ข่าว

ปฏิบัติการร่วมไทย-ลาวกู้49ศพกลางลำน้ำโขง

ปฏิบัติการร่วมไทย-ลาวกู้49ศพกลางลำน้ำโขง

19 ต.ค. 2556

ปฏิบัติการร่วมไทย-ลาว กู้49ศพกลางลำน้ำโขง : กวินทรา ใจซื่อรายงาน

              กรณีโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

              อันเนื่องมาจากเครื่องบินโดยสาร เอทีอาร์ 72-600 หมายเลขอาร์ดีพีดี 34233 ของสายการบินลาวแอร์ไลน์ เที่ยวบินคิววี 301 ที่เดินทางออกจากสนามบินวัดไต ในนครหลวงเวียงจันทน์  สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (ส.ป.ป.ลาว) ไปยังเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก ประสบอุบัติเหตุจนเครื่องตกลงกลางลำน้ำโขง เมื่อเย็นวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าผู้โดยสารและลูกเรือรวม 49 คน เสียชีวิตทั้งหมดนั้น

              วันนี้ความน่าสนใจยังอยู่ที่ปฏิบัติการร่วมไทย-ลาว และนานาชาติ เพื่อร่วมค้นหาและกอบกู้ซากเครื่องบิน และศพผู้เสียชีวิตกลางลำน้ำโขง

              ความจริงน่าสนใจมาตั้งแต่ทันทีที่ทราบข่าว นายสุทธินันท์ บุญมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ได้สั่งการและประสานงานไปยังมูลนิธิการกุศล 4 จังหวัดของอีสานใต้ ที่มีความพร้อมและมีผู้เชี่ยวชาญในการค้นหาใต้น้ำ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยกู้ภัยจีตัมเกาะ หน่วยกู้ภัยสว่างบูชาธรรม หน่วยกู้ภัยจี้กง จ.อุบลราชธานี หน่วยกู้ภัยฮุก 31 จากนครราชสีมา หน่วยกู้ภัยสลักไดสุรินทร์ และหน่วยกู้ภัยศรีสะเกษสงเคราะห์ รวมกว่า 100 ชีวิต ให้จัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องมืออุปกรณ์ดำน้ำ จัดเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการค้นหาใต้น้ำ เพื่อเป็นกำลังหลักในการค้นหาซากเครื่องบินและผู้เสียชีวิต

              นอกจากนั้นในภาคราชการเอง สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุบลฯ เตรียมรถส่องสว่างและคอยจัดหาอุปกรณ์หนุนช่วย ร่วมด้วยสำนักงานสาธารณสุข โรงพยาบาลในพื้นที่ใกล้ที่เกิดเหตุ เตรียมรถฉุกเฉิน หมอ พยาบาล อุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงสั่งการให้เปิดจุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก อ.สิรินธร อุบลราชธานี ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ทุกฝ่าย พร้อมปฏิบัติหน้าที่ทันที ที่ทางการลาวประสานขอความช่วยเหลือ พร้อมกับให้สื่อมวลชนช่วยกระจายข่าว ถึงความพร้อมในการช่วยเหลือในทุกด้าน หากได้รับการร้องขอจากเจ้าหน้าที่ลาว

              ต่อมาเช้าวันที่ 17 ตุลาคม 2556 นายคำสอน เหตุมาลา หัวหน้าสำนักงานแขวงจำปาสัก ส.ป.ป.ลาว ก็ได้ประสานร้องขอความช่วยเหลือมายังฝ่ายไทย 

              “ผู้ประสานงานลาวบอก ทราบข่าวจากสื่อว่าทางการไทยได้เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ และอุปกรณ์ไว้แล้ว จึงประสานงานขอความช่วยเหลือ สำหรับพื้นที่ชายแดนจะมีคณะกรรมการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-ลาวอยู่แล้ว โดยเจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศจะพูดคุย ช่วยเหลือ แก้ปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ และการระบาดของยาเสพติด แต่ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาคณะกรรมการยังไม่เคยพูดคุยเรื่องความร่วมมือวางระบบทางการแพทย์ฉุกเฉิน ในการกู้ชีพ กู้ภัย เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นความรุนแรงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในลาว การรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงยังเป็นเรื่องใหม่เช่นกัน” นายสุทธินันท์ บอก

              นอกจากเรื่องการค้นหาศพและกู้ซากเครื่องบินแล้ว นายสุทธินันท์ได้ประสานให้สำนักงานสาธารณสุขเตรียมที่เก็บศพ เตรียมแพทย์ในการพิสูจน์อัตลักษณ์ผู้เสียชีวิต ประสานให้ความช่วยเหลือญาติที่มาติดต่อทั้งชาวไทยและต่างชาติในเรื่องการติดตามค้นหาศพ สำหรับศพที่เก็บกู้แล้วให้นำไปเก็บไว้ที่มูลนิธิจีเอี่ยวเกาะ เมืองปากเซ เพื่อนำมาพิสูจน์อัตลักษณ์ต่อไป

              ด้านปฏิบัติการค้นหา ทีมค้นหาจาก 4 จังหวัดออกเดินทางจากด่านช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 ตุลาคม จุดเกิดเหตุห่างจากด่านช่องเม็กประมาณ 45 กิโลเมตร วันแรกในการค้นหาประสบปัญหาขาดแคลนเรือ เนื่องจากพื้นที่เกิดเหตุต้องใช้เรือเท่านั้น ทำให้อาสาสมัครกว่า 100 คน ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ การลงพื้นที่เกิดเหตุพบว่า เครื่องบินชนกับต้นไม้บนดอนพะลิง ซึ่งเป็นเกาะกลางลำน้ำโขง เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก จากนั้นเครื่องบินไถลตกลงไปในแม่น้ำโขง บริเวณเกาะกลางน้ำแห่งนี้ จึงพบเศษเครื่องบิน กระเป๋าผู้โดยสารและเศษชิ้นเนื้อ     

              อีกอย่างสิ่งที่พบก็คือ กระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว มีสีขุ่น สภาพภูมิประเทศริมฝั่งลำน้ำโขงที่มีความลาดชัน รถเข้าไปไม่ถึง เป็นสภาพพื้นที่โดยรอบจุดเกิดเหตุ ที่ นายยศพล จันทนชาติ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการค้นหาใต้น้ำ มูลนิธิการกุศลอุบลราชธานี จีตัมเกาะ ยอมรับว่า การทำงานต้องเอาชนะสภาพภูมิประเทศ สภาพอากาศเหล่านี้

              "จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่ทางการลาวระบุว่า นักบินจะนำเครื่องลงจอด 2 ครั้ง เมื่อสภาพอากาศเป็นปัญหาในการลงจอด นักบินจะต้องกำชับผู้โดยสารให้คาดเข็มขัดนิรภัยทุกคน นอกจากนี้ชิ้นส่วนของเครื่องบินที่พบส่วนใหญ่มีบางส่วนที่ลอยมาตามน้ำมีขนาดไม่ใหญ่ จึงเชื่อว่าในตัวเครื่องบินจะมีศพผู้โดยสารติดอยู่หลายราย
 
              “และทันทีที่เห็นพื้นที่เกิดเหตุ คิดว่าการทำงานในครั้งนี้ค่อนข้างลำบาก เพราะรถเข้าไม่ถึง การขนย้ายอุปกรณ์ดำน้ำ ชูชีพ เรือ และเครื่องปั่นไฟ จึงต้องขนแล้วเดินเข้าไป การดำน้ำจืดก็มีข้อจำกัดเนื่องจากน้ำเชี่ยวและขุ่น ทำให้นักประดาน้ำมองไม่เห็นใต้น้ำ จุดตกแต่ละจุดอยู่ห่างกัน จึงกินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ยากต่อการจำกัดพิกัดที่แน่ชัดในการค้นหา"  ยศพล เล่า

              นอกจากนี้ "ยศพล" ยังเล่าด้วยว่า มีหลายมูลนิธิจากภาคกลางของไทย พร้อมอุปกรณ์ช่วยเหลือ ติดต่อเข้ามาให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง  

              อย่างไรก็ตาม เรื่องการแพทย์ฉุกเฉิน ก็มีความสำคัญ โดย นพ.วิทยา ชาติบัญชาชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือระหว่างองค์การอนามัยโลกในการป้องกันอุบัติเหตุ กล่าวว่า แม้ประเทศไทย ยังคงต้องพัฒนาอีกมาก แต่ยังดีที่เรามีทั้งบุคลากรในการกู้ชีพ กู้ภัย บุคลากรการทางการแพทย์ สถานที่ อุปกรณ์ อยู่พอสมควร จึงพร้อมช่วยเหลือในครั้งนี้  

              ที่น่าสนใจไปกว่านั้น นัยว่า หลายประเทศเริ่มแจ้งความจำนงที่จะเข้าช่วยเหลือย่างมากแล้ว รวมทั้งเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ก็กำลังถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ ที่สำคัญ หลายฝ่ายเริ่มคิดถึงการปฏิบัติการค้นหาที่มี "เอกภาพ" ไม่ต่างคนต่างทำอีกต่อไปแล้ว

              เหลือก็แต่รอลุ้นความสำเร็จที่จะตามมา และต่างก็เอาใจช่วยให้ทุกอย่างราบรื่นเท่านั้น  


ชีวิตเสี่ยงตายเพื่อผู้ประสบภัยทางน้ำ
 

              กว่า 18 ปี ที่ นายจักรกฤษณ์ วัฒนธีระ อาสาสมัครมูลนิธิขอนแก่นสามัคคีอุทิศ จ.ขอนแก่น ใช้เวลาฝึกฝนสั่งสมความชำนาญ ในชีวิตอาสาสมัคร โดยเฉพาะชุดปฏิบัติการทางน้ำ เพื่อความปลอดภัยทั้งผู้ประสบภัย และตัวอาสาสมัครเอง  

              "จักรกฤษณ์" เล่าว่า การฝึกปฏิบัติการชุดค้นหาใต้น้ำจะต้องเรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งการฝึกจะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

              ระดับที่ 1 เป็นขั้นพื้นฐานที่อาสาสมัครจะเรียนรู้การใช้อุปกรณ์ในการดำน้ำ การถอดและประกอบอุปกรณ์ การดูแลรักษาความปลอดภัยใต้น้ำให้กับอาสาสมัครเอง ในระดับความลึก 8-15 เมตร ใช้เวลาในการเรียนรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ 3 วัน แต่ก็ยังไม่สามารถลงน้ำไปปฏิบัติหน้าที่ได้

              ระดับที่ 2 ขั้นก้าวหน้า จะลงน้ำฝึกที่ระดับความลึก 18-30 เมตร โดยจะฝึกการดำน้ำลึก การใช้อากาศใต้น้ำ การใช้เข็มทิศ เรียนรู้เรื่องระดับความลึกและแรงกดของน้ำ 

              ระดับที่ 3 การฝึกทักษะนักค้นหาใต้น้ำ ซึ่งในระดับนี้จะมีระยะเวลาการฝึกที่นานขึ้น เพิ่มทักษะการช่วยเหลือช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน ทั้งผู้ประสบภัย และอาสาสมัคร เรียนรู้สภาพความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ ทักษะการค้นหาใต้น้ำ ซึ่งในระดับน้ำต้องนำทักษะการฝึกตั้งแต่ขึ้นพื้นฐานมาใช้ทั้งหมด

              “นอกจากนี้ยังเข้ารับการอบรมฝึกหลักสูตรกู้ภัยทางน้ำ กับตำรวจน้ำ และทหารเรือ มีระยะเวลาในการฝึก 25 วัน เน้นเรื่องการกู้ภัย กู้ชีพทางน้ำ เมื่อผ่านทุกหลักสูตรแล้ว อาสาสมัครจะมีในรับรองการดำน้ำได้ทั่วโลก”

              การเป็นอาสาสมัครชุดปฏิบัติการค้นหาทางน้ำ จึงถือเป็นภารกิจที่ท้าทายอาสาสมัคร หากไม่พร้อมก็ไม่สามารถทำงานและดูแลชีวิตผู้ประสบเหตุได้  

.................


(หมายเหตุ : ปฏิบัติการร่วมไทย-ลาว กู้49ศพกลางลำน้ำโขง : กวินทรา ใจซื่อรายงาน)