ข่าว

'สมช.'จี้'บีอาร์เอ็น'ตอบกลุ่มไหนป่วนใต้

'สมช.'จี้'บีอาร์เอ็น'ตอบกลุ่มไหนป่วนใต้

18 ต.ค. 2556

'สมช.' จี้ 'บีอาร์เอ็น' ตอบกลุ่มไหนป่วนใต้ ขณะที่ 'กอ.รมน.' เผยตั้ง 'ศปก.อำเภอ' ช่วยขับเคลื่อนแก้ไฟใต้ ด้าน 'แม่ทัพภาค4' สั่งคุมเข้มพื้นที่ป้องเหตุครบรอบตากใบ

 

                           18 ต.ค.56 พ.อ.จรูญ อำภา ที่ปรึกษาสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงกรณีที่ผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีการก่อเหตุความรุนแรงอย่างต่อเนื่องแม้จะมีการพูดคุยสันติภาพร่วมกับกลุ่มบีอาร์เอ็นว่า กลุ่มบีอาร์เอ็นเป็นองค์กรใหญ่ต้องไปหาคำตอบให้ได้ว่า กลุ่มใดเป็นกลุ่มผู้ก่อเหตุ เพราะเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า กลุ่มบีอาร์เอ็นไม่สามารถกำกับดูแลให้กลุ่มที่เห็นต่างก่อเหตุในพื้นที่ได้ เราจึงส่งคำถามนี้ไปยังกลุ่มบีอาร์เอ็นโดยผ่านผู้อำนวยความสะดวก เพื่อให้เขาทำการบ้าน และหาคำตอบว่า เหตุใดทั้งที่มีการพูดคุยกันอยู่ยังเกิดเหตุการณ์รุนแรงในพื้นที่ขึ้น ซึ่งตั้งแต่เราส่งคำถามไป ทางกลุ่มบีอาร์เอ็นยังไม่ได้ตอบกลับมา ซึ่งขณะนี้ต้องเลื่อนการพูดคุยออกไป เพราะทางกลุ่มบีอาร์เอ็นยังไม่ได้ตอบคำถามของเรา ส่วนข้อเสนอของบีอาร์เอ็นที่ถามมา เรามีคำตอบอยู่ในใจแล้วว่า จะตอบในระดับไหน ส่วนการพิจารณารายละเอียดข้อเสนอทั้ง 38 หน้านั้น ขณะนี้มีความคืบหน้าระดับหนึ่ง และกำลังส่งข้อมูลไปยังพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผอ.ศปก.กปต.) เพื่อรอท่านเรียกประชุมศปก.กปต.ต่อไป เพื่อให้ได้คำตอบในการพูดคุย

                           พ.อ.จรูญ กล่าวว่า ส่วนในวันที่ 25 ต.ค.นี้ ที่จะครบรอบเหตุการณ์ตากใบนั้น เราจะต้องการมีการประมวลสถานการณ์ด้วยว่า จะเกื้อกูลต่อการพูดคุยหรือไม่ เพราะหากมีการพูดคุยแล้วยังเกิดเหตุรุนแรงจะทำให้เกิดความคลางแคลงใจต่อกัน ซึ่งหากพูดคุยแล้วยังมีเหตุการณ์ความไม่สงบอยู่แสดงว่า เขาไม่ใช่ตัวจริง ทั้งนี้เหตุการณ์รุนแรงในวันที่25 ต.ค.นี้ จะเกิดขึ้นหรือไม่และมีผลกระทบต่อการพูดคุยต่อไปหรือไม่นั้น เราไม่ได้สนใจว่า จะมีเหตุการณ์อะไรหรือไม่ เพราะเหตุการณ์วันดังกล่าวเป็นเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่ง ขณะนี้เราเพียงแต่เฝ้ารวบรวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วรอพล.ต.อ.ประชา เรียกประชุม ถ้าผลประชุมสามารถตกผลึกได้ก็รอการพูดคุยครั้งต่อไป ส่วนกรณีที่กลุ่มบีอาร์เอ็นจะเปลี่ยนแปลงบุคคลใดเพิ่มเติมเข้ามาในทีมคณะพูดคุยก็สามารถเพิ่มเติมเข้ามาได้ เป็นเสรีของกลุ่มเขา เราไม่ว่า กัน เพราะตามข้อตกลงแต่ละฝ่ายจะมีตัวแทนฝ่ายละ15 คน ทั้งนี้ตนยังหวังว่า การพูดคุยยังมีต่อไป เพราะเป็นหนทางที่จะทำให้เกิดสันติภาพได้ มิเช่นนั้นเราคงไม่พูดคุยด้วย

 

'กอ.รมน.' เผยตั้ง 'ศปก.อำเภอ' ช่วยขับเคลื่อนแก้ไฟใต้

 

                           พล.ต.สุรชาติ จิตต์แจ้ง หัวหน้าส่วนประชาสัมพันธ์ และสารสนเทศ สำนักรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมและประธานอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์ พร้อมด้วยผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยพล.ต.สุรชาติ กล่าวว่า สถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาความรุนแรงยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นไปในลักษณะเชิงสัญลักษณ์ในโอกาสต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับสถิติที่ผ่านมา ทางเราไม่เข้าใจว่า ทำไมผู้ก่อเหตุรุนแรงจึงเลือกใช้วิธีสร้างความเดือดร้อน และความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์ และเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้ได้มาซึ่งการต่อรอง ปัจจุบันนโยบายพาคนกลับบ้านที่เปิดโอกาสให้คนที่หลงผิดที่เข้าร่วมกับผู้ที่ก่อเหตุรุนแรงเข้ามารายงานตัว นับว่ามีความก้าวหน้าที่ดีของเจ้าหน้าที่รัฐที่ยึดถือการเปิดพื้นที่การพูดคุยกับผู้เห็นต่างกับรัฐ ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมาย ต่อผู้ก่อเหตุรุนแรง ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้สังหารผู้ก่อเหตุรุนแรงที่เข้ามามอบตัวนั้น ขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง และไม่มีมูลเหตุเพียงพอที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องไปสร้างเงื่อนไข ส่วนการพูดคุยสันติภาพ หากเราสังเกตสภาพแวดล้อมในปัจจุบันน่าจะเข้าใจไปในทางเดียวกันว่า สถานการณ์ในปัจจุบัน ไม่เอื้ออำนวยให้มีการพูดคุยในเร็วๆนี้

                           ด้านพ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวว่า การบูรณาการ และการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ทางกระทรวงมหาดไทยเห็นชอบให้มีการจัดตั้ง ศูนย์ปฎิบัติการอำเภอ(ศปก.อ.) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนแผนงานในระดับพื้นที่ โดยมอบหมายให้นายอำเภอ ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการ 3 ฝ่าย ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน ซึ่งคณะกรรมการ ประกอบด้วย ผบ.ฉก. หมายเลข ผกก.สภ. และผู้แทนส่วนราชการทุกฝ่ายในพื้นที่ซึ่งมาปฎิบัติงานร่วมกัน นอกจากนี้ทาง กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ได้จัดชุดประสานงานประจำกระทรวง ทั้ง 17 กระทรวง เพื่อทำหน้าที่ประสานงานระหว่าภูมิภาค และส่วนกลาง รวมทั้งติดตามความคืบหน้าการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

                           นายไพฑูรย์ สว่างกมล รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย ค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายในคดีอาญา พ.ศ.2544 แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มผู้เสียหายในคดีอาญาที่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนตามกฎหมายนี้ ต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย หรือจิตใจ และ และผู้เสียหายต้องไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้น ทั้งนี้ผู้ที่เสียชีวิตจะได้รับเงินทดแทนไม่เกิน 1 แสนบาท ค่าอุปการะเลี้ยงดู 3 หมื่นบาท ค่าทำศพ 2 หมื่นบาท กลุ่มที่ 2 คือจำเลยตามคดีอาญา ที่ต้องถูกดำเนินคดีโดยพนักงานอัยการ ถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี และปรากฎหลักฐานชัดว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำผิด โดยได้รับค่าชดเชยเยียวยาวันละ 200 บาท รวมแล้วปีละประมาณ 1 แสนบาท ทั้งนี้สถิติการยื่นคำขอรับการเยียวยาในปีงบประมาณ 2556 แบ่งเป็นคดีเหตุการณ์รุนแรง 1,141 ราย จำเลย 136 ราย คดีทั่วไป 117ราย รวมทั้งสิ้น 1,394 ราย

                           นางจันทนา สุทธิเรืองวงศ์ ผู้ตรวจการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า การดำเนินการในรอบปีที่ผ่านมา ทางสำนักพระพุทธศาสนา ได้จัดประชุมสัมนารับฟังปัญหาและความคิดเห็นของคณะสงฆ์ในพื้นที่ เพื่อทำแผนยุทธศาสตร์ในปี 2558 พร้อมทั้งสนับสนุนเงินอุดหนุนพิเศษถวาย พระภิกษุ สามเณรในพื้นที่จำนวน 2.5 พันบาทต่อรูปต่อเดือน โดยหลักเกณฑ์คือต้องอยู่ในพื้นที่อย่างน้อย 3 เดือน จัดงบประมาณสนับสนุนการส่งเสริม เผยแพร่คุณธรรมจริยธรรม แก่นักเรียน จัดธรรมทูตในการลงไปให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ สนับสนุนให้พระภิกษุสามเณรไปดูงานและนมัสการสังเวชนียสถาน ที่สาธารณรัฐอินเดีย และเนปาล อีกทั้งสนับสนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดในพื้นที่ ร่วมกับ ศอ.บต. เยียวยาพระภิกษุ สามเณรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการรุนแรง หากมรณภาพครอบครัวจะได้รับเงินในการบำเพ็ญกุศล 1 แสนบาท บาดเจ็บได้รับ 5 หมื่นบาท

                           นายสมศักดิ์ จังตระกูล ที่ปรึกษาด้านความมั่งคง ในฐานะผู้แทนของกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ภายหลังนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รมว.มหาดไทย ตรวจสอบพื้นที่ที่เป็นจุดการเกิดเหตุร้ายซ้ำซาก และเร่งกำหนดแผนงานให้ชัดเจนเพื่อเกิดความปลอดภัย ทางกระทรวงมหาดไทยจึงจัดทำโครงการและแผนงานการปรับปรุงขยายถนนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อให้เป็นถนนปลอดภัยในจังหวัดยะลา ปัตตานีและนราธิวาส โดยมีการปรับปรุงถนน ติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่าง ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าส่องสว่างและถางหญ้า รวมจำนวนทั้งสิ้น 163 โครงการ ใช้งบประมาณทั้งหมด 32ล้านบาท

 

'แม่ทัพภาค 4' สั่งคุมเข้มพื้นที่หวั่นกลุ่มก่อเหตุป่วนครบรอบเหตุการณ์ตากใบ 25 ต.ค.

 

                           ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า สำหรับวันครบรอบเหตุการณ์ตากใบ 25 ตุลาคม 2556 นี้ ก็มีภาพข่าวการเคลื่อนไหวทั้งทางด้านการเมือง และการทหารของฝ่ายตรงข้าม โดยทางด้านการเมืองก็ทราบว่าจะมีการจัดกิจกรรมรื้อฟื้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยในที่จริงแล้วพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ก็มีความต้องการที่จะลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่คนกลุ่มนี้ก็พยายามที่จะอ้างเหตุการณ์ตากใบนี้ กลับมาทำร้ายพี่น้องประชาชนที่บริสุทธิ์ และความเคลื่อนไหวทางด้านการทหารของฝ่ายตรงข้าม ก็พบว่ามีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนร้ายผิดปกติ ในพื้นที่ ทางท่าน พล.ท.สกล ชื่นตระกูล แม่ทัพภาค 4 ได้สั่งการให้กำลังในพื้นที่ เกาะติดสถานการณ์ด้านการข่าว ความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงแล้ว

                           “กลุ่มคนร้ายพยายามใช้เหตุการณ์ทั้งตากใบ และเหตุการณ์กรือเซ๊ะ มาเป็นประโยชน์ เพื่อนำไปสู่การทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ที่มีการกระทำเช่นนี้มาตลอดระยะเวลาหลายปี ซึ่งประชาชนในพื้นที่ก็มีความต้องการที่จะลืมเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อที่จะก้าวไปสู่ความสันติสุข” โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. กล่าว

                           พ.อ.ปราโมทย์ ยังได้กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่เจ้าหน้าที่วิสามัญกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี จำนวน 3 ราย และสามารถควบคุมตัวคนร้ายได้ 1 ราย เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมานั้น ก็ถือว่าเป็นอีกครั้งที่ทางเจ้าหน้าที่ได้ปฎิบัติตามมาตรการทางกฎหมาย โดยการเข้าไปติดตามคนร้าย ซึ่งก็มีกลุ่มคนบางกลุ่ม ที่กล่าวหาเจ้าหน้าที่ว่าทำเกินกว่าเหตุ แต่โดยความเป็นจริงแล้วเมื่อไปดูพฤติกรรมของกลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ ก็พบว่ามีพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุรุนแรง อาวุธปืนที่ตรวจยึดได้ ก็เป็นอาวุธที่ได้จากการปล้นฆ่าพี่น้องประชาชนเมื่อปี 2552 และผลจากการซักถามบุคคลที่สามารถควบคุมตัวได้ ซึ่งมีหมายจับตาม ป วิ อาญา 2 หมาย และถูกควบคุมตัวอยู่ที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ได้ให้การรับสารภาพ และได้ขอถอนซุมเปาะ (คำสาบาน) ทางหน่วยจึงได้นำผู้นำศาสนา มาดำเนินการถอนซุมเปาะให้ จึงได้ให้การสารภาพว่าในวันเกิดเหตุนั้น มีคำสั่งของแกนนำ ให้มาร่วมวางแผนก่อเหตุ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมวางแผน 6 คน เพื่อจะก่อเหตุในพื้นที่รับผิดชอบคือทุ่งยางแดง และมายอ และได้เกิดการยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ จนคนร้ายถูกวิสามัญ 3 ราย จับกุม 1 ราย และสามารถหลบหนีไปได้ 2 ราย โดยทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ประสานงานไปยังญาติของบุคคลที่หลบหนี ให้มามอบตัว ที่ทางรัฐยังคงยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรม

                           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีคนร้ายลอบวางระเบิดตู้เอทีเอ็ม 12 จุดใน จ.ยะลา เมื่อเวลา 05.15 น. ของวันที่ 9 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา นั้น ความคืบหน้าล่าสุดหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกาะติดสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุว่า จากการสอบสวนสืบสวนลงพื้นที่ เจ้าหน้าที่พบเบาะแสของกลุ่มก่อเหตุวางระเบิดตู้เอทีเอ็มแล้ว เป็นกลุ่มแนวร่วมรุ่นใหม่โดยมีนายราฟี มามะรอยาลี อายุ 28 ปี ซึ่งมีหมายจับในคดีความมั่นคง เป็นผู้สั่งการ ที่ผ่านมาเคยก่อเหตุวางระเบิด 4 จุด ในเขตเทศบาลนครยะลา เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2556 เวลา 19.00 น.ที่ผ่านมา คือก่อเหตุวางระเบิดลานจอดรถโรงแรมโคล่า วางระเบิดหน้าโรงแรมยะลาแกรนด์พาเลส วางระเบิดปลอมบริเวณหน้าวิทยาลัยเทคนิคยะลา และวางระเบิดบริเวณร้านออมทองการแว่น

                           “โดยนายราฟี เป็นแกนนำระดับสั่งการ เคลื่อนไหวในพื้นที่เขตเทศบาลนครยะลา และยังมีตำแหน่งเป็นครูฝึกแนวร่วมรุ่นใหม่มีฉายาว่า”ปะจู”ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถจับกุม นายยูนุ เซ๊ะโซ๊ะ ในพื้นที่ ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ได้ซัดทอดว่านายราฟี เป็นคนจุดชนวนระเบิดบริเวณหน้าร้านแสงไทย ถนนสิโรรส เขตเทศบานครยะลา เมื่อวันที่ 17 rย 2555 ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และร้านค้าบริเวณดังกล่าวถูกไฟไหม้ได้รับความเสียหายหลายคูหา ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามตัวเพื่อดำเนินคดีแล้ว” หน่วยข่าว ระบุ