ข่าว

แปดปีแห่งความทรงจำ'เธอยังอยู่ในใจเสมอ'

แปดปีแห่งความทรงจำ'เธอยังอยู่ในใจเสมอ'

17 ต.ค. 2556

แปดปีแห่งความทรงจำ'เธอยังอยู่ในใจเสมอ' : คอลัมน์เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เรื่อง-กวินทรา ใจซื่อ // เรียบเรียง -เสาวลักษ์ คงภัคพูน

               แม้วันเวลาแห่งการใช้ชีวิตคู่ของ "สุรัตน์ดา กองปัญญา" ชาว อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม กับ "ไบรอัน พอล แลนด์เดิลส์" อาจารย์สอนภาษาชาวแคนาดา จะสั้นนัก ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันเพียง 8 ปี ไบรอันก็มาป่วยด้วยโรคมะเร็ง และจากไปเมื่อปี 2550

               ครั้งนั้น สุรัตน์ดา เพิ่งอายุ 30 หมาดๆ แต่ต้องรับหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ให้ลูกชายที่เพิ่งจะอายุ 5 ขวบ ส่วนลูกสาวยังแบเบาะจึงตัดสินใจพาลูกๆ มาตั้งหลักปักฐานที่ขอนแก่น ทำงานเป็นลูกจ้างโครงการหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง เก็บหอมรอมริบจนซื้อบ้านหลังเล็กๆ อยู่กันสามคนแม่ลูก เปิดหน้าร้านขายของใช้ ของที่ระลึกและกาแฟ

                แม้ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้ง แต่ "สุรัตน์ดา" ก็ยังมีใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา เสียงกระเซ้าหยอกล้อกันกับลูกๆ มีอยู่เสมอ มีบ้างบางเวลาที่เธอคิดถึงเรื่องราวในอดีตในห้วงเวลาที่มีแต่ความสุขกว่า 8 ปีที่อยู่ด้วยกัน ถึงจะทะเลาะ ไม่เข้าใจกันบ้าง แต่การได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ก็ล้วนเป็นความผูกพัน เป็นสายใยที่โยงถึงกัน เป็นสิ่งสวยงามดีที่สุดในชีวิต

                จากเด็กสาวแดนอีสานเข้ากรุงไปเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงจนจบ จึงคิดจะปักหลักใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ เพราะหางานง่ายกว่า รายได้ดีกว่า เธอมุ่งมั่นหางานจนได้ทำที่บริษัทแห่งหนึ่ง ทุกวันจะมีชาวต่างชาติเข้ามาสอบถามเส้นทาง ทำให้สนใจเรียนภาษาเพิ่มเติมหลังจากเลิกงานจึงตัดสินใจสมัครเรียนใกล้ที่ทำงานเพื่อความสะดวกในการเดินทาง ครั้งนั้นเธอและเขาได้พบกันในฐานะครูกับลูกศิษย์

               พบกันครั้งแรกหญิงสาวสะดุดตาในบุคลิกพิเศษ เอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เป็นคน "เนี้ยบ" แบบที่คนเป็นครูมักจะเป็น เขาสอนและทำตัวแบบสบายๆ ทำให้การเรียนผ่อนคลายไปมาก รู้สึกสนุกและชื่นชมครูฝรั่งคนนี้ แต่นี่ยังไม่ใช่ความรัก

               "ไบรอัน" ก็ไม่ใช่เป็นเพียงฝรั่งที่มาทำมาหากินในเมืองไทย แต่เป็นคนที่เรียกได้ว่าหลงใหลเมืองไทย ครั้งหนึ่งเคยแต่งงานกับสาวไทย เป็นเขยฝรั่งอยู่ระยะหนึ่ง แต่ก็ไปไม่รอด ต้องเลิกราแยกทางกันไป ไบรอัน พกพาความผิดหวังกลับแคนาดาที่บ้านเกิดทำให้เขาได้รู้หัวใจตัวเองว่าหลงรักประเทศไทย จึงตัดสินใจกลับมาเมืองยิ้มสยามอีกครั้ง

                เมื่อมาพบลูกศิษย์สาวตาแป๋วนั่งเรียนอย่างตั้งใจ ไบรอันก็ตั้งใจสอนหวังให้เธอพูดภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว วิธีที่ดีที่สุดคือ การสนทนาโต้ตอบกันบ่อยๆ จากเรื่องที่มีสาระก็วกเข้าเรื่องส่วนตัว ทำความรู้จักกันมากขึ้นทุกวัน นอกห้องเรียนทั้งสองก็ได้พบกันบ่อยๆ เพราะโรงเรียนกับบริษัทที่สุรัตน์ดาทำงานอยู่เยื้องกัน ความรักคืบคลานเข้าหัวใจของทั้งสองอย่างเงียบๆ

                จนเมื่อมีเหตุให้ต้องย้ายกลับบ้านที่มหาสารคามเพื่อดูแลปู่และย่า โทรศัพท์บอกไบรอันให้ทราบ แต่เขาเหมือนไม่อยากคุยด้วย ความไม่สนใจไม่แยแสว่าฝ่ายหญิงจะไปไหนและจะได้พบกันอีกหรือไม่ ทำให้หญิงสาวตัดใจไม่สานต่อความสัมพันธ์ ตัดสินใจว่ากลับบ้านครั้งนี้จะไม่ติดต่อกลับมาอีก ลาขาดไบรอัน

                ความเข้าใจผิดเกือบบานปลายเมื่อทั้งคู่ไม่พูดไม่คุยไม่ติดต่อกัน ช่วงเวลานั้นไบรอันรู้สึกว่าเวลาเดินช้านัก และไม่เข้าใจว่าสุรัตน์ดางอนอะไร จึงไปขอแรงเพื่อนของฝ่ายหญิงให้ช่วยพูดคุย จนรู้ว่าสาเหตุที่ฝ่ายชายไม่คุยด้วยวันนั้น เพราะอยู่ระหว่างออกกำลังกาย จึงไม่สะดวก เมื่อต่างเข้าใจกันแล้วฝ่ายชายจึงตัดสินใจชวนสุรัตน์ดามากินข้าวที่บ้าน และตัดสินใจบอกรักหญิงสาว ทั้งที่ไบรอันเคยผ่านมรสุมชีวิตคู่กับหญิงไทยมาก่อน ไม่เคยคิดว่าจะกลับมาใช้ชีวิตคู่กับหญิงไทยอีกจนกระทั่งได้เจอกับสุรัตน์ดา

                 "เขาบอกว่า เราต่างกับผู้หญิงคนอื่น ไม่เคยชวนออกไปซื้อของ ไม่ร้องขอเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ ที่เขาเคยคบหา ที่สำคัญเป็นคนร่าเริง เป็นมิตรกับทุกคน จึงเป็นความประทับใจและขอคบหาดูใจกัน วันไปกินข้าวที่บ้านก็ไปกับเพื่อน 2 คน วันนั้นคุณไบรอันโรแมนติกมาก จัดดอกไม้ทั้งบ้าน ทำกับข้าวให้กิน พอกินข้าวเสร็จเขาก็ยื่นจดหมายให้เป็นทั้งจดหมายรักและขอแต่งงาน ที่เขาไม่พูดเพราะกลัวว่าจะสื่อสารกันผิดอีก จำได้ว่าบรรทัดสุดท้ายเขาเขียนว่า ไอ เลิฟ ยู เท่านี้ก็เข้าใจแล้ว ถึงจะรู้สึกพิเศษกับเขา แต่ก็ไม่ได้ตอบตกลงทันที เพราะเราเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน"

                หลังจากนั้นสุรัตน์ดากลับบ้านที่ต่างจังหวัด 3 วันที่ขาดการติดต่อ ที่บ้านไม่มีทั้งโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ตก็ไม่มี ต้องไปที่ร้านพอเปิดอีเมลพบว่า มีข้อความของไบรอันกว่า 10 ข้อความ ฉบับสุดท้ายตัดพ้อที่ไม่ติดต่อกลับ เมื่อสุรัตน์ดาโทรศัพท์ติดต่อกลับไป ทันทีที่ได้เสียงยินปลายสายไบรอันก็ร้องไห้ทันที พูดขอร้องให้กลับมาหางานทำที่กรุงเทพฯ เพื่อจะได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน

               "ไปปรึกษาปู่กับย่า ท่านทั้งสองคนก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่บอกให้ดูดีๆ ถ้าเขาเป็นคนดีก็ให้พากลับมาบ้าน จากนั้นก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง ทันทีที่รถจอดเห็นเขายืนถือดอกไม้รออยู่หน้าบ้าน เขาก็เข้ามากอดและร้องไห้ บอกว่าจะไม่ให้เราไปไหนอีกแล้ว จากนั้นก็ได้แต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันมา"

                ด้วยความแตกต่างทั้งอายุ วัฒนธรรม ภาษา ประกอบกับนิสัยส่วนตัว ที่ฝ่ายหญิงอารมณ์ร้อน ส่วนไบรอันเองก็เป็นคนจุกจิก การเรียนรู้กันเพียงไม่นานจึงทำให้ไม่เข้าใจกันจนเริ่มมีปากเสียง

               เพียง 3 วันแรกของการใช้ชีวิตเป็นสะใภ้อินเตอร์ สุรัตน์ดาตัดสินใจหอบกระเป๋าออกจากบ้าน จนฝ่ายชายยื่นคำขาด หากไม่กลับมาอยู่บ้านก็ไม่ต้องกลับมาอีกเลย แต่นิสัยนี้ก็แก้ไม่หาย ถึงจะมีลูกชายคนแรก แต่เมื่อทะเลาะกัน สุรัตน์ดาก็ยังหอบกระเป๋าและลูกชายออกจากบ้าน

                สุรัตน์ดาบอกว่า การใช้ชีวิตคู่นอกจากความรักแล้ว ที่สำคัญคือความอดทน ยิ่งเป็นสะใภ้อินเตอร์ด้วยแล้ว ยากยิ่งขึ้นไปอีก อยู่กับคนต่างชาติต่างภาษาก็ยิ่งพูดคุยกันให้เข้าใจชัดเจนยาก

                เมื่อชีวิตเข้าสู่ช่วงวิกฤติ ไบรอันล้มป่วย หมอบอกว่า เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เขาบอกว่า ยังไม่พร้อมที่จะจากไปเพราะเป็นห่วงลูกทั้งสองคนที่ยังเล็ก ช่วงที่นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเขาขอกระดาษ ปากกา เพื่อเขียนพินัยกรรม เธอก็ไม่หาให้ เพราะเชื่อว่าเป็นลางไม่ดี ได้แต่คอยปลอบใจสามีให้มีกำลังใจสู้แต่ปาฏิหารย์ไม่มีจริง

                "ตอนนั้นลูกสาวเพิ่งจะอายุขวบกว่าเอง ลูกชาย 5 ขวบ รู้สึกเคว้งคว้าง แต่เราก็ผ่านมันมาได้ ถึงทุกวันนี้ก็ยังรักและนึกถึงสามีตลอด ถึงจะทะเลาะกัน ไม่เข้าใจกันบ้าง สำคุญสุดที่เขามีให้กับครอบครัวคือความรัก ความเอาใจใส่สม่ำเสมอ ดูแลเราสามคนเป็นอย่างดี ลูกชายมีภาพแห่งความทรงจำเพราะได้คลุกคลีกับพ่อ ลูกสาวตอนนั้นเล็กมากจนจำพ่อไม่ได้ แต่ชอบมองภาพถ่ายบอกว่าคิดถึงพ่อ ครอบครัวเรายังมีอยู่ 4 คนเหมือนเดิม ไบรอันอยู่ในใจลูกและเมียตลอดเวลา"

 

 .......................

(แปดปีแห่งความทรงจำ'เธอยังอยู่ในใจเสมอ' : คอลัมน์เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เรื่อง-กวินทรา ใจซื่อ // เรียบเรียง -เสาวลักษ์ คงภัคพูน)