ข่าว

'ผบ.ตร.'มอบนโยบายตำรวจชายแดนใต้

'ผบ.ตร.'มอบนโยบายตำรวจชายแดนใต้

16 ต.ค. 2556

'ผบ.ตร.' ลงใต้ มอบนโยบายตำรวจ-ติดตามสถานการณ์ความไม่สงบ 3 จชต. พร้อมสั่งตรวจสอบการจดทะเบียนซิมการ์ด หวั่นคนร้ายใช้ก่อเหตุในพื้นที่

 

                        16 ต.ค.56 ที่ห้องประชุมยะลารวมใจ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ อ.เมือง จ.ยะลา พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ,พล.ต.อ.พีระ พุ่มพิเชฏฐ์ ที่ปรึกษา (สบ.10) พร้อมคณะ ได้เดินทางมาร่วมประชุมพร้อมมอบนโยบาย รวมทั้งติดตามสถานการณ์ความไม่สงบและความคืบหน้าคดีความมั่นคงต่างๆ ตลอดทั้งมอบนโยบายการปฏิบัติงานเชิงรุกแก่หัวหน้าหน่วยตำรวจและเยี่ยมบำรุงขวัญตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีพลตำรวจโทยงยุทธ เจริญวานิช ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของหน่วย หัวหน้าหน่วยตำรวจตั้งแต่ระดับ หัวหน้าสถานีตำรวจขึ้นไปในพื้นที่ 3 จชต. และ 4 อำเภอ ของจ.สงขลา รวมถึงตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจตระเวนชายแดน ตำรวจทางหลวง ตำรวจสันติบาล ตำรวจปราบยาเสพติด ตำรวจรถไฟและตำรวจท่องเที่ยว เข้ารับฟังนโยบายการปฏิบัติงาน จำนวน 160 นาย ให้การต้อนรับและเข้าร่วมประชุม

                        ในการนี้ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ อ.เมือง จ.ยะลา ได้บรรยายสรุปสถานการณ์ แนวโน้มสถานการณ์ ความคืบหน้าคดีความมั่นคงที่สำคัญ แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการสอบสวน การเพิ่มประสิทธิภาพงานนิติวิทยาศาสตร์ การติดตั้งกล้อง CCTV และด่านตรวจความมั่นคง แนวทางการหมุนเวียนกำลังพลและสนับสนุนเพิ่มในส่วนที่ขาด ตลอดทั้งความคืบหน้าการจัดตั้ง สถานีตำรวจประจำตำบลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

                        พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว (ผบ.ตร.) เปิดเผยก่อนเข้าร่วมประชุมว่า การเดินทางมาครั้งนี้ เพื่อติดตามสถานการณ์และผลการปฏิบัติงานของหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง พร้อมมอบนโยบายในการปฏิบัติ ให้เป็นไปตามกรอบนโยบายที่รัฐบาลกำหนด รวมทั้งเยี่ยมบำรุงขวัญตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งในห้วงที่ผ่านมาแนวโน้มสถานการณ์ดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ยังคงมีสถานการณ์ความรุนแรงอยู่บ้าง จึงได้กำชับให้ปฏิบัติเสริมสร้างความเข้มแข็งในในระดับพื้นที่ ให้ปฏิบัติการเชิงรุก ตั้งจุดตรวจจุดสกัดเข้มข้น พร้อมทั้งเฝ้าระวังพื้นที่เขตเมือง ซึ่งปัจจุบันเจ้าหน้าที่ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองและกำลังภาคประชาชน ได้บูรณาการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

                        “ส่วนแนวความคิดในการจัดตั้งสถานีตำรวจประจำตำบลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ก็เป็นแนวความคิดที่ดี ที่จะผลักดันให้เกิดขึ้น เพื่อที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะสามารถเข้าไปดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้อย่างใกล้ชิดขึ้น ส่วนกรณีกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงนำซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือจากต่างพื้นที่มาใช้ก่อเหตุ ที่ล่าสุดพบนำมาจุดชนวนระเบิดในพื้นที่ อ.ธารโต จ.ยะลา นั้น ก็ได้เน้นย้ำไปยังส่วนงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบ รวมทั้งขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือ ให้เข้มงวดในการตรวจสอบหลักฐานในการจดทะเบียนซิมการ์ดด้วย” ผบ.ตร. กล่าว

 

'ผบ.ตร.' วางมาตรการสกัดตำรวจฆ่าตัวตาย

 

                       เมื่อเวลา 15.00 น. พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก ตร. เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนว่ามีข้าราชการตำรวจฆ่าตัวตาย โดยข้อมูลตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 - 2556 มีข้าราชการตำรวจฆ่าตัวตาย โดยเฉลี่ย 29.17 นายต่อปี สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ.2556 มีข้าราชการตำรวจ ฆ่าตัวตาย จำนวน 31 นาย และเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการฆ่าตัวตายของประชากรไทย ข้าราชการตำรวจมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าประชากรทั่วไป 2.32 เท่า จากการวิเคราะห์ในเบื้องต้น ปัจจัยที่ทำให้ข้าราชการตำรวจฆ่าตัวตาย ได้แก่ ปัญหาครอบครัว ปัญหาสุขภาพ ปัญหาส่วนตัว ปัญหาหนี้สิน และปัญหาที่เกี่ยวกับหน้าที่การงาน ซึ่งอาจมีหลายปัจจัยประกอบกัน รวมทั้งสภาพจิตใจของข้าราชการตำรวจเอง นอกจากนี้จากสภาพการปฏิบัติหน้าที่ที่ทำให้เกิดความตึงเครียดและกดดัน ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ข้าราชการตำรวจฆ่าตัวตาย ทำให้เกิดความสูญเสียทรัพยากรบุคคลอันมีค่าที่ไม่อาจประเมินได้

                       พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. มีความห่วงใยในสวัสดิภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของข้าราชการตำรวจ จึงกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาข้าราชการตำรวจฆ่าตัวตาย ดังนี้ มาตรการป้องกัน 1.ให้ผู้บังคับบัญชาสำรวจข้อมูลผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อจะได้ทราบว่าใครมีความเสี่ยง โดยมีพฤติกรรมที่ส่งผลให้เกิดความเครียดอย่างรุนแรง ดังนี้ 1.1 มีปัญหาเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน 1.2 มีปัญหาส่วนตัวและครอบครัว 1.3 มีปัญหาทางบุคลิกลักษณะหรือสุขภาพจิต 1.4 มีปัญหาสุขภาพ 1.5 มีประวัติเคยพยายามฆ่าตัวตาย

                       2.ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น จะต้องเอาใจใส่ดูแลการปฏิบัติงานและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ใต้บังคับบัญชาและครอบครัว สร้างขวัญและกำลังใจ เสริมสร้างทัศนะคติพัฒนาจิตใจของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว เช่น การดูแลทุกข์สุข ความเป็นอยู่ สุขภาพกายใจ และจัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์อันดีในหน่วยงาน 3.ให้ความรู้เกี่ยวกับทักษะการจัดการชีวิต พัฒนาจิตใจ โดยจัดเป็นหลักสูตรการฝึกอบรม หรือเปิดช่องทางให้คำปรึกษาแนะนำด้านสุขภาพจิต โดยประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรการเฝ้าระวัง สังเกตสัญญาณเตือนก่อนการฆ่าตัวตาย เช่น พูดหรือเขียนถึงความตายหรือการฆ่าตัวตาย หรือบ่นว่าอยากตาย มีประวัติเคยพยายามฆ่าตัวตาย ป่วยเป็นโรคจิต ติดสุรา หรือยาเสพติด จนเลิกไม่ได้ ครอบครัวและชุมชนไม่ยอมรับ มีโรคประจำตัวร้ายแรง โรคเรื้อรังและรักษาไม่หาย และถูกเร่งรัดหนี้สินจนหาทางออกไม่ได้ สิ้นเนื้อประดาตัว เป็นต้น

                       หากพบพฤติกรรมดังกล่าวให้ดูแลและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ให้ผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานดูแล เข้าไปพูดคุยเพื่อสอบถามปัญหา แนะนำการแก้ไขรวมถึงควบคุมอุปกรณ์หรือวิธีการที่ใช้ในการฆ่าตัวตาย ได้แก่อาวุธปืนยาวัตถุมีคมฯหากพบพฤติกรรมอันเป็นสัญญาณเตือนก่อนการฆ่าตัวตาย จะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน

                       ส่วนมาตรการเมื่อเกิดเหตุและฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ 1.เมื่อเกิดเหตุฆ่าตัวตาย หากพบข้าราชการตำรวจที่พยายามฆ่าตัวตาย ให้รีบช่วยเหลือ ปฐมพยาบาลและรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด หากเสียชีวิตให้ช่วยเหลือด้านการจัดการศพ สิทธิกำลังพล รวมถึงปลอบโยนญาติให้มีสติ 2.กรณีข้าราชการตำรวจพยายามฆ่าตัวตาย ให้ตรวจสอบสาเหตุแล้วให้ความช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูจิตใจ 3.การศึกษาหาสาเหตุ ให้พิจารณาแนวทางการศึกษาวิจัยปัญหาและสาเหตุการฆ่าตัวตายสำหรับข้าราชการตำรวจเป็นการเฉพาะ ให้ละเอียดครอบคลุมไปถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน เพื่อจะได้ทราบว่ามีปัญหาใดบ้างที่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจฆ่าตัวตายของข้าราชการตำรวจ เพราะปัญหาและสาเหตุการ ฆ่าตัวตายของข้าราชการตำรวจอาจต่างไปจากการฆ่าตัวตายโดยทั่วๆ ไป เนื่องจากสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแตกต่างกัน แล้วนำไปเป็นแนวทางในการพิจารณาแก้ไขและป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตายของข้าราชการตำรวจอย่างเป็นระบบและยั่งยืนต่อไป

 

ตร.ปัตตานีตรวจลายนิ้วมือ 3 ศพ 'อาร์เคเค' พบเคยก่อคดีอื้อ

 

                        ความคืบหน้าเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ปิดล้อมตรวจค้นในพื้นที่ ม.2 บ้านน้ำดำ ต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี และ.ปะทะกับคนร้าย ที่บริเวณป่าสวนยาง ม.2 ต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี มีผู้เสียชีวิต 3 ราย จับได้ 1  ราย เมื่อช่วงเย้นวันที่15 ตค.ที่ผ่านมานั้น

                        ล่าสุดวันนี้ 16 ต.ค. คนร้ายที่เสียชีวิตนั้น ปรากฏว่ามีการรายงานชื่อผู้เสียชีวิตผิดพลาด ดังนั้นจึงมีการพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบให้แน่ชัด  จาการตรวจสอบรายชื่อในสารบบ และมาเปรียบเทียบรูปและลายนิ้วมือแล้ว ปรากฏว่าผู้เสียชีวิตคือ นายมะนูซี กาซา อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 20/2 บ้านมะกอ ม.1 ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี  2. นายสการียา เจะแม อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2 บ้านกอลอกะกะ ม.6 ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จง.ปัตตานี เป็นหัวหน้ากลุ่มปากูที่ปัตตานี และ3  นายอับดุลรอซี สาและ อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 7 ม.2 บ้านปาเซปูเต๊ะ ต.ปากู อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี พร้อมอาวุธปืนสั้น 9 มม.จำนวน 3 กระบอก โดยทั้งสามคนมีคดีเกี่ยวกับความมั่นคงหลายคดี

                        ส่วนคนร้ายที่จับได้อีก 1 คน คือ นายอับดุลรอมัน ศาลา อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 43/1 ม.1 ต.กะดูนงอ.สายบุรี จ.ปัตตานี  ขณะนี้ได้ควบคุมตัว ส่ง ศชต.ยะลา เพื่อสอบสวนขยายผลต่อไป

                        มีรายงานว่า ทั้งหมดอยู่ในกลุ่มก่อความเคลื่อนสร้างสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ในกลุ่มของ อับดุลรอฮิม วาโต๊ะมะ เคลื่อนไหวในเขตรอยต่อ จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

 

'ผบ.ทร.' เยี่ยมกำลังพลที่นราฯ หวั่นแนวร่วมจ้องป่วนวันครบรอบ 9 ปีตากใบ

 

                        ที่หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน ภาคใต้กองทัพเรือ ค่ายจุฬาภรณ์ อ.เมือง จ.นราธิวาส พล.ร.อ ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร.ได้เดินทางพร้อมคณะ มาตรวจเยี่ยมกำลังพลนาวิกโยธินที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความไม่สงบ และดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ 4 อำเภอ ของ จ.นราธิวาส คือ อ.บาเจาะ ยี่งอ เมือง และอ.ตากใบ เพื่อรับทราบความคืบหน้าการปฏิบัติภารกิจตามนโยบายของกองทัพ รวมทั้งปัญหาข้อขัดข้อง ขณะเดียวกันได้มอบเงินบำรุงขวัญให้แก่ ผบ.ทั้ง 4 หน่วยรับผิดชอบ นำไปใช้ในภารกิจในพื้นที่

                        โดยมี พล.ร.ท.สนธยา น้อยฉายา ผบ.นย. พล.ร.ต.รัตนะ วงษาโรจน์ ผบช.กองพลนาวิกโยธิน น.อ.นพดล ฐิตวัฒนะสกุล ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน ภาคใต้ พร้อมกำลังพลร่วมให้การต้อนรับ

                        พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร.กล่าวว่า หน้าที่ของทหารทุกนาย คือ การปกป้องประเทศชาติ ไม่ให้ผู้ที่คิดร้ายมาทำลายได้ ที่ผ่านมาทางการต้องสูญเสียกำลังพลแต่ละปีเป็นจำนวนไม่น้อย เพราะฉะนั้นทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ถือเป็นบทเรียนสำคัญ ที่ต้องนำไปปรับปรุงแก้ไข ขอให้ทหารทุกนายเดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุกต่อไป

                        หลังจากนั้น พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. ได้ประชุมร่วมกับหัวหน้าหน่วยกองกำลังนาวิกโยธินที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.นราธิวาส ที่ห้องประชุม 101 ข้างกองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน โดยเฉพาะได้เน้นย้ำทุกวิถีทางให้ทุกหน่วยเพื่อกำหัวใจของชาวบ้านทุกคนให้ได้ โดยเฉพาะในช่วงใกล้ครบรอบ 9 ปี เหตุการณ์จลาจลหน้า สภ.ตากใบ ซึ่งตรงกับวันที่ 25 ต.ค.ที่จะถึงนี้ ต้องสกัดกั้นกลุ่มแกนนำและแนวร่วมก่อความไม่สงบให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวก่อเหตุร้ายในพื้นที่ในเชิงสัญลักษณ์ได้ รวมทั้งทหารต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ในทุกสถานการณ์ ซึ่งเชื่อว่าความสันติสุขจะกลับคืนมาอย่างแน่นอน