
นิทานสำหรับคนไทย
นิทานสำหรับคนไทย : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
มีนิทานโบราณเรื่องหนึ่งซึ่งท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินได้ฟังมา เป็นเรื่องของชายสี่คนซึ่งเป็นเพื่อนกันลงเรือไปจับปลาด้วยกัน คนทั้งสี่ล้วนมีความพิกลพิการไม่สมประกอบ คือคนแรกมีใบหูที่กางและใหญ่มาก คนที่สองมีมือที่โต คนที่สามหน้าตาดีกว่าเพื่อนแต่มีก้นที่แหลม และคนสุดท้ายได้ชื่อว่าเจ้าขี้มูกมากสามมือปาม
เมื่อลงเรือลำเดียวกัน คนหูกางก็ใช้ใบหูของตนต่างใบเรือพาเรือแล่นฉิวออกสู่ทะเล คนมือโตก็ใช้มือทั้งสองข้างจับปลาแทนอวน ส่วนอีกสองคนที่เหลือก็นั่งกันเฉยๆ จนเจ้าหูกางกับเจ้ามือโตชักจะฉุนว่าเพื่อนเอาเปรียบ จึงเกิดการต่อว่าต่อขานกันขึ้น ทำให้เจ้าก้นแหลมโมโหจนลืมตัว เอาก้นกระแทกเรือจนรั่ว น้ำทะเลไหลเข้ามาจนเรือเกือบจะจม ดีที่เจ้าขี้มูกมากแก้ไขสถานการณ์คับคันได้ทันท่วงที ด้วยการสั่งน้ำมูกออกมาอุดรอยรั่ว ทำให้คนทั้งสี่รอดชีวิตมาได้
นิทานเรื่องนี้ ฟังกันเป็นเรื่องสนุกๆ ก็ดี หรือจะตีความให้เกิดข้อคิดก็ได้ ข้อคิดประการแรกก็คือ สังคมเรามักจะมองหาคนที่ดีพร้อม หรือเก่งกาจในทุกๆ เรื่อง มาเป็นผู้นำ โดยมองข้ามความจริงที่ว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่มีความสมบูรณ์แบบ ถ้าสังคมยอมรับความบกพร่องในบางเรื่องของบางคน และให้โอกาสแก่เขา ให้ความสนใจแก่คนธรรมดามากกว่าซูเปอร์แมน เราก็จะอยู่กับความเป็นจริงมากขึ้น ไม่ล่องลอยไปตามความฟุ้งฝันหรือภาพลวงตา
ข้อคิดประการที่สองก็คือ ความสามารถในการอยู่ร่วม หรือทำงานร่วมกับผู้อื่น มีความสำคัญไม่น้อยกว่าความสามารถส่วนตัว คนที่เก่งแสนเก่งเพียงไรถ้าเข้ากับคนอื่นไม่ได้ก็ย่อมก่อปัญหาได้เสมอ ดังนั้น ความสามารถเฉพาะตัวจึงอาจไม่ก่อประโยชน์ต่อส่วนรวมเท่ากับความสามารถของหมู่คณะ
และข้อคิดประการสุดท้ายก็คือการคิดอะไรที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ โดยเฉพาะในเวลาที่เผชิญกับปัญหาหรืออุปสรรค ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ถูกปลูกฝังเรื่องการใช้ความคิด ก็มักจะใช้วิธีการเก่าๆ ที่เคยเล่าเรียนมาจากตำรา ทั้งที่ตามความเป็นจริง ปัญหานั้นมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาตัวของมันอยู่ตลอดเวลา การใช้แนวคิดเดิมๆ จึงไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ทั้งหมด จำเป็นที่จะต้องสังเคราะห์ความคิดใหม่ๆ ออกมาใช้อย่างทันการณ์
เมื่อมองดูประเทศไทยในเวลานี้ จะเห็นว่าเรายังคงใช้เรือลำเล็กๆ ออกทะเล และอาศัยคลื่นลมในการเดินทาง ที่หนักหนาสาหัสกว่านั้นก็คือเรามีเจ้าก้นแหลมจำนวนมาก ที่คอยเอาก้นทิ่มแทงเรือเมื่อไม่ได้ดังใจ แต่เราขาดคนอย่างเจ้าขี้มูกมากสามมือปามที่จะมาช่วยอุดรอยรั่ว มองเท่านี้ก็คงจะเห็นแล้วว่าเรือลำนี้นอกจากจะไปไหนไม่ได้ไกล หรือแล่นทันเรือของเพื่อนบ้านแล้ว เรือก็อยู่ในสภาพที่อาจจะล่มลงได้ทุกขณะ
ถึงเวลาแล้วละครับ ที่เราควรจะเลิกมองหาคนที่ดีที่สุด เก่งที่สุด หล่อที่สุด หรือสวยที่สุด แต่ควรหันมามองหาคนที่ทำอะไรเป็นที่สุด อุทิศตัวให้บ้านเมืองมากที่สุด และคนที่ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดีที่สุด ประเทศไทยเวลานี้ไม่ใช่ยุคของวีรบุรุษขี่ม้าขาวมาเพียงลำพัง แต่เป็นยุคของกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์อันดีร่วมกัน และก็ไม่ใช่ยุคของ “ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว” แต่เป็นยุคสมัยของการรับผิดชอบร่วมกันของทุกๆ ฝ่าย
ในนิทานข้างต้น คนที่น่ารังเกียจที่สุดอย่างเจ้าขี้มูกมาก ก็เป็นคนที่มีประโยชน์มากที่สุดในสถานการณ์คับขัน



