ข่าว

ด้วยความฝันและศรัทธา

ด้วยความฝันและศรัทธา

16 ต.ค. 2556

ด้วยความฝันและศรัทธา : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

              แม้ว่าสหรัฐจะเป็นประเทศต้นแบบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่ให้ความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่สหรัฐก็เป็นประเทศที่เกิดสงครามกลางเมืองเนื่องจากความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันในเรื่องการกดขี่คนผิวดำที่เป็นทาส และถึงแม้ ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น จะประกาศการเลิกทาสในสหรัฐ ตั้งแต่ ค.ศ.1862 แต่เมื่อ 50 กว่าปีที่ผ่านมา คนอเมริกันผิวดำก็ยังไม่ได้รับความเสมอภาค ทั้งในเรื่องการศึกษา การประกอบอาชีพ รวมทั้งการดำเนินชีวิต จนเกิดการต่อสู้เรียกร้องสิทธิ และผู้ซึ่งเป็นผู้นำในการต่อสู้ดังกล่าวก็คือ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์

              มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ เป็นนักสอนศาสนาชาวอเมริกัน และนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนคนสำคัญ คิงเกิดในปี ค.ศ.1929 ในรัฐจอร์เจีย สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการศาสนาในเพนซิลวาเนีย และมหาวิทยาลัยบอสตัน ต่อมาได้เป็นผู้นำขบวนการเรียกร้องสิทธิและความเสมอภาคของคนผิวดำ ตามแนวทางอหิงสาของ มหาตมะ คานธี และเป็นบุคคลที่มีทักษะในการพูดต่อสาธารณชนเป็นอย่างสูง เขาต่อต้านการเหยียดผิวในรถโดยสารประจำทางในเมืองมอนต์โกเมอรี่ รัฐอลาบามา ที่ห้ามคนผิวสีโดยสารร่วมกับคนผิวขาว

              คิง ถูกจับครั้งแรก ใน ค.ศ.1956 ด้วยข้อหาต่อต้านการเหยียดผิว และถูกจับกุมคุมขังในเวลาต่อมาอีกเกือบ 20 ครั้ง เคยถูกแทง ถูกทำร้ายนับครั้งไม่ถ้วน และบ้านถูกวางระเบิด แต่เขาก็ไม่ได้ย่อท้อหรือหวาดกลัว - คิง มีความมุ่งมั่นในการต่อสู้เพื่อสิทธิของคนผิวดำ ตลอดช่วงปี ค.ศ.1957-1968 เขาเดินทางเป็นระยะทางกว่า 6 ล้านไมล์ และกล่าวสุนทรพจน์ 2.5 แสนครั้ง เขียนหนังสือ 5 เล่ม และบทความอีกมากมาย

              ในวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ.1963 เขาเป็นผู้นำในการเดินขบวนและชุมนุมอย่างสันติ หน้าอนุสาวรีย์ ประธานาธิบดีลินคอล์น ในกรุงวอชิงตัน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 2.5 แสนคน ซึ่งในวันนั้น คิงได้กล่าวสุนทรพจน์ “ข้าพเจ้ามีความฝัน” (I Have a Dream) อันเลื่องชื่อ เพื่อแสดงเจตจำนงในการเรียกร้องความเสมอภาคของคนผิวดำในสหรัฐ โดยหวังว่าคนผิวดำจะได้รับการตอบสนองการเรียกร้องดังกล่าวในปี ค.ศ.1964

              ในปี ค.ศ.1964 มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ได้รับรางวัลสันติภาพเคนเนดี้ (Kennedy Peace) และรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ นับเป็นชายที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขานี้ ซึ่งการได้รับการยอมรับในแนวคิดและวิธีการต่อสู้ของเขาเป็นเรื่องที่ท้าทายกฎหมายของรัฐในทางใต้ของสหรัฐ ซึ่งมีนโยบายเหยียดผิว อย่างไรก็ตาม หลังจากปี ค.ศ.1965 เป็นต้นมา คิงได้หันมารณรงค์ในเรื่องการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของคนผิวดำ และการแก้ไขปัญหาความยากจนของคนผิวดำ ในรัฐทางเหนือของสหรัฐ ซึ่งเป็นไปได้ง่ายกว่าการเคลื่อนไหวทางใต้ นอกจากนี้เขายังมีบทบาทในการต่อต้านสงครามเวียดนาม และจัดการชุมนุมใหญ่ในกรุงวอชิงตัน อีกครั้งหนึ่ง

              ใน ค.ศ.1968 มาร์ติน ลูเธอร์ คิง เดินทางไปเมืองเมมฟิส รัฐเทนเนสซี เพื่อร่วมปกป้องสิทธิการประท้วงของคนงานขนขยะที่ก่อการสไตรค์นัดหยุดงาน และได้กล่าวสุนทรพจน์บทสุดท้าย ชื่อ “ข้าพเจ้าได้ไปถึงยอดเขา” (I’ve been to the Mountain’s Top) และขณะยืนอยู่บนระเบียงชั้นสองหน้าห้องพักของโรงแรมที่พัก เขาก็ถูกลอบยิงเสียชีวิต โดยชายผิวขาวผู้หนึ่ง

              ต่อมาใน ปี ค.ศ.1983 ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ได้ประกาศให้วันจันทร์ที่ 3 ของเดือนมกราคม เป็นวันมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ และเป็นวันหยุดราชการ เพื่อระลึกถึงการต่อสู้ของคิง

              ปีนี้เป็นปีที่สุนทรพจน์ “ข้าพเจ้ามีความฝัน” ของคิง มีอายุครบ 50 ปี แต่ยังคงจารึกอยู่ในใจของคนเป็นจำนวนมากดังเช่นตอนหนึ่งที่ว่า “...ด้วยศรัทธานี้ เราจะสกัดหุบเขาแห่งความหดหู่ออกเป็นศิลาแห่งความหวัง ด้วยศรัทธานี้เราจะเปลี่ยนเสียงเสียดหูแห่งความบาดหมางในชาติเรา ให้เป็นเสียงเพลงอันแสนหวานแห่งภราดรภาพ...”

              ผมอยากจะเห็นคนไทยในวันนี้มีความฝันและความศรัทธาเช่นเดียวกัน


.........

(หมายเหตุ : courtesy of kwamrak.blog.fc2.com)