
SPCGมั่นใจ36โซล่าร์ฟาร์มปีนี้เสร็จหมดแน่
ซีอีโอ SPCG มั่นใจโซล่าร์ฟาร์ม 36 โครงการเสร็จหมดปีนี้แน่ โตก้าวกระโดดเตรียมรับทรัพย์ปีละ 2.5-3 พันล้านกำไร 1 พันล้าน/ปี พร้อมลุยต่อธุรกิจใน'ญี่ปุ่น-ซาอุฯ-พม่า'
15ต.ค.2556 ที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาพหลโยธิน ช่วงค่ำวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จัดงาน Open house ให้ข้อมูลและความรู้แก่นักลงทุน ในธุรกิจกลุ่มพลังงานทางเลือก และโอกาสเติบโตของธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเชิญ น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) น.พ.สมยศ อนันตประยูร ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น(WHA) และนายสมบูรณ์ เอื้ออัชฌาสัย กรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL
น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากนโยบายของภาครัฐเมื่อปี 2551 ที่ผ่านมาได้ให้การสนับสนุนด้านพลังงานทางเลือก พลังงานหมุนเวียนทุกรูปแบบ สำหรับในส่วนของเอสพีซีจีถือเป็นผู้พัฒนาและดำเนินธุรกิจโซล่าฟาร์มแห่งแรกในไทยและภูมิภาคอาเซียน ปัจจุบันมีโครงการทั้งหมดจำนวน 36 โครงการ มีกำลังการผลิตรวมกว่า 260 เมกะวัตต์ มูลค่าการลงทุนกว่า 24,000 ล้านบาท และได้รับแอดเดอร์ 8 บาท เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งปัจจุบันนี้บริษัทได้พัฒนาโครงการโซล่าฟาร์มแล้วเสร็จและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) แล้วรวม 24 โครงการ อยู่ระหว่างการเชื่อมต่อเชิงพาณิชย์ 6 โครงการ และกำลังพัฒนาในระยะสุดท้าย 6 โครงการ
“โครงการทั้งหมด 36 โครงการจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ และจะเดินหน้าธุรกิจด้านนี้ทุกรูปแบบต่อไปในส่วนอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจากการเป็นผู้นำธุรกิจโซล่าเซลล์ของเอสซีพีจีทำให้เรามีบุคคลากรที่เชี่ยวชาญพร้อมที่จะขยายโอกาสธุรกิจในด้านนี้ในทุกภูมิภาคต่อไป เราพัฒนาโครงการมา 4 ปีถือว่าโตมากแบบก้าวกระโดด ซึ่งผลประกอบการไตรมาส 3 นี้เราก็มีรายได้ดีขึ้นตามลำดับ คาดว่าสิ้นปีนี้เปิดครบทั้ง 36 โครงการ เราจะสามารถรับรู้รายได้ปีละ 2,500 – 3,000 ล้านบาท คาดว่ามีกำไรมากกว่า 1,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งเรากำลังมองหาเครื่องมือทางการเงินเพื่อนำมาชำระเงินกู้ เพื่อไปสู่สิ่งที่นักลงทุนปราถนา คือเงินปันผล ที่เรามุ่งมั่นทำให้กับนักลงทุนที่สนับสนุนบริษัทเรามาด้วยดี”
นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศจะดำเนินการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ประมาณ 20,000 เมกะวัตต์เพื่อนำมาใช้ทดแทนพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเมื่อเอสพีซีจีเสร็จสิ้นโครงการในประเทศไทยแล้ว มีแผนเตรียมเข้าไปลงทุนเพิ่มที่ประเทศญี่ปุ่นเพิ่มอีกด้วย รวมทั้งมีแผนการเข้าไปดำเนินธุรกิจด้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศพม่าและซาอุดิอาระเบียเพื่อขยายโอกาสการเติบโตทางธุรกิจด้านนี้ต่อไปอย่างมั่นคง
สำหรับกรณีที่นโยบายรัฐบาลให้การส่งเสริมการในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา หรือโซลาร์รูฟท็อป โดยกระทรวงพลังงาน มีมติอนุมัตรับซื้อไฟ จำนวน 200 เมกะวัตต์นั้น น.ส.วันดี กล่าวว่าบริษัทเอสพีซีจีได้ยื่นไปทั้งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ประมาณ 30-40 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทเราได้รับการจัดสรรให้เป็นอันดับหนึ่ง และยังมีโครงการที่จะเข้าร่วมมือกับภาครัฐในการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชน (โซลาร์ฟาร์ม) 1 เมกะวัตต์ ต่อ 1 ชุมชน กำลังผลิตรวม 800 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเข้าสายส่งในปี 2557 ที่บริษัทมีความพร้อมด้านธุรกิจในทุกรูปแบบ ซึ่งทั้งหมดนี้นอกจากธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์จะเป็นธุรกิจโดดเด่นในอนาคตแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศชาติด้วย



