ข่าว

คนส่วนใหญ่ไม่รู้14ตุลาสำคัญอย่างไรแล้วพวกเขารู้อะไร

คนส่วนใหญ่ไม่รู้14ตุลาสำคัญอย่างไรแล้วพวกเขารู้อะไร

18 ต.ค. 2556

คนส่วนใหญ่ไม่รู้14ตุลาสำคัญอย่างไรแล้วพวกเขารู้อะไร : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn

               เป็นคำถามที่ผมมีความสงสัยเช่นเดียวกับคนที่ตอบคำถามในการสำรวจความคิดเห็นของสำนักโพลล์แห่งหนึ่ง แม้ว่าโดยส่วนตัวจะไม่นิยมการทำโพลล์ของสำนักใดเลยก็ตาม แต่เมื่อมีการนำเสนอผ่าน "สื่อ" ให้ได้รับรู้และถกเถียงกัน ก็น่าสงสัยต่อจากเรื่องเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ว่า มีเรื่องอื่นๆ อีกไหมที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องรู้ราว

               ส่วนตัวเคยทำการสำรวจตรวจสอบในการอบรมให้ความรู้นักศึกษาตั้งแต่ขั้นมหาวิทยาลัยไปถึงหลักสูตรที่ผู้หลักผู้ใหญ่ชอบเรียนกัน ก็พบว่ามีอีกหลายเหตุการณ์ที่คนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้หรืออาจหลงลืมไปได้อย่างเบ็ดเสร็จ อาทิ เริ่มจะไม่รู้แล้วว่าอะไร คือ 6 ตุลาคม (เหตุการณ์กรณี 6 ตุลาคม 2519) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อะไรคือ พฤษภาทมิฬ 17 พฤษภาคม 2535

               หากถามว่าน่าห่วงใยหรือไม่ ต้องถือว่าเป็นเรื่องทั้งน่าห่วงใยและน่าประหลาดใจอย่างยิ่ง เพราะเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ร่วมสมัยที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงสำคัญทางการเมืองหลายเหตุการณ์เช่นนี้ยังถูกลืมได้อย่างไม่น่าเชื่อ นับประสาอะไรกับการที่นักการเมือง หรือคนที่มีปัญหาจะสามารถสร้างความเสียหายและความเดือดร้อนรำคาญให้แก่คนส่วนใหญ่ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยแค่เปลี่ยนชื่อนามสกุล

               ก็เหมือนสมองคนจะเลือกจดจำเฉพาะสิ่งที่ตนเองได้ประโยชน์โพดผล เรื่องอื่นใดก็หลงลืมหรือบางทีสามารถแสร้งทำเป็นลืมเพราะคนที่คบค้าสมาคมอยู่ด้วยอาจมีผลประโยชน์ให้ตักตวงกอบโกย

               ผมหวังว่า หากผลการสำรวจมีข้อเท็จจริงปรากฏดังกล่าว นอกจากจะห้ามตัดหลักสูตร "นาฏศิลป์" ที่จะต้องธำรงรักษาเอาไว้ให้ลูกหลานได้รียนรู้และมีประสบการณ์ในทางสร้างสรรค์แล้ว วิชา "การเมืองการปกครองของไทยและบทเรียนที่น่าสนใจ" จะต้องนำมาปัดฝุ่นชำระสังคายนาให้เด็กเยาวชนรุ่นหลังเกิดความภาคภูมิใจสามารถรับรู้ถึงหน้าสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อเป็นกำลังสำคัญของชาติในการเอาชนะสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ในสังคม ในวันข้างหน้า

               ผมอยากเห็นการส่งเสริมการเรียนรู้ทางการเมืองของเราเหมือนกับประเทศพัฒนาแล้ว ที่ลูกเด็กเล็กแดงสามารถรู้เรื่องลึกๆ ในประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของเขาได้ดีไม่แพ้ผูใหญ่อย่างเรา ถ้าถามว่าเขารู้มากกันขนาดนั้นได้อย่างไร ต้องย้อนไปดูกระบวนการจัดการศึกษาเรียนรู้ของเขาที่เอาจริงเอาจัง ไม่ว่าเติบโตมาใครจะเป็นแพทย์ วิศวกร ศิลปิน ทุกคนจะมีพื้นฐานความรู้และของดีมีค่าติดตัวเขาไปถึงวันท้ายสุดของชีวิตแต่ละบุคคล

               เรื่องเหล่านี้ถ้าไม่ฝากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงที่อยากให้เป็น "เกรดเอ" มาช้านานก็ไม่ทราบจะฝากใครดี แต่สำหรับส่วนตัวที่เป็นนักวิชาการจะขอมีส่วนร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางบวกนี้ด้วยอย่างเต็มกำลังความสามารถ