ข่าว

'เกณฑ์เตือนภัย'แค่ปรับหรือต้องเปลี่ยน

'เกณฑ์เตือนภัย'แค่ปรับหรือต้องเปลี่ยน

15 ต.ค. 2556

'เกณฑ์เตือนภัย'แค่ปรับหรือต้องเปลี่ยน : จุฑารันต์ ทิพย์นำภารายงาน

                สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออก ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า ระบบเตือนภัย ที่มีอยู่ในปัจจุบันใช้การได้หรือไม่ หลังจากนักวิชาการออกมาเสนอให้มีการปรับเกณฑ์การเตือนภัยให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน

                นาวาอากาศเอกสมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ยอมรับว่า ระบบเตือนภัยของประเทศที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบันเป็นระบบเดียวกัน แต่ฐานข้อมูลในการเตือนภัยมีความแตกต่าง วิธีการเตือนภัยในพื้นที่ก็ไม่เหมือนกัน

                ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมีหลายรูปแบบ ในแต่ละพื้นที่ แม้แต่ในอำเภอเดียวกันยังมีภัยที่แตกต่างกัน ทั้งดินโคลนถล่ม น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง การแจ้งเตือนจึงต้องแตกต่าง ภายใต้ระบบเตือนภัยเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งข่าว เฝ้าระวัง เตือนภัยสถานการณ์

                “แนวทางของการเกิดภัยพิบัติในประเทศไทยมีหลายพื้นที่ ฝนที่ตกในพื้นที่ก็มีองค์ประกอบที่แตกต่างกัน เช่น ในภาคตะวันออกเกณฑ์การเตือนภัยในแต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน”

                สำหรับพื้นที่ภาคตะวันออก เดิมได้ตั้งเกณฑ์การแจ้งเตือนภัยสำหรับฝนแรกไว้ที่ 130 มิลลิเมตร แต่พอฝนตกหนักขึ้น สภาพดินเริ่มช้ำ เกณฑ์เตือนภัยได้ปรับให้มาอยู่ที่ระดับ 80-90 มิลลิเมตร เนื่องจากปัจจัยน้ำจากภูเขา และปริมาณน้ำในพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้การเตือนภัยในพื้นที่ จ.ระยอง จันทบุรี และตราด ต้องมองในหลายปัจจัยประกอบกัน แตกต่างกันไปในแต่ละอำเภอ แต่ละท้องถิ่นจะนำเกณฑ์กลางมาปรับใช้ให้เหมาะสม

                เกณฑ์เตือนภัยในภาพรวมของประเทศถูกกำหนดขึ้นจากสถิติ ปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่เส้นทางไหลของน้ำ สภาพดินในพื้นที่ สภาพลำน้ำ คูคลองมาเป็นองค์ประกอบ

                "ระบบเตือนภัยไม่ได้มีปัญหา ที่เป็นปัญหาคือ ความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ การย้ายที่อยู่อาศัยของมนุษย์ โดยไม่ได้มองถึงผลกระทบที่จะตามมา"

                ผอ.ศูนย์เตือนภัยพิบัติ อธิบายว่า การแจ้งเตือนภัยที่ทำได้เร็ว ช่วยให้การอพยพคนออกจากพื้นที่ได้ทัน แต่ไม่ได้แปลว่าน้ำจะไม่ท่วมในพื้นที่ สิ่งที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกระบบการไหลของน้ำมีปัญหา ไม่สามารถระบายน้ำจากฝนที่ตกต่อเนื่องออกสู่แม่น้ำได้ทัน

                ปัจจุบันเส้นทางไหลของน้ำได้เปลี่ยนไป สิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำกลายเป็นปัญหา การเปลี่ยนเส้นทางน้ำ ความสูงต่ำในพื้นที่ ขณะเดียวกันสภาพในพื้นที่มีการกั้นไม่ให้น้ำเข้า โดยหลายพื้นที่ถูกล้อมด้วยคันกั้นน้ำ ทำให้น้ำสะสมและท่วมสูงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

                ปัจจัยดังกล่าวทำให้เกณฑ์การเตือนภัยต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากภาคประชาชนในพื้นที่เพื่อให้ข้อมูล

                อย่างไรก็ตาม พื้นที่ทั้ง 25 ลุ่มน้ำของประเทศไทยต้องได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งซ้ำซาก ต้องติดตามดูแลคูคลองสาขา ระบบการไหลของน้ำ

                วันนี้พื้นที่ที่อยู่ในระบบชลประทานไม่มีปัญหา เพราะได้นำระบบชลประทานมาใช้ในการจัดการน้ำส่วนหนึ่ง จะสังเกตได้ว่า พื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมมักอยู่นอกเขตชลประทาน ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ต้องเผชิญกับฝนที่ตกซ้ำในพื้นที่ในปริมาณมาก ทำให้การระบายเป็นไปอย่างยากลำบาก ในขณะที่พื้นที่ภาคกลางริมน้ำเจ้าพระยาที่ท่วมอยู่เดิม ต้องยอมรับว่าเลี่ยงได้ยาก เนื่องจากสภาพในปัจจุบันมีการกั้นน้ำในบางพื้นที่ ทำให้ปริมาณน้ำล้นตลิ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

                "การแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่นอกเขตชลประทานทำได้ยาก โดยระบบเตือนภัยเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้การวิเคราะห์ประมวลผลทำได้ต่อเนื่อง และทันท่วงที เนื่องจากข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาน้ำท่วมต้องมาจากท้องถิ่น ชุมชนที่ต้องรู้สภาพพื้นที่ของตัวเองว่าน้ำมาจากทิศทางไหน และตัวเองอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ หรือปลายน้ำ ซึ่งจะทำให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างถูกต้อง" นาวาอากาศเอกสมศักดิ์ กล่าว

                ด้าน รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกวันนี้ ชี้ให้เห็นว่า เกณฑ์การเตือนภัยต้องเปลี่ยน เพราะความอ่อนไหวในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน เนื่องจากสภาพพื้นที่ในแต่ละภาคมีความแตกต่างกัน เช่น ภาคกลางเป็นพื้นที่พักน้ำซึ่งปริมาณน้ำท่วมมาก และมีโอกาสล้นเข้ากรุงเทพฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่ยาว ถ้ามีฝนตกมากในแม่น้ำชี และแม่น้ำ มูลโอกาสที่น้ำจะท่วม จ.อุบลราชธานี มีสูง

                ส่วนภาคตะวันออกเป็นพื้นที่เล็กแต่มีภูเขา แม้จะมีฝนตกไม่มาก ไม่กี่วัน ก็จะท่วมได้เร็ว อีกทั้งการระบายออกทำได้ช้า ท่วมเร็วและอยู่นาน

                "ปริมาณฝนเกิน 60 มิลลิเมตร ที่เคยใช้เป็นเกณฑ์เฝ้าระวังที่ได้ผลกับพื้นที่เกษตรกรรม ในขณะที่เกณฑ์นี้อาจไม่เหมาะกับพื้นที่ชุมชน พื้นที่เศรษฐกิจ นิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนรูปแบบและโครงสร้างของพื้นที่ การเตือนภัยที่ดีต้องปรับให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เพื่อการเฝ้าระวังอย่างมีประสิทธิภาพ"

                ทั้งนี้ระบบเตือนภัยในพื้นที่ควรทำแบบจำลองเพื่อดูปริมาณน้ำฝนในแต่ละพื้นที่ จำเป็นต้องใช้เทคนิคเรดาร์เครื่องมือที่ทันสมัยมากกว่าที่มีอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ เตือนภัยเมื่อมีน้ำขึ้น ในความเป็นจริงระบบเตือนภัยควรบอกได้ตั้งแต่ก่อนฝนตก

......................


(หมายเหตุ : 'เกณฑ์เตือนภัย'แค่ปรับหรือต้องเปลี่ยน : จุฑารันต์ ทิพย์นำภารายงาน)