ข่าว

สะท้อนจากเหยื่อมอมยาในรพ.

สะท้อนจากเหยื่อมอมยาในรพ.

16 ต.ค. 2556

สะท้อนจากเหยื่อมอมยาในรพ.'ป้ากลัวเหลือเกิน' : กัมปนาท ขันตระกูลรายงาน

              การรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 4-7 ตุลาคม ที่ผ่านมา กลายเป็นอุทาหรณ์ครั้งสำคัญในชีวิตของ นางวัชรี เดชทวิสุทธิ์ อายุ 69 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.อุทัยธานี โดนมิจฉาชีพมอมยารูดทรัพย์

              นางวัชรี ย้ำเตือนตัวเองว่า จากนี้ไปจะระมัดระวังให้มากขึ้น โดยเฉพาะการเดินทางไปในที่ที่มีคนมากๆ หรือไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล

              "จากเดิมไปโรงพยาบาลคนเดียว ไปรักษาตัวจากอาการป่วยจากโรคปวดข้อ ซึ่งเป็นไปตามวัย และต้องไปพบแพทย์เป็นประจำทุกเดือน จนชินกับการไปโรงพยาบาลคนเดียว ไม่ต้องมีคนดูแล แต่จากนี้ไปคงต้องให้คนในครอบครัวเดินทางไปด้วย เพราะรู้ดีว่า อายุมากขึ้น และรูปแบบของมิจฉาชีพก็แยบยลขึ้น"

              ทุกวันนี้คนร้ายเลือกก่อเหตุในสถานที่ราชการ หรือบริเวณที่มีคนพลุกพล่าน สะท้อนให้เห็นว่าหากความปลอดภัยได้ยากยิ่งขึ้น ดังนั้นการป้องกันตัวเองด้วยการเพิ่มความระมัดระวัง ถือเป็นเพียงทางออกเดียวที่จะป้องกันเหตุร้ายไม่ให้เกิดขึ้นกับตัวเองเป็นครั้งที่ 2

              นางวัชรีย้อนเหตุการณ์ว่า เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา เดินทางมาถึงโรงพยาบาลรามาธิบดี เวลา 09.00 น. เพื่อมารับการรักษาตามเวลานัดของแพทย์ในเวลา 10.30 น. หลังจากการแจ้งความประสงค์ในการขอรับการรักษาตามขั้นตอนแล้ว

              "ก่อนถึงเวลานัดราว 9 โมงครึ่ง ไปใช้บริการที่ศูนย์อาหารภายในโรงพยาบาลรามาธิบดี รูปแบบของการใช้บริการที่จะต้องใช้เงินสดแลกซื้อเป็นคูปอง ระหว่างที่รอคิวแลกซื้อคูปองนั้น ได้มีชายสวมหมวก ใส่เสื้อแขนสั้นสีเข็ม เข้ามาประชิดข้างหลัง แล้วตัดหน้าใช้แบงก์ 20 บาท 5 ใบ แลกคูปองอาหารราคา 100 บาท"

              "ตอนแรกก็ไม่พอใจ เพราะว่ายืนรอคิวอยู่ จู่ๆ ก็มีคนมาแซงคิว แต่เขายื่นคูปองมาให้แล้วบอกมาว่า ป้าผมซื้อให้แล้ว ป้าไม่ต้องซื้อ ความคิดก็เลยเปลี่ยนไป บอกเขาไปว่าขอบคุณนะ จำได้ชัดเจนว่าเงินที่เขาเอาไปแลกคูปองเป็นแบงก์ 20 บาท เขาก็ยังไหว้รับ เมื่อได้คูปองมาก็เอาไปซื้ออาหารกิน ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก"

              เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 5 นาที ชายคนดังกล่าวก็เดินมาหา ถามว่า "ป้าขาดอะไรไหม ก็เลยบอกไปว่าป้าจะไปซื้อน้ำ ชายคนนี้เลยอาสาไปซื้อให้ จึงเอาคูปองที่เหลือจากซื้ออาหารให้เขาไป ยังคิดว่าเขาทำดีกับเราคงต้องการทำบุญให้กับตัวเอง เป็นเหมือนกับต่อชะตาตัวเอง ก็ไม่ได้คิดอะไร ถึงเวลาเขาก็เอาน้ำดื่มมาให้ในสภาพที่ฝาขวดเปิดไว้แล้ว และมีกาแฟเย็นมาด้วย เขาเอามาให้แล้วก็ไปไม่ได้คุยอะไรกันต่อ"

              ต่อมาเวลา 10.30 น. นางวัชรีเดินขึ้นไปที่ชั้น 2 ของอาคาร ที่จะรักษาอาการป่วยจากโรคกระดูกและข้อ ไปถึงหน้าห้องก็รับบัตรคิว ชั่งน้ำหนัก และวัดความดัน เมื่อผ่านขั้นตอนนี้แล้ว ยังเดินไปที่บริเวณที่นั่งรอ เพื่อรอคิวเรียกตรวจ จำได้ว่าชายคนนี้เข้ามาพูดคุยด้วย จากนั้นก็จำไม่ได้อีกเลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง มารู้ตัวอีกครั้งก็ช่วงเย็นไปแล้ว ตอนนั้นรู้สึกอย่างเดียวว่ามีอาการลิ้นแข็ง พูดลำบาก รักษาอาการกระทั่งวันที่ 7 ตุลาคม จึงได้กลับบ้าน มาทราบภายหลังว่า ช่วงที่ไม่รู้สึกตัวและเดินตามคนร้ายออกไป จากบริเวณที่นั่งรอคิวรับการรักษา คนร้ายได้เอาทรัพย์สินไปด้วย เป็นกระเป๋าถือมีเงินสด 2,000 บาท โทรศัพท์มือถือ รวมของมีค่าที่ถูกคนร้ายเอาไป 12,000 บาท

              ช่วงที่คนร้ายมาพูดคุยและนำตัวออกไปจากที่นั่งรอคิวนั้นไม่รู้สึกตัว จำอะไรไม่ได้เลย จำได้แต่เพียงว่ามานั่งรอคิว และมีคนเข้ามาหา จำได้แค่ว่าเป็นคนเดียวกันกับที่ซื้อคูปองอาหารให้ ส่วนเรื่องที่คุยกันนั้น ยอมรับจำไม่ได้เลยว่าคุยอะไรบ้าง และทำไมถึงเดินตามคนร้ายไป เห็นภาพในกล้องวงจรปิดก็ยังจำไม่ได้ว่าเพราะอะไรที่ให้คนร้ายมาถือกระเป๋าและเดินนำตัวเองออกไป จากบริเวณที่รอคิวรับการรักษา

              หลังเกิดเหตุการณ์พบว่า ตัวเองตกเป็นเหยื่อชิงทรัพย์ เห็นภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาล ทำให้เข้าใจแล้วว่า แม้กระทั่งในสถานที่ซึ่งมีคนพลุกพล่าน ก็ไม่สามารถไว้วางใจใครได้ ทราบจากแพทย์ว่าถูกมอมยา โดยนำสารไซลาซีนผสมกับน้ำดื่ม หรือกาแฟเย็น ที่คนร้ายซื้อมาให้ หากปริมาณของสารที่ออกฤทธิ์เทียบเท่ากับยาสลบที่ใช้ในสัตว์ และนำมาใช้ในปริมาณที่มากอาจจะสร้างอันตรายได้

              "ป้าเห็นภาพจากล้องวงจรปิดแล้ว ตำรวจขอให้ป้ามายืนยัน เห็นขั้นตอนหมดเลยว่า คนร้ายทำอย่างไร เขาตามป้าไปทุกที่ เพียงแต่ป้าไม่เห็นเท่านั้นเอง ว่าสะกดรอยตามมา ตั้งแต่ตอนที่ป้าไปรอคิวซื้อคูปอง วนเวียนอยู่ละแวกนั้น จนไปเอาน้ำ เอากาแฟมาให้ ตามเราไปกระทั่งไปรอคิวรับการรักษา"

              "อยากบอกกับคนในวัยเดียวกันว่า อย่าประมาท อย่าไว้วางใจให้ใครที่ไม่ใช่ญาติพี่น้อง วันนี้คนที่เราเห็นว่าช่วยเหลือ หรือแสดงความมีน้ำใจ หาข้าวหาน้ำให้ เพราะเห็นว่าเราเป็นคนแก่ ก็ต้องระมัดระวังอย่าไปวางใจ อย่าไปเชื่อใจ จากนี้ไปหากป้าจะมาที่โรงพยาบาล คงไม่ไปคนเดียวอีกแล้ว กลัวเหลือเกิน อยากให้ตำรวจจับกุมให้ได้ ไม่เสียดายทรัพย์สิน แต่ไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้กับผู้อื่น สิ่งที่เกิดขึ้นมันทำให้รู้ว่าอันตรายเหลือเกิน"

              คือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตรงกับหญิงชราที่ต้องมารับการรักษาอาการป่วย และต้องตกเป็นเหยื่อของการมอมยาเพื่อชิงเอาทรัพย์สิน

.............

(หมายเหตุ : สะท้อนจากเหยื่อมอมยาในรพ.'ป้ากลัวเหลือเกิน' : กัมปนาท ขันตระกูลรายงาน)