
ยังไม่ถึงเวลายุบ'กองทุนภัยพิบัติ'
ยังไม่ถึงเวลายุบ 'กองทุนภัยพิบัติ' มองช่วยสร้างความเชื่อมั่น-ผวาน้ำท่วมดันเบี้ยสูง : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง ... รายงาน
แม้ขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมจะเริ่มคลี่คลายแล้วหลายจังหวัด แต่ยังมีอีกถึง 25 จังหวัดที่ได้รับความเดือดร้อน โดยมีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบถึง 3 แสนกว่าครัวเรือน มีผู้เดือดร้อนเกือบ 1 ล้านคน ขณะที่น้ำท่วมปีนี้หลายฝ่ายมองว่ายังมีความรุนแรงห่างไกลกับปี 2554 ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ความจำเป็นในการสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจและครัวเรือน ทำให้กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติยังคงต้องดำรงอยู่ต่อไปจนกว่าการลงทุนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทเห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน จากที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่ากองทุนดังกล่าวอาจจะหมดความจำเป็นและต้องยุบตัวไป
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ กล่าวว่า กองทุนนี้ตั้งขึ้นหลังจากที่ประเทศไทยประสบภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 และทำให้วงการประกันภัยปั่นป่วน ค่าเบี้ยประกันสูงขึ้นมาก จนบริษัทประกันภัยในประเทศที่มีประมาณ 60 แห่ง ซึ่งมีทุนรวมกันไม่ถึง 1.5 แสนล้านบาท แต่รับประกันภัยไว้วงเงินประกันรวมกว่า 8-9 ล้านล้านบาท ได้รับผลกระทบ หากไม่มีบริษัทประกันภัยต่อจากต่างประเทศมารับช่วง ทำให้กองทุนต้องเข้ามารับประกันภัยต่อแทนบริษัทต่างชาติที่ไม่กล้ารับประกันภัยจากไทย เนื่องจากต้องจ่ายค่าเคลมความเสียหายจากน้ำท่วมใหญ่เป็นเงินจำนวนมาก
หลังจากที่มีกองทุนภัยพิบัติส่งผลให้ปี 2555 สถานการณ์ด้านประกันภัยเกือบเข้าสู่ภาวะปกติ และปี 2556 บริษัทเอกชนก็รับความเสี่ยงไว้เองมากขึ้น รวมถึงมีการขายกรมธรรม์ภัยพิบัติที่ริเริ่มโดยกองทุนก่อนหน้านี้ ก็พบว่าปัจจุบันมีบริษัทประกันภัยเอกชนอีก 8 แห่งที่เสนอขายความคุ้มครองด้านภัยพิบัติด้วยเบี้ยประกันที่ต่ำกว่าอัตราของกองทุนคิดเป็นมูลค่าทุนประกันภัยพิบัติรวมถึง 2.8 ล้านล้านบาท
นายพยุงศักดิ์กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาภาคครัวเรือนมีความตื่นตัวในการทำประกันภัยมากขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มีการทำประกันภัยอยู่แล้ว ส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยเติบโตต่อเนื่องปีละ 20% โดยปัจจุบันกองทุนเองมีกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองราว 1.4 ล้านกรมธรรม์ คิดเป็นวงเงินทุนประกันตามสัดส่วนที่กองทุนรับความเสี่ยงไว้ทั้งสิ้น 4.74 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังอยู่ในระดับที่กองทุนสามารถรับความเสี่ยงได้ เพราะเงินกองทุนที่ได้รับการอนุมัติไว้มีทั้งสิ้น 5 หมื่นล้านบาทที่ผ่านมายังไม่ได้มีการใช้เงินออกไปมากนัก
มีกองทุนอุ่นใจสร้างความเชื่อมั่น
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นขณะนี้ นายพยุงศักดิ์มองว่า ยังไม่ถึงระดับภัยพิบัติเป็นเพียงภัยน้ำท่วมที่ประเทศไทยมีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกปี เพียงแค่เปลี่ยนพื้นที่น้ำท่วมจากจังหวัดทางฝั่งตะวันตกไปทางฝั่งตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศแทน แต่เบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานว่าภาคธุรกิจหรืออุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมดังกล่าว โดยมองว่ามีเพียงบ้านเรือนและกลุ่มเกษตรกรเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งทางการก็คงให้ความช่วยเหลือต่อไป
อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีโอกาสประสบภัยพิบัติ อย่างเช่น ลมพายุรุนแรง และแผ่นดินไหวน้อยมาก แต่มองว่ากองทุนภัยพิบัติยังมีความจำเป็นต้องมีอยู่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนว่าจะมีผู้รับผิดชอบความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยอาจจะต้องรอดูการลงทุนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทของรัฐบาลก่อนว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อใด เพราะตามกรอบการใช้เงินก็มีระยะเวลาถึง 7 ปี และขณะนี้เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเท่านั้น ซึ่งหากโครงการเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมและน่าจะป้องกันภัยน้ำท่วมใหญ่ได้กองทุนก็อาจจะลดบทบาทลงได้แต่คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง
ส่วนการคิดอัตราค่าเบี้ยประกันภัยพิบัติที่ขณะนี้กองทุนคิดจากครัวเรือนในอัตรา 0.5% ธุรกิจเอสเอ็มอีคิดในอัตรา 1% และภาคอุตสาหกรรมคิดในอัตรา 1.25% นั้น อาจจะสูงกว่าที่บริษัทเอกชนคิดในปัจจุบันนั้น เป็นการคำนวณบนพื้นฐานความเสี่ยงภัยในปี 2555 ซึ่งทางกองทุนอาจจะมีการทบทวนและปรับลดลงได้ในอนาคต
เพราะการคิดจากครัวเรือนหรือบ้านอยู่อาศัยควรจะคิดในอัตราเท่ากันทั่วประเทศเพื่อให้ทุกครัวเรือนได้เข้าถึงประกันภัยได้เท่าเทียมกัน
โดยในกรณีซื้อความคุ้มครองน้อยกว่า 1 แสนบาท ผู้เอาประกันจะจ่ายค่าเบี้ยประกัน 0.5% ของทุนเอาประกัน เช่น 8 หมื่นบาท ผู้เอาประกันภัยจะจ่ายเบี้ยประกันภัยจำนวน 400 บาท ส่วนกรณีที่ซื้อความคุ้มครองเกิน 1 แสนบาท ในส่วนความคุ้มครองที่เกินประชาชนสามารถติดต่อบริษัทประกันภัยโดยตรง ซึ่งบริษัทประกันภัยจะคิดอัตราเบี้ยประกันภัยตามอัตราตลาด
5 จว.เสี่ยงภัยตื่นตัวแห่ทำประกัน
นายพยุงศักดิ์ ยังกล่าวถึงสถิติการทำประกันภัยพิบัติในช่วงวันที่ 28 มีนาคม 2555 - 20 กันยายน 2556 ของ 5 จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงตามประมาณการของกองทุน บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี และกรุงเทพฯ พบว่ามีความตื่นตัวในการทำประกันภัยพิบัติกันสูงมาก ซึ่งทั้ง 5 จังหวัดมีทุนประกันภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุนฯ รวม 21,757 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 48.65% เมื่อเทียบกับทุนประกันภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุนทั้งประเทศ จำนวน 44,719 ล้านบาท
จังหวัดในพื้นที่เสี่ยงที่มีทุนประกันภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุน สูงที่สุดคือ กรุงเทพฯ จำนวน 13,793 ล้านบาท รองลงมาได้แก่ นนทบุรี จำนวน 2,650 ล้านบาท ปทุมธานี จำนวน 2,492 ล้านบาท พระนครศรีอยุธยา จำนวน 1,949 ล้านบาท และนครปฐม จำนวน 874 ล้านบาท นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังมีทุนประกันภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุนในส่วนของผู้ทำประกันภัยทั้ง 3 ประเภทสูงที่สุด ได้แก่ บ้านอยู่อาศัย จำนวน 9,727 ล้านบาท ธุรกิจขนาดกลางและย่อม จำนวน 1,796 ล้านบาท และอุตสาหกรรม จำนวน 2,270 ล้านบาท
ในขณะที่ จ.นนทบุรี มีทุนประกันภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุน ประเภทบ้านอยู่อาศัยสูงเป็นอันดับสอง จำนวน 2,217 ล้านบาท และ จ.ปทุมธานี มีทุนประกันภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุน ประเภทธุรกิจขนาดกลางและย่อมสูงเป็นอันดับสอง จำนวน 356 ล้านบาท และ จ.พระนครศรีอยุธยา มีทุนประกันภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุน ประเภทอุตสาหกรรมสูงเป็นอันดับสอง จำนวน 1,499 ล้านบาท
ใช้เวลา2-3ปีเบี้ยลดสู่ภาวะปกติ
นายอานนท์ วังวสุ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นขณะนี้ ว่ายังอยู่ในระดับที่บริษัทประกันส่วนใหญ่รับได้ แม้ความเสี่ยงจากปัญหาน้ำท่วมในปีนี้จะกินพื้นที่หลายจังหวัด แต่ส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งเกิดเหตุน้ำท่วมอยู่เป็นประจำทุกปี ไม่ได้มีน้ำเหนือที่ไหลลงมาสมทบ ส่วนทางภาคตะวันออกที่มีนิคมอุตสาหกรรมบางแห่งได้รับผลกระทบจกน้ำท่วมด้วย เช่น นิคมอุตสาหกรรมอมตะ ก็ได้ประเมินดูแล้วว่าไม่ได้มีความเสียหายเหมือนกับนิคมอุตสาหกรรมที่เคยถูกน้ำท่วมหลายแห่งเมื่อปี 2554 เพราะภาคตะวันออกเป็นที่สูงและมีการระบายน้ำออกไปได้เร็วไม่มีการท่วมขัง
“สถานการณ์ตอนนี้จึงยังห่างไกลจากวิกฤตที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2554 เป็นเพียงเหตุการณ์น้ำท่วมที่น่าจะเกิดขึ้นกับเมืองไทยแทบทุกปี และคงไม่มีความรุนแรง ซึ่งหากเป็นน้ำท่วมปกติทางบริษัทประกันภัยไทยยังรับไหว อีกทั้งส่วนใหญ่บริษัทประกันของไทยก็จะไม่รับความเสี่ยงไว้เองแต่จะทำประกันภัยต่อไปยังต่างประเทศ หรือส่งให้กองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติของรัฐบาล โดยขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งว่ามีการขอเคลมเงินค่าสินไหมเข้ามาแต่อย่างใด” นายอานนท์กล่าวและว่า แม้บริษัทประกันจะไม่ได้วิตกกังวลว่าสถานการณ์ตอนนี้จะลุกลามไปสู่เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย แต่ก็ไม่ประมาทด้วยการจัดเตรียมบริการที่จำเป็น เช่น รถยก รถลาก ไว้พร้อมบริการลูกค้าเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเหตุการณ์น้ำท่วมที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่และน่าจะมีแนวโน้มเกิดขึ้นอีก แต่ขณะนี้บริษัทประกันส่วนใหญ่ยังคงไม่ได้ขึ้นค่าเบี้ยประกันภัยน้ำท่วมและเบี้ยประกันภัยกรณีเกิดภัยพิบัติแต่อย่างใด เพราะมองว่าไม่ได้มีความเสี่ยงสูงเหมือนปี 2555 หลังเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมในปี 2554 ซึ่งปีนั้นค่าเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นเท่าตัว หรือเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 70% และได้เริ่มปรับลดลงในปีนี้ แม้จะยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติก่อนปี 2554 ก็ตาม
นายอานนท์ กล่าวต่อว่า ตามปกติค่าเบี้ยประกันภัยจะลดลงประมาณปีละ 10-15% ทำให้มองว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี หากไม่เกิดน้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 2554 อีก เชื่อว่าค่าเบี้ยประกันภัยน่าจะปรับลดลงมาสู่ภาวะปกติได้ อย่างไรก็ตาม ปีนี้ภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมมีความตื่นตัวในการทำประกันภัยมากขึ้น จากบทเรียนน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ทำให้ค่าเบี้ยประกันในปีนี้เติบโตขึ้นมาก
ปัจจุบันมีบริษัทประกันภัยเอกชนหลายแห่งที่ขายประกันภัยพิบัติเหมือนกับกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ และมีค่าเบี้ยที่ต่ำกว่า เนื่องจากเห็นว่าความเสี่ยงจากน้ำท่วมและภัยพิบัติในปีนี้ลดลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาคเอกชนหรืออุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะนิคมอุตฯ มีการตื่นตัวสร้างเขื่อนแนวป้องกันน้ำท่วม ตามที่รัฐบาลให้การอุดหนุนงบประมาณ 2 ใน 3 ส่วนก่อนหน้านี้ ซึ่งปัจจัยนี้ทำให้เอกชนมีการเตรียมพร้อมรับมือได้ดีขึ้น
“หลังจากนี้ค่าเบี้ยประกันภัยไม่น่าจะปรับสูงขึ้น และมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะหลังจากรัฐบาลมีความชัดเจนในเรื่องของการลงทุนโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่น่าจะเริ่มเดินหน้าได้ในปีหน้าแม้จะช้าไปบ้างแต่ก็เริ่มชัดเจนขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนได้มากขึ้น และนอกจากจะเป็นผลดีกับบริษัทประกันภัยช่วยให้มีความเสี่ยงลดลงแล้ว ยังเป็นผลดีกับกลุ่มที่ไม่ได้มีการทำประกันภัยด้วยที่จะไม่ต้องรับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมเหมือนในอดีต”
นายอานนท์ มองว่า กองทุนภัยพิบัติยังมีความจำเป็นต้องดำรงอยู่ เพราะช่วยให้ภาคเอกชนมีอำนาจต่อรองกับบริษัทประกันภัยต่อของต่างประเทศมากขึ้น แต่เห็นว่ากองทุนเองก็ควรจะมีการปรับค่าเบี้ยประกันภัยลงได้แล้ว เพราะอัตราค่าเบี้ยที่คิดขณะนี้อยู่บนพื้นฐานความเสี่ยงภัยของปี 2555 แต่ขณะนี้ความเสี่ยงน่าจะลดลงได้แล้ว เพื่อให้ประชาชนหรือครัวเรือนเข้าถึงประกันภัยได้มากขึ้น จากปัจจุบันพบว่ามีเป็นล้านกรมธรรม์แล้ว ขณะที่กรมธรรม์ภัยพิบัตินั้น แม้ประเทศไทยจะมีโอกาสเสี่ยงของภัยธรรมชาติน้อยทั้งลมพายุรุนแรงและแผ่นดินไหว แต่เราก็ยังมีความจำเป็นต้องมีเอาไว้บริการประชาชน เพราะในอนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน อะไรก็มีโอกาสขึ้นได้ จึงไม่ควรประมาท
-------------------------
(ยังไม่ถึงเวลายุบ 'กองทุนภัยพิบัติ' มองช่วยสร้างความเชื่อมั่น-ผวาน้ำท่วมดันเบี้ยสูง : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง ... รายงาน)



