
รวบแล้ว!มือมอมยา'คนไข้'ปลดทรัพย์
รวบโจรมอมยารูดทรัพย์หญิงชรา-พระสงฆ์ กราบขมาสำนึกผิด สารภาพทั้งน้ำตาทำแล้ว 18 ครั้ง หลังก่อเหตุเอาเงินใช้จ่ายเที่ยวเตร่
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 ต.ค. พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหาร รองผบช.น. แถลงผลตำรวจสืบสวนนครบาล 1 จับกุม นายสมเกียรติ หรือไก่ เพ็ชรงาม อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 37/1 ม.7 ต.บางขนาก อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2033/2556 ผู้ต้องหามอมยาและรูดทรัพย์คนไข้ในโรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลสงฆ์ และสถานีขนส่งหมอชิต ภายหลังมอมยารูดทรัพย์นางวัชรี เดชทวิสุทธิ์ คนไข้รอรักษาตัวที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยใช้วิธีแกล้งทำเป็นพลเมืองดีตีสนิทกับผู้เสียหายนำน้ำดื่มที่ผสมสารไซลาซีนให้ดื่ม เมื่อหมดสติฉกเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไป คือ เงินสด 2,000 บาท และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง นอกจากนี้ ยังก่อเหตุลักษณะคล้ายกันกับนายพิจิตร อยู่ในศีล แล้วนำเอาบัตรเอทีเอ็มผู้เสียหายไปกดเงิน 38,000 บาท ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนหาตัวคนร้ายรายนี้จนพบจับกุมตัวได้ที่ ข้างบ้านเลขที่ 68 ม.4 ต.น้ำเชี่ยว อ.แหลมงอบ จ.ตราด เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การติดตามตัวผู้ต้องหารายนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบภาพวงจรปิดของโรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลสงฆ์ พบคนร้ายมีลักษณะคล้ายกันจึงคาดว่าน่าจะเป็นคนร้ายรายเดียวกัน กระทั่งมีภาพวงจรปิดอีกชุดที่สามารถจับภาพคนร้ายขณะขึ้นรถจักรยานยนต์รับจ้างหลบหนีและไปซื้อของใช้ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง รวมถึงมีภาพขณะที่คนร้ายนำบัตรเอทีเอ็ม ไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็มภายในสถานีขนส่งหมอชิต โดยไม่สวมหน้ากากอนามัย ทำให้ตำรวจทราบว่า คนร้ายคือ นายสมเกียรติ จึงได้ขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญา
นายสมเกียรติ ให้การทั้งน้ำตาว่า ไม่ได้ทำงานและเคยต้องคดีข้อหาลักทรัพย์ เพิ่งพ้นโทษมาแล้วก่อเหตุหาเงินใช้ทำแล้ว 18 ครั้ง โดยต้องการให้สลึมสลือเท่านั้น ไม่รู้ว่าสารไซลาซีนเป็นสารที่มีความร้ายแรง ส่วนที่เลือกใช้สารตัวนี้ เพราะเคยพาสุนัขไปหาหมอเห็นสัตวแพทย์ใช้กับสุนัข ทำให้เกิดอาการสลึมสลือจึงนำยานี้มาใช้ก่อเหตุ และที่เลือกโรงพยาบาลต่างๆ เพราะเป็นสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน โดยจะเลือกเหยื่อเป็นคนสูงอายุและพระสงฆ์ดูจากลักษณะการแต่งกานและย่ามที่สะพาย เพราะมีฐานะดีมีเงินทองมาก นำเงินที่ได้ไปใช้เที่ยวเตร่
ด้าน นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า สารไซลาซีน ขึ้นทะเบียนเป็นยาสำหรับสัตว์ ฉีดเข้าหลอดเลือดดำเพื่อให้สัตว์ เช่น ม้า โค สุนัข และแมว มีอาการสงบก่อนเคลื่อนย้าย หรือก่อนการผ่าตัดเป็นยาอันตราย มีฤทธิ์คลายความเจ็บปวด คลายกล้ามเนื้อในสัตว์ แต่ไม่เคยอนุญาตให้ใช้ในคน กรณีที่คนร้ายน้ำมาใช้กับคนเพื่อก่อเหตุ หากใช้ในปริมาณมากก็จะทำให้เกิดอาการความดันตก ซึ่งหากเป็นคนชราอาจจะทำให้เสียชีวิตได้ โดยหลังจากเกิดเหตุโรงพยาบาลรามาธิบดีได้วางแนวทางป้องกันและดูแลความปลอดภัยให้กับคนไข้ที่มาทำการรักษาที่โรงพยาบาล จัดเจ้าหน้าที่เข้มงวดตรวจตราบุคคลเข้าออกมาขึ้น พร้อมติดกล้องวงจรปิดสังเกตบุคคลที่เข้ามาภายในโรงพยาบาลหลังจากหมดเวลาเยี่ยมไข้แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายสมเกียรติ ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนนั้น ได้ขอยาดมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะเกิดอาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม โดยนายสมเกียรติ ได้ร้องไห้ขณะให้สัมภาษณ์ ก่อนที่จะทิ้งตัวก้มลงกราบเท้าผู้เสียหายทั้งหมด
สำหรับผู้ต้องหารายนี้ เคยก่อเหตุอาชญากรรมมอมยารูดทรัพย์ประชาชนและพระสงฆ์มาแล้วทั้งสิ้น 18 ครั้ง โดยเลือกก่อเหตุบริเวณย่านสถานีรถไฟหัวลำโพง และบนรถไฟสายต่างๆเพื่อปลดทรัพย์ ส่วนใหญ่จะเลือกเหยื่อเป็นผู้สูงวัย ซึ่งมีอายุระหว่าง 50-70 ปี รวมถึงพระสงฆ์ เพราะหลอกลวงง่าย โดยเฉพาะพระสงฆ์ เมื่อถวายของกินพระสงฆ์ก็ต้องรับ ทั้งนี้ เมื่อทำบนรถไฟหลายครั้งแล้ว ก็ติดตามพระมาโรงพยาบาลสงฆ์ และโรงพยาบาลรามาธิบดี จากนั้นก็เลือกเหยื่อ เพื่อก่อเหตุซ้ำอีก โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้ง 2 ข้อหาคือ ลักทรัพย์และพยายามฆ่า
ตำรวจหิ้วผู้ต้องหาคดีมอมยาชิงทรัพย์พระสงฆ์-ผู้ป่วยขอฝากขัง ชี้ก่อคดีอีกหลายท้องที่
ร.ต.ท.เจริญ สุขมาก พนักงานสอบสวน สน.พญาไท ได้ควบคุมตัวนายสมเกียรติ ผู้ต้องหาคดีมอมยาชิงทรัพย์พระสงฆ์และผู้ป่วยในโรงพยาบาล มายื่นคำร้องต่อศาลขอฝากขัง รวม 3 สำนวนคดี โดยบรรยายพฤติการณ์ในคำร้องฝากขังว่า ในคดีแรก เหตุเมื่อวันที่ 19 มี.ค.56 ขณะที่พระประสิทธิ์ รัตนธารี ผู้เสียหาย กำลังรอรับยาอยู่ที่ รพ.สงฆ์ ผู้ต้องหาได้เดินเข้ามาพูดคุย ตีสนิทซื้ออาหาร มาถวาย จากนั้นได้ชักชวนผู้เสียหายนั่งรถแท็กซี่ไปส่งที่สถานีขนส่งหมอชิต ระหว่างนี้ผู้ต้องหาได้ซื้อน้ำดื่มมาถวาย และแอบใส่สารไซลาซิน (XYLAZINE) ซึ่งเป็นยาสลบที่ใช้กับสัตว์ จนผู้เสียหายหมดสติ ผู้ต้องหาจึงลักทรัพย์สินเป็นเงินสด 2,000 บาท พระเครื่อง 20 องค์ มูลค่า 12,000 บาท และโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อ โนเกีย ราคา 800 บาท รวม มูลค่าทั้งสิ้น 14,000 บาท หลบหนีไป
ส่วนคดีที่ 2 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 ต.ค.56 ขณะที่ นางวัชรี เดชทวิสุทธิ์ ผู้เสียหาย ซึ่งกำลังเข้าคิวซื้ออาหาร ที่ รพ.รามาธิบดี ผู้ต้องหาได้เข้ามาตีสนิท ช่วยซื้อการ์ด อาหาร กาแฟให้ และถือโอกาสใส่สาร “ไซลาซิน(XYLAZINE) ลงในถ้วยกาแฟ ให้ผู้เสียหายดื่มจนหลับไป ก่อนลักเอาทรัพย์สิน 3 รายการ เป็นเงินสด โทรศัพท์มือถือ และนาฬิกา รวมมูลค่า 19,000 บาทหลบหนีไป
คดีที่ 3 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 ต.ค.56 ขณะที่นายพิจิตร อยู่ในศิล ผู้เสียหาย หลังจากยื่นใบสั่งยา หลังรับเข้ารักษาอาการป่วย ที่ รพ.รามาธิบดี และเข้าไปรับประทานอาหาร ผู้ต้องหาเข้ามาตีสนิทพูดคุยอย่างสนิทสนม และแอบใส่สาร ไซลาซิน(XYLAZINE) ลงในอาหาร เมื่อผู้เสียหายนำเงินไปฝากที่ตู้เอทีเอ็ม ผู้ต้องหาก็ตามไปพูดคุยจนทราบรหัสกดเงิน เมื่อผู้เสียหายมานั่งรอรับก็เกิดหลับหมดสติ ผู้ต้องหาจึงลักเงินสด 1,000 บาท และนำบัตรเอทีเอ็มธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงไทย ไปกดเงิน 3 ครั้ง ได้เงิน 38,300 บาท รวมทรัพย์สินทั้งหมด 39,400 บาทไป ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ ที่ จ.ตราด ตามหมายจับของศาลอาญา แจ้งข้อหาดำเนินคดี ชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตราย สาหัส ฯลฯ
ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัวผู้ต้องหามาจะครบกำหนดแล้ว แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบปากคำพยานอีกหลายปาก รอผลการตรวจลายพิมพ์มือ ผู้ต้องหา และอื่น ๆ ด้วยความจำเป็นดังกล่าวจึงขอฝากขังผู้ต้องหาไว้เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 19 - 30 ต.ค.56
อย่างไรก็ตาม ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกัน เนื่องจากผู้ต้องหากระทำผิดในลักษณะเดียวกันนี้อีกหลายคดีหลายท้องที่ มีผู้เสียหายหลายราย เกรงว่าจะหลบหนี ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้



