
17ตุลาฯวันตัดสินชะตาธุรกิจ
สวัสดีเศรษฐกิจ : 17 ตุลาฯ วันตัดสินชะตาธุรกิจ : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
ประเด็นของปัญหาเพดานหนี้ของสหรัฐที่กำลังจะครบกำหนดในวันที่ 17 ตุลาคมนี้ และ "นักการเมือง" ก็ยังหาทางปรองดองกันไม่ได้ เพราะต่างคิดว่า "ฉันทำถูก นายคิดผิด" จนนำไปสู่ความชะงักงัน จนทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนและนักธุรกิจทั่วทั้งโลกจับตาว่าทั้งสองพรรคนี้จะสามารถหาข้อตกลงร่วมกันก่อนเส้นตายขยายเพดานหนี้ได้หรือไม่ เพราะสหรัฐเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก หากจบไม่ได้หรือจบกันไม่สวยก็จะเกิดผลกระทบต่อทั่วโลกรวมทั้งไทย
เรามาดูความเห็นของนักธุรกิจในบ้านเรากันนะครับ เขาเหล่านั้นได้สะท้อนออกมาดังนี้
1. ภาคธุรกิจต้องเตรียมพร้อมเงินทุนเพื่อใช้เป็นสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากอาจเกิดการไหลออกของเงินทุน อัตราแลกเปลี่ยนจะผันผวน "อย่าประมาทหรือประเมินต่ำไปและต้องตุนเงินทุนไว้ให้พอ" เจ้าของธนาคารและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์พูดไว้น่าฟังมาก ผมขอนำมาบอกต่อครับ ปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย มาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการขยายเพดานหนี้สหรัฐ ภาคธุรกิจต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง ดังนั้น ธุรกิจต้องเตรียมพร้อมด้านสถานะการเงิน ขณะที่ผู้บริโภคไม่สามารถกู้เงินได้ง่ายเหมือนเดิมๆ เพราะธนาคารระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ
2. เจ้าของธุรกิจระดับยักษ์ใหญ่มองว่ากำลังซื้อไทยที่อยู่ในภาวะชะลอตัวไม่น่าจะตกต่ำไปกว่านี้แล้ว เพราะโดยภาพรวมแล้วทั้งเอเชีย และอาเซียน กำลังเติบโต ซึ่งไทยจะต้องเตรียมตัวเพื่อหาโอกาสมาให้ได้ ภาครัฐและเอกชนไทยต้องมองโอกาสในอุตสาหกรรมที่จะสร้างรายได้สูงให้ประชาชน สร้างโอกาสจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หากทำได้จริงๆ ก็จะเป็นเม็ดเงินมหาศาล ผมชอบคำพูดของท่านนี้ที่ระบุว่า "เมื่อเกิดวิกฤติก็จะตามมาด้วยโอกาส ขณะที่มีโอกาสแล้วมันก็จะตามกลับมาด้วยวิกฤติ ไทยจะต้องเรียนรู้จากสหรัฐและยุโรปในขณะนี้ เพื่อมาปรับใช้กับวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต"
3. นายธนาคารชั้นนำของไทยระบุไว้น่าสนใจว่า "ผมเชื่อว่า จะมีคำตอบ เพราะเขาคงจะไม่ปล่อยให้สหรัฐที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดในขณะนี้มาเป็นปัญหา เพราะการไม่ให้รัฐบาลทำงานต่อคงไม่เกิดขึ้น การปล่อยให้ประเทศผิดนัดชำระหนี้นั้น เสียหายต่อชื่อเสียง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดทั่วโลกกระทบแน่"
4. ธนาคารโลกได้ระบุว่าจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐ หากเกิดการชะงักงันในการกระตุ้นสหรัฐลดลงประมาณ 2% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงการขยายตัวในภาพรวมของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกรวมทั้งประเทศไทย โดยกรณีประเทศไทยธนาคารโลกมองว่ามีแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2557 ดีขึ้นกว่าปี 2556 แต่ปัจจัยที่น่าห่วงคือปัญหาหนี้ครัวเรือนที่จะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้การบริโภคภาคเอกชนไม่ขยายตัวตามคาด
ได้อ่าน ได้เห็น ได้เอามาบอกต่อกับท่านผู้อ่านทั้งหลายแล้ว ท่านลองเอาไปคิดต่อนะครับ แต่ที่ผมคิดได้เวลานี้คือต้องมีสภาพคล่องให้พอ ยืนบนขาตัวเองให้ได้
--------------------------------
(สวัสดีเศรษฐกิจ : 17 ตุลาฯ วันตัดสินชะตาธุรกิจ : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร)



