ข่าว

ถอดรหัส'ดูด-สวม'เบื้องหลังชัยชนะ'บังยี'?

ถอดรหัส'ดูด-สวม'เบื้องหลังชัยชนะ'บังยี'?

19 ต.ค. 2556

ถอดรหัสเลือกตั้งลูกหนังไทย 'ดูด-สวม'เบื้องหลังชัยชนะ'บังยี'? : รายงาน

              "ผมขอขอบคุณผู้สนับสนุนทุกทีม รวมถึงทีมที่แม้ไม่ได้เลือก ผม การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่ขาวสะอาดที่สุด จากนี้ไปจะขอทำงานพิสูจน์ตัวเอง โดยจะทำอย่างดีที่สุด..."

              นั่นคือประโยคแรกของ "บังยี" นายวรวีร์ มะกูดี ที่ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน หลังได้รับชัยชนะการเลือกตั้งเหนือ "บิ๊กกร๊อง" นายวิรัช ชาญพานิชย์ 42-28 เสียง ให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เป็นสมัยที่ 4 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา

              ที่ถือว่าค้านกระแสสังคมที่ตั้งข้อสงสัยเรื่อง "ความโปร่งใส" ในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างยิ่ง

              โดยเฉพาะประเด็น "การสวมสิทธิ์" ที่เกิดการกล่าวหากันว่า มีการนำชื่อของผู้ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ 72 สโมสรที่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง มาเป็นตัวแทนการลงคะแนนครั้งนี้

              และในเวลาต่อมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีมติ 3-2 เสียง ไม่รับรองการเลือกตั้งดังกล่าว โดยโยนหน้าที่ให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เป็นผู้พิจารณาต่อไป

              ไม่ว่าเรื่องนี้จะมีบทสรุปสุดท้ายออกมาอย่างไร คำถามที่ตามมาคือ การทำเช่นนี้ ถือว่าผิดเจตนารมณ์ของธรรมนูญลักษณะการปกครองฉบับใหม่ของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ที่ก่อนหน้านี้นายวรวีร์ได้เดินหน้าผลักดันชนิด "หัวชนฝา" จนเกิดกระแสความขัดแย้งอย่างรุนแรงในวงการลูกหนังไทยนับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก่อนเคลียร์กันลงตัวเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ทำให้มีการแก้ไขธรรมนูญใหม่ ซึ่งนำมาสู่การเลือกตั้งในวันที่ 17 ตุลาคมนี้ หรือไม่

              เหตุผลหลักๆ ที่นายวรวีร์นำมากล่าวอ้างในการผลักดันธรรมนูญใหม่ ที่มีสาระแตกต่างจากของเดิมอยู่ 3 ประเด็นหลักๆ ก็คือ เปลี่ยนวาระบริหารงานของนายกสมาคมจากเดิม 2 เป็น 4 ปี ซึ่งตอนนี้ยังทำไม่ได้เพราะขัดต่อ พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย ปี 2528 ที่ระบุว่า วาระการบริหารงานของนายกสมาคมกีฬามีเพียง 2 ปีเท่านั้น ขณะที่รูปแบบการเลือกตั้งที่เดิมเคยเลือกนายกสมาคมคนเดียว แล้วให้อำนาจนายกสมาคมไปตั้งคณะกรรมการบริหาร (สภากรรมการ) อีก 18 คน เปลี่ยนมาเป็นการเลือกตามตำแหน่ง ในสัดส่วน นายกสมาคม 1 คน, อุปนายก 5 คน และกรรมการบริหารอีก 13 คน

              แต่ประเด็นที่เป็น "ชนวนขัดแย้ง" ที่สุด ก็คือ การแก้ไขจำนวนสิทธิ์ของสโมสรสมาชิกที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้ง จากเดิม 218 เสียง เหลือเพียง 72 เสียง โดยให้เหตุผลว่าเพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของฟีฟ่า ที่ต้องการให้ทีมที่มีการบริหารจัดการเป็นแบบอาชีพจริงๆ ได้มีสิทธิ์ตัดสินอนาคตของตัวเองมากกว่าทีมที่ปีๆ หนึ่งเตะเพียง 2-3 นัด แต่มีสิทธิ์เลือกตั้งเท่าเทียมกัน จนถูกขนานนามว่าเป็น "สโมสรผี" ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญของการเลือกตั้งในทุกครั้งที่ผ่านมา

              เรียกว่า ผีอยู่ข้างไหน ข้างนั้นก็ชนะ หาก "ผีย้ายข้าง" ก็ตัวใครตัวมันสถานเดียว

              ย้อนอดีตไปเมื่อการเลือกตั้ง 2 ปีก่อน ว่ากันว่า นายวรวีร์ เคยเจอปัญหา "ผีย้ายข้าง" จนต้องงัดกลยุทธ์ "ธรรมนูญใหม่" มาใช้แล้วครั้งหนึ่ง แต่ถูกคัดค้านอย่างหนักเรื่องเงื่อนเวลาที่ไม่ทันตามกรอบที่กำหนดไว้ ซึ่งบังเอิญที่ว่า ในช่วงที่มีการซื้อเวลากันอยู่นั้น นายวรวีร์เคลียร์กับ "หัวหน้าผี" อดีตผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการลูกหนังไทย ที่เป็นผู้กุมคะแนนเสียงสโมสรเล็กสโมสรน้อยเหล่านี้ได้ เลยเอาตัวรอดรักษาเก้าอี้ไว้ได้อย่างหวุดหวิด

              มาเลือกตั้งคราวนี้ กงล้อประวัติศาสตร์ย้อนมาทับรอยเดิมแบบเป๊ะๆ คือ การลงป้องกันเก้าอี้ของนายวรวีร์ต้องเจอกับอุปสรรคใหญ่ "ผีย้ายข้าง" เพราะความขัดแย้งกับ "หัวหน้าผี" ชนิดผีไม่เผาเงาไม่เหยียบหนึ่ง และหลายๆ ทีมเริ่มเบื่อหน่ายกับการบริหารงานของนายวรวีร์ที่แทบไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน โดยเฉพาะผลงานของทีมชาติไทยที่นับวันจะสาละวันเตี้ยลงอีกหนึ่ง

              นั่นจึงเป็นที่มาของวลีอมตะ "ฟีฟ่าสั่งมา" ให้มีการเปลี่ยนแปลงธรรมนูญใหม่ ที่ถูกวิจารณ์ให้แซดว่า จุดประสงค์หลักๆ อีกอย่างนอกเหนือจากให้สอดคล้องกับทางฟีฟ่าแล้วก็คือ การ "ตัดปีกตัดหาง" บรรดาสโมสรผีเหล่านี้นี่เอง
 
              ย้อนกลับมาสู่การเลือกตั้งที่ผ่านไปเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา หลังจากที่สโมสรสมาชิกได้ทำการรับรองธรรมนูญฉบับใหม่ ได้มีการตกลงตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ขึ้นมา 5 คน โดยแบ่งเป็นฝั่งของนายวิรัช 3 คน คือ พล.ต.ต.พิสุทธิ์ พุ่มพิเชฏฐ์ ที่รับบทประธาน กับ นายธนา ธรรมวิหาร และ นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ที่เป็นกรรมการ กับฝั่งนายวรวีร์ 2 คน คือ นายโกวิท อุทัยฉาย ที่เป็นรองประธาน และ นายฌาน กิตติกรณ์ ที่เป็นกรรมการ โดยมี นายองอาจ ก่อสินค้า เลขาธิการสมาคมฟุตบอล เป็นเลขานุการ พร้อมตั้งคณะกรรมการอุทธรณ์ขึ้นอีก 3 คน โดยแบ่งเป็นผู้แทนฝั่งนายวรวีร์ 2 คน และฝั่งนายวิรัช 1 คน

              หน้าที่หลักๆ ของ กกต. ก็คือ การตรวจสอบเอกสารผู้แทนของทุกสโมสร ปรากฏว่า มีจำนวน 65 สโมสร ที่ผ่านคุณสมบัติ และรับรองให้มีตัวแทนมาเลือกตั้ง แต่มีอีก 7 สโมสร คือ ปากน้ำโพ เอ็นเอสอาร์ยู, ม.เกษมบัณฑิต, ลูกอีสาน การบินไทย, อุดรธานี เอฟซี, สุรินทร์ ซิตี้, พังงา เอฟซี และตรัง เอฟซี ที่มีปัญหามีการส่งตัวแทนมากกว่า 1 คน ซึ่งทั้งหมดก็ได้เคลียร์กันเรียบร้อยเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม หรือก่อนการเลือกตั้ง 1 วัน

              อย่างไรก็ตาม ในช่วง 11.00 น. ของวันที่ 17 ตุลาคม หรือก่อนการเลือกตั้งเพียง 3 ชั่วโมง นายองอาจ ก่อสินค้า ได้เซ็นคำสั่งเปลี่ยนตัวคณะกรรมการอุทธรณ์ โดยเฉพาะตัวประธาน พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล มาเป็น ผศ.วิวัฒน์ชัย กุลมาศ พร้อมมีการพิจารณาการยื่นอุทธรณ์ของตัวแทน 6 ทีม คือ ระยอง ยูไนเต็ด, พังงา เอฟซี, นนทบุรี, ตรัง เอฟซี, สุรินทร์ ซิตี้ และ ลูกอีสาน การบินไทย ที่ผลสรุปออกมาว่า ระยอง ยูไนเต็ด ให้ นายพินิจ ศศินิล มีสิทธิ์เลือกตั้ง, พังงา ให้ นายก่อแก้ว พิกุลทอง มีสิทธิ์เลือกตั้ง, นนทบุรี ให้ นายกานต์ จันรัตน์ มีสิทธิ์เลือกตั้ง, ตรัง ให้ นายธัญญา โพธิ์วิจิตร มีสิทธิ์เลือกตั้ง, สุรินทร์ ให้ นายนิรันดร์ กัลยาณมิตร มีสิทธิ์เลือกตั้ง และให้ นายสุนทร มีสุวรรณ เป็นตัวแทน และ ลูกอีสาน การบินไทย ให้ นายชัยโชค พุ่มพวง มีสิทธิ์เลือกตั้ง

              หากนับจากการกล่าวอ้างของกลุ่มนายวิรัช นั่นถือเป็นจุดพลิกผันของฐานเสียงของการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะ 5 จาก 6 เสียง เว้นลูกอีสาน การบินไทย จากการเช็กเสียงโดยดูจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เมื่อคืนวันที่ 16 ตุลาคมนั้นเป็นของนายวิรัช แต่เมื่อมีการพลิกโผกันออกมาเช่นนี้ ทำให้เสียงย้ายฝั่งไปเป็นของนายวรวีร์ทั้งหมด

              ไม่เพียงเท่านั้น ในการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นยังมีการวิจารณ์กันถึงประเด็นความเหมาะสม ที่หลายๆ ทีมส่งตัวแทนซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับสโมสรมาเป็นผู้ลงคะแนน อาทิ นายกานต์ จันรัตน์ ที่เป็นผู้จัดการทีมเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด แต่เป็นผู้ลงคะแนนแทนนนทบุรี, พล.อ.ชินเสณ ทองโกมล ประธานผู้ตัดสิน ได้สิทธิ์เลือกตั้งของ ปตท.ระยอง, นายจุติ ไกรเลิศ ผู้บริหาร บมจ.สยามสปอร์ตฯ ได้สิทธิ์เลือกตั้งของ สิงห์ท่าเรือ, นายเกรียงสิทธิ์ หนุ่มรักชาติ ประธานลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 ภาคเหนือ ได้สิทธิ์เลือกตั้งของ ลำปาง, วิชัย ล้ำสุทธิ ส.ส.ระยอง ได้สิทธิ์เลือกตั้งของ พิษณุโลก หรือ นายสุนทร มีสุวรรณ ได้สิทธิ์เลือกตั้งของสุรินทร์ ทั้งที่ในวันเลือกตั้ง นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร กรรมการผู้จัดการ บ.สโมสรฟุตบอลสุรินทร์ ได้เดินทางมาเลือกตั้งด้วยตนเอง เป็นต้น

              เรื่องดังกล่าว หากเทียบเคียงกับธรรมนูญของฟีฟ่าในการเลือกตั้ง ได้ระบุไว้ชัดเจนในข้อ 23.2 ว่า ตัวแทนที่จะมาลงคะแนนเสียงนั้น จะต้องเป็นสมาชิกของสมาคมฟุตบอลแห่งชาติ หรืออาจพาดพิงไปถึงข้อ 23.4 ที่ระบุว่า ในช่วงที่ยังอยู่ในวาระบริหารนั้น คณะกรรมการบริหารอาจไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง เพราะในครั้งนี้มีคณะกรรมการบริหารสมาคมลูกหนัง พาเหรดกันลงคะแนนมากมาย รวมถึงตัวนายวรวีร์เอง ที่ลงคะแนนเป็นคนแรกในฐานะตัวแทนทีมบีอีซี เทโรศาสน อีกด้วย

              แม้ตรงนี้อาจไม่สามารถกล่าวได้อย่างชัดเจนว่า เป็นเรื่องที่ผิดหรือถูก เพราะในสังคมทั่วไป แทบจะยังไม่มีใครเห็น ธรรมนูญฉบับใหม่ของสมาคมฟุตบอล ที่กรมการปกครอง เพิ่งรับจดทะเบียนก่อนหน้าการเลือกตั้งเพียง 2 วัน ทำให้คงต้องเป็น "คำถาม" ที่ต้องรอคำเฉลยว่า ทั้งหมดที่ทำมา มีความสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของฟีฟ่ามากน้อยเพียงใด

              อย่างไรก็ตาม จากชัยชนะของนายวรวีร์ นอกเหนือจากประเด็นหลักที่ต้องยอมรับก็คือ ตัวของนายวรวีร์คงยังต้อง "มีดี" อยู่ไม่น้อย หรืออาจจะเป็นเพราะนโยบายการหาเสียงที่เข้าตาสโมสรต่างๆ จึงสามารถเอาชนะใจเหล่าสมาชิกที่มีสิทธิลงคะแนน เทเสียงให้จนได้กำชัยแล้ว อีกส่วนหนึ่งคงเป็นเรื่องของการเมือง ที่น่าจะเป็นอีกกระดานหกสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้

              เพราะแม้แต่ นายก่อแก้ว นักการเมืองของพรรคไทยรักไทย ที่เดินทางมาลงคะแนนเสียงในฐานะอดีตประธานสโมสรพังงาเอง ก็ยังกล่าวยอมรับในเรื่องนี้

              "การเลือกตั้งครั้งนี้มีการเมืองเข้ามาแทรกแซงแน่นอน เพราะผมเป็นนักการเมืองและรู้จักเพื่อนในวงการการเมืองมากมาย ซึ่งได้รับการชักจูงให้เลือกคนนั้นคนนี้ และส่วนตัวก็ยอมรับว่าไม่รู้เรื่องการบริหารงานของฟุตบอลไทยมากเท่าไหร่และไม่ใช่คนชื่นชอบกีฬา แต่สาเหตุที่มาใช้สิทธิ์เพราะข้อบังคับระบุว่าผมมีสิทธิ์"

              ส่วนเรื่องการมอบสิทธิ์ที่ถูกมองว่าเป็นการสวมสิทธิ์ เพราะในภาพที่ออกมาในการประชุม แค่เห็นหน้าคนมาประชุมก็รู้แล้วว่าจะกาบัตรเลือกใคร ก็คงต้องยกให้เป็นเรื่องของแต่ละสโมสร

              เพราะเขาตัดสินใจที่จะเลือกอนาคตของตัวเอง และอนาคตของวงการฟุตบอลไทยเช่นนั้น

              ผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร คงต้องรอดูกันต่อไปด้วยใจระทึก...

.......................

(หมายเหตุ : ถอดรหัสเลือกตั้งลูกหนังไทย 'ดูด-สวม'เบื้องหลังชัยชนะ'บังยี'? : รายงาน)