม่เฒ่า” เมื่ออายุ 50 !!!

               แต่ถึงจะสะบัดใส่เยี่ยงไร สุดท้ายทุกคนก็ต้องยอมรับ “ความแก่”

               โดยเฉพาะในอีก 17 ปีข้างหน้า ที่ประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมคนแก่หรือสังคม “ผู้สูงอายุ” เต็มรูปแบบ เพราะเราจะมีประชากรวัย 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เกินกว่า 25% ของโครงสร้างประชากรทั้งประเทศ ในขณะที่อัตราการเกิดลดลงเหลือเพียง 1.6 คน จาก 4.9 คน

               คนแก่มากขึ้น คนเกิดน้อยลง นอกจากจะเจอปัญหาคุณภาพชีวิต ขาดแคลนแรงงานแล้ว ยังเกิดปัญหาภาระของภาครัฐที่ต้องดูแลคนแก่ กลายเป็นปัญหาการคลังของประเทศ

               ข้อมูลจากสถาบันสร้างเสริมขีดความสามารถในมนุษย์ คาดการณ์การขาดแคลนแรงงานระยะ 10 ปีข้างหน้า ว่าอยู่ที่ประมาณ 3 แสนคน

               เรื่อง “คนแก่” กำลังกลายเป็นวาระแห่งชาติ เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องรับมือ แต่ถ้าคนวัยทำงานในวันนี้เตรียมตัวสำหรับการแก่อย่างมีคุณภาพในวันหน้า ก็น่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐไปได้ไม่น้อย

               วันก่อนมีผู้ฟังถามในรายการเงินทองต้องรู้ว่า ปัจจุบันอายุ 50 ปี ยังทำงานอยู่และมีเงินเก็บ 2 ล้านบาทสำหรับใช้ในวัยเกษียณ แต่ระยะเวลา 10 ปีก่อนเกษียณ จะสามารถนำเงินไปลงทุนในหุ้นปันผลได้หรือไม่ ถ้าลองเปิดตำราหรือหลักทฤษฎีไม่ว่าจะสำนักไหน ก็เห็นพ้องต้องกันว่า ระยะเวลา 10 ปีสำหรับการลงทุนในหุ้น เพื่อเก็บเกี่ยวเงินปันผล ถือว่าถูกและชอบด้วยประการทั้งปวง เพราะการลงทุนในหุ้นต้องการระยะเวลาที่ยาวนาน ขณะที่การเลือกหุ้นปันผลที่พื้นฐานแข็งแกร่ง มีโอกาสเติบโตสูง ก็เป็นทางเลือกที่สามารถสร้างผลตอบแทนให้ได้

               สรุปคือ ทั้งระยะเวลา ทั้งสินทรัพย์ที่ลงทุน คือ หุ้น และผลตอบแทนจากเงินปันผลที่รอรับในวัยเกษียณ นับว่าครบองค์ประกอบ

               ที่น่าสังเกตและน่าสนใจ ก็คือ ผู้ฟังท่านนี้ผ่านการ “เตรียมพร้อม” มาแล้ว เพราะทำงานจนถึงวัย 50 ปี และยังทำต่ออีกอย่างน้อย 10 ปี กับเงินเก็บที่ไม่มีภาระอะไรและเป็นเงินพร้อมสำหรับลงทุนหาดอกผลในวัยเกษียณถึง 2 ล้านบาท ไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้นหรือออกสตาร์ทตอนอายุ 50

               “การนึกถึงวันเกษียณจากงานตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน” เป็นเรื่องที่ถูกแล้ว ไม่ใช่เรื่องน่าขำหรือเป็นเพียงถ้อยคำประชดประชันของคนเบื่องานเท่านั้น และไม่ใช่แค่ “นึกถึง”เท่านั้น แต่ยังต้อง “วางแผน” เพื่อเข้าสู่วัยเกษียณด้วย

                ธนาคารกสิกรไทย แนะนำสิ่งที่ต้องพิจารณาสำหรับวางแผนเกษียณไว้ 4 ประการค่ะ ประการแรก คือ ให้พิจารณาว่า ปัจจุบันเรามีเงินสะสมอยู่จำนวนเท่าไร เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายตั้งแต่วันนี้ถึงวันสิ้นอายุขัยหรือไม่ ประการที่ต่อมา ให้สำรวจกระเป๋าตัวเองว่า ปัจจุบันมีอยู่แล้วเท่าไร บางท่านมีการเก็บออมเงิน และการลงทุนมาบ้างแล้ว โดยที่ไม่รู้ตัว เช่น ออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนประกันสังคม จะเห็นว่าเรามีเงินสะสมอยู่ก้อนหนึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว เมื่อรวมกับเงินออมในรูปแบบอื่นๆ ที่มี จากนั้นต้องพิจารณาดูว่ามีระยะเวลาในการทำงานคงเหลือเท่าไร หรืออีกกี่ปีที่เราจะหยุดทำงาน หากมีระยะเวลาในการทำงานคงเหลือน้อย เราต้องเร่งสะสมเงินให้มากด้วยการลงทุน แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนด้วย

               ประการที่ 3 ต้องพิจารณาด้านสุขภาพ เพราะนอกจากต้องมีสุขภาพด้านการเงินที่ดีแล้ว สุขภาพกายก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่มีใครอยากเกษียณโดยที่ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามที่ต้องการ ดังนั้น ควรดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ จึงสามารถบรรลุเป้าหมายได้ หากสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เจ็บป่วยง่าย ต้องเตรียมพร้อมสำหรับค่าใช้จ่ายสุขภาพเพิ่มในอนาคตด้วย หรืออาจพิจารณาในเรื่องประกันสุขภาพเพิ่มเติม

               และสุดท้าย คือ พิจารณาสารพัดภาระ ไม่ว่าจะเป็นภาระหนี้การผ่อนบ้าน ภาระการส่งลูกเรียนหนังสือ รวมถึงภาระเบี้ยประกัน ว่าเราเคลียร์ภาระหนี้สินทั้งหมดแล้วหรือยัง สามารถปลดภาระหนี้ทั้งหมดได้ก่อนเกษียณหรือไม่ หรือมีการกันเงินบางส่วนไว้สำหรับภาระต่างๆ ครบหรือยัง ทางที่ดีควรมีการจัดการสารพัดหนี้ที่มีให้หมดก่อนการเกษียณ จึงจะใช้ชีวิต “เกษียณอย่างเกษม” ได้

               ส่วนคำแนะนำในการออมและการลงทุนวัยเกษียณนั้น แบงก์กสิกรแนะนำตามประโยชน์อยู่ 4 แนวทางหลักๆ ได้แก่ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สำหรับพนักงานบริษัทเอกชนที่บริษัทมีสวัสดิการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยเมื่อเราเริ่มทำงานก็สามารถเริ่มต้นออมเงินสำหรับการเกษียณอายุได้ ซึ่งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากลูกจ้างมีการใส่เงินสะสมในกองทุน ขณะที่นายจ้างต้องใส่เงินสมทบในปริมาณไม่น้อยกว่าเงินที่ลูกจ้างได้ใส่เงินสะสมไว้นั่นเอง นั่นก็หมายความว่ายิ่งเราใส่เงินสะสมมากเท่าไร นายจ้างยิ่งต้องใส่เงินสมทบมากเท่านั้นหรือมากกว่า ที่สำคัญเงินสะสมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 5 แสนบาทต่อปี

               ถัดมา คือ กองทุนประกันสังคม สำหรับลูกจ้างเช่นกัน โดยกองทุนประกันสังคมมีสิทธิประโยชน์ในส่วนของบำเหน็จและบำนาญชราภาพ นอกจากนั้น ก็แนะนำให้ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ไม่มีสวัสดิการเพื่อการเกษียณใดๆ แต่ต้องการออมสำหรับเกษียณ หรือผู้ที่มีสวัสดิการแล้ว แต่ต้องการออมเพิ่มขึ้นสำหรับเป้าหมายเกษียณในอนาคต และสุดท้าย คือ ประกันชีวิต ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งในการออมเงินสำหรับการเกษียณที่มีความคุ้มครองควบคู่กับการออม

               ไหนๆ ก็หนี “แก่” ไม่พ้นแล้ว ขอ “แก่” อย่างมีคุณภาพล้นแก้ว !

 

..........................

(แก่ ! : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล ([email protected]))