ข่าว

'โซเชียลมีเดีย-จิตอาสา'เสริมเฝ้าระวังหาดใหญ่

'โซเชียลมีเดีย-จิตอาสา'เสริมเฝ้าระวังหาดใหญ่

17 ต.ค. 2556

'โซเชียลมีเดีย-จิตอาสา' เสริมจนท.เฝ้าระวังเมืองหาดใหญ่ : สมชาย สามารถรายงาน

              ทุกครั้งที่มีการก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และสถานการณ์ลุกลามถึง 4 อำเภอของ จ.สงขลา อย่างครั้งล่าสุดผู้ก่อความไม่สงบวางระเบิดตู้เอทีเอ็ม 34 จุด ในพื้นที่ อ.เทพา อ.สะบ้าย้อย และอ.นาทวี รวม 3 จุด การเพิ่มระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ อ.หาดใหญ่ เมืองเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ตอนล่างก็เพิ่มความเข้มขึ้นมาทันที

              มาตรการเข้มข้นที่เป็นสูตรสำเร็จคือ การเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ การจัดตั้งจุดตรวจ จุดสกัด พื้นที่ชั้นนอก ชั้นใน และเขตพื้นที่รอยต่อกับ "เมืองหาดใหญ่" เปรียบเสมือนไข่ขาวล้อมไข่แดง

              ทว่าครั้งนี้ พล.ต.ต.เอกภพ ประสิทธิ์วัฒนชัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ได้ใช้สื่อโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ "ไลน์" เป็นเครื่องมือเสริมในการทำงานของเจ้าหน้าที่ สำหรับเฝ้าระวังการก่อเหตุร้ายในตัวเมืองหาดใหญ่

              "เราเปิดใช้ไลน์ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา เป้าหมายของการใช้ไลน์ คือ การตอบโต้ ชี้แจง ทำความเข้าใจข่าวลือ เพราะในช่วงที่ผ่านมาจะมีข่าวลือในโซเชียลมีเดียว่ามีรถต้องสงสัยเข้ามาในพื้นที่เตรียมก่อเหตุ ทำให้เกิดความตื่นตระหนก มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและธุรกิจ เนื่องจากเมืองหาดใหญ่เป็นเมืองท่องเที่ยวเป็นเมืองเศรษฐกิจ เมื่อมีข่าวทำนองนี้จะเกิดผลกระทบทันที เพราะสื่อโซเชียลมีเดียมันกระจายเร็ว และวงกว้าง"

              ฉะนั้นการจะทำความเข้าใจ หรือชี้แจง ข้อเท็จจริงของเจ้าหน้าที่จะเป็นต้องรวดเร็วพอๆ กัน คิดว่าการใช้ไลน์จะช่วยสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชน นักท่องเที่ยว หลังจากเปิดใช้ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับน่าพอใจ ดูได้จากการชี้แจงข่าวลือที่เกิดขึ้น ช่วยทำให้ประชาชน นักท่องเที่ยว รวมถึงเจ้าหน้าที่ด้วยกันเองมีความเข้าใจในทันที ไม่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก

              "ไม่น่าเชื่อว่าประสิทธิภาพของไลน์ แม้กระทั่งตำรวจในมาเลเซียก็ได้รับข้อความ หรือแม้กระทั่งเพื่อนตำรวจที่อยู่ภาคอื่นก็ได้รับข้อความที่เราชี้แจงด้วย ไม่ถึง 5 นาที ซึ่งเร็วมาก ตรงนี้จะช่วยได้มาก ขณะที่สื่อหลัก ไม่ว่าจะเป็น วิทยุ ทีวี หนังสือพิมพ์ เขาก็นำเสนออยู่แล้ว เป็นการช่องทางสร้างความเข้าใจอีกทางหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูง"

              พล.ต.ต.เอกภพ ย้ำว่า มาตรการเฝ้าระวังป้องกัน ประกอบด้วย 1.เสริมกำลังในการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด 2.ตรวจค้นบ้านเช่า หอพัก 3.ตรวจสอบความพร้อมกล้องวงจรปิดทั้งหมดในเมืองหาดใหญ่ ทั้งในเขตตัวเมือง ทางเข้าเมือง 4.ร่วมกับทหาร (มทบ.42) ฝ่ายปกครอง (อำเภอหาดใหญ่) 5.กำลังภาค ประชาชน อาทิ เครือข่ายวิทยุเครื่องแดง และอาสาสมัครตาสับปะรดของเทศบาลนครหาดใหญ่ ในการช่วยกันแจ้งข่าว สังเกตสิ่งของ วัตถุต้องสงสัย บุคคลต้องสงสัย โดยเฉพาะการตรวจค้นบ้านเช่า หอพัก ที่มีการดำเนินการต่อเนื่อง เพราะพื้นที่เมืองหาดใหญ่ไม่มีประกาศกฎอัยการศึก การดำเนินการตรวจค้นต้องขอหมายศาลค่อนข้างยาก จึงต้องใช้วิธีการ ตรวจค้นต่อเนื่อง จะเน้นไปที่การตรวจสอบหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อนำไปตรวจสอบหมายจับ เรียกว่า "ยุทธการตีแตก"

              ผนวกกับนโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่รอบเมืองหาดใหญ่จัดกำลังเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบพื้นที่รับผิดชอบของตัว ทั้งการลาดตระเวนพื้นที่สุ่มเสี่ยง ซึ่งจะช่วยสกัดการแฝงตัวของคนร้ายเข้ามาก่อเหตุที่แฝงตัวอยู่พื้นที่รอบเมืองหาดใหญ่ ตรงนี้ก็ช่วยการทำงานของตำรวจได้มากเช่นกัน

              ขณะที่แหล่งข่าวจากฝ่ายทหาร ให้ข้อมูลว่า นอกเหนือจากมาตรการบูรณาการระหว่างเจ้าหน้าที่ทุกหน่วย ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครองแล้ว ยังมีกำลังอาสาภาคประชาชน คือ วิทยุเครื่องแดงหาดใหญ่ ที่มีอยู่กว่า 2,500 เครื่อง ทำหน้าที่ในการแจ้งข่าว มีการประชุมทำความเข้าวใจกันต่อเนื่อง เพื่อให้การสื่อสารระหว่างกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาสาสมัครภาคประชาชนช่วยเจ้าหน้าที่ได้มาก ลำพังเจ้าหน้าที่แม้จะมีการเพิ่ม ทั้งในเครื่องแบบ และนอกเครื่องแบบแล้วก็ตาม แต่อาสาสมัครภาคประชาชนยังมีความสำคัญ เพราะมีกำลังกระจายอยู่ในพื้นที่ หลายกลุ่มอาชีพช่วยการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้ดีมาก

              "ตอนนี้สิ่งที่เฝ้าระวัง คือ การปล่อยข่าวต่างๆ ว่าพบวัตถุต้องสงสัยที่นั่นที่นี่ มีการแจ้งเข้ามาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบก็ไม่พบ ตรงนี้เราวิเคราะห์ได้ 2 ด้าน คือ เป็นการกระทำของพวกโรคจิตที่ต้องการป่วนให้เกิดความตื่นตระหนก และการปล่อยข่าวเพื่อทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ของฝ่ายตรงข้าม เพื่อจะดูว่าเข้มจริงหรือเปล่า"

              ในประเด็นที่ทหารไม่ประมาทก็คืออาจจะเป็นการวางแผนของคนร้ายที่ปล่อยข่าวหรือแจ้งข่าวลวงเพื่อสร้างความเบื่อหน่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องเสียเวลาไปตรวจสอบ และมีโอกาสเปิดช่องว่างให้ฝ่ายคนร้ายได้ ประเด็นนี้ก็มีการเฝ้าระวังและตรวจสอบ สำหรับการปล่อยข่าวลือ ข่าวลวงที่มีมากในขณะนี้คือ ทางไลน์ ทางอินเทอร์เน็ตจะมีมากในช่วงทางนี้

              "การรับข้อมูลข่าวสารทางไลน์ ทางอินเทอร์เน็ตของของบุคคลทั่วไป ต้องมีการกลั่นกรอง ตรวจสอบข้อมูล ความเป็นไปได้ของข่าวนั้นๆ ด้วย และให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากเจ้าหน้าที่เป็นหลัก"

              ส่วนมาตรการเฝ้าระวังพื้นที่ชั้นนอกที่เป็นพื้นที่รอยต่อของอ.หาดใหญ่ เปรียบเสมือนจุดตรวจที่เป็นไส้กรอง ด่านควนมีด อ.จะนะ ด่านคลองแงะ อ.สะเดา โดยจะมีความถี่ในการตรวจมากขึ้น นอกจากนี้ในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ทางผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายกฤษฎา บุญราช สั่งการให้ฝ่ายปกครองในพื้นที่ 4 อำเภอ  คือ อ.จะนะ อ.เทพา อ.สะบ้าย้อย และ อ.นาทวี ให้ประสานกับตำรวจและทหาร จัดชุดออกซุ่มและลาดตระเวนตลอดทั้งคืน ให้ตั้งด่านสลับการระดมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ลูกจ้าง รปภ.โรงเรียนในพื้นที่ออกมาช่วยกัน โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเตรียมเครื่องดับเพลิง และให้ผู้นำชุมชนออกปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทุกครั้ง เพื่อป้องกันการล่อลวงฝ่ายเจ้าหน้าที่ไป ซุ่มยิง หรือ เข้าเขต (Killing Zone)

              ทั้งนี้แผนดังกล่าวให้ถือปฏิบัติไปจนกว่าผู้ว่าราชการจังหวัดจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

...................

(หมายเหตุ : 'โซเชียลมีเดีย-จิตอาสา' เสริมจนท.เฝ้าระวังเมืองหาดใหญ่ : สมชาย สามารถรายงาน)