
เอกชนมึน'ขายข้าวให้จีน'5ล้านตัน5ปี
ผู้ส่งออกข้าวข้องใจ จีนเซ็นสัญญาซื้อข้าวไทย 5 ล้านตันใน 5 ปีตอนไหน แถมนายกฯยิ่งลักษณ์พูดฝ่ายเดียว เตือนภาระ'จำนำข้าว'เปิดช่องเก็งค่าเงิน
การออกมาเปิดเผยของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กรณีรัฐบาลจีนตกลงซื้อข้าวจากไทยจำนวน 5 ล้านตัน เป็นเวลา 5 ปีนั้น ได้สร้างความกังขาให้แก่ภาคเอกชนผู้ส่งออกข้าวไทยไม่น้อย ซึ่งมีบางส่วนมองว่าไม่น่าเป็นไปได้ และยังไม่ทราบการลงนามในเรื่องนี้ โดยนายวิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวมีเพียงนายกรัฐมนตรีของไทยเป็นผู้ออกมาเปิดเผยเอง แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจีนออกมาให้ข้อมูล
"ที่รัฐบาลบอกว่ามีเอ็มโอยูปริมาณปีละล้านตันก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ก็ไม่เห็นมีการลงนามในเรื่องนี้ และที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ก็ออกมาให้ข่าวว่าจะลงนามเอ็มโอยูกับจีน 1.2 ล้านตัน ก็ไม่เห็นมีการลงนาม ซึ่งก็ไม่มีใครทราบว่าอยู่ในปีเดียวกันหรือไม่อย่างไรเพราะไม่มีการยืนยันออกมา และราคาข้าวในขณะนี้ถ้าจะให้ดูไปถึง 5 ปีคงดูยาก" นายวิชัยกล่าว
สอดคล้องกับ นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ ประธานกรรมการบริษัทอุทัยโปรดิวส์ จำกัด ที่กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียดเรื่องดังกล่าว และเป็นการพูดของนายกฯ ไทยเพียงฝ่ายเดียว แต่ที่มีการลงนามซื้อขายจริงคือ การลงนามซื้อขายกับเอกชนจำนวน 1 ล้านตัน ระยะเวลา 5 ปี ปีละ 2 แสนตันเท่านั้น และ 5 ปีจากนี้คงบอกยากว่าราคาข้าวจะไปในทิศทางใด เพราะช่วงนี้ตลาดยังเป็นของผู้ซื้อ
ด้านแหล่งข่าวจากผู้ส่งออกข้าว กล่าวว่า การประกาศว่าจีนจะนำเข้าข้าวจากไทยปีละ 1 ล้านตัน เป็นเวลา 5 ปี น่าจะเป็นความต้องการประชาสัมพันธ์ว่าข้าวไทยมีตลาดรองรับชัดเจน เพราะในทางปฏิบัติจริงจีนไม่เคยนำเข้าข้าวจากไทยเกินปีละ 5 แสนตัน มานานแล้ว
ขณะที่ นายยรรยง พวงราช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบันจีนมีโควตานำเข้าข้าวจากต่างประเทศปีละประมาณ 5.6 ล้านตัน โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากเวียดนาม และปากีสถาน แต่ขณะนี้ไทยถือว่ามีความใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น จึงน่าจะเป็นโอกาสที่จะขายข้าวให้จีนได้มากขึ้น และได้สั่งการให้กรมการต่างประเทศไปประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์ของจีน รวมทั้งการทำแผนการค้าข้าวรายมณฑล
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ข้อตกลงที่จีนจะซื้อข้าวจากไทยเพิ่มเป็นปีละ 1 ล้านตัน ระยะเวลา 5 ปี รวม 5 ล้านตันนั้น นับเป็นข้อตกลงใหม่ในรูปแบบการเจรจาระหว่างรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี ซึ่งจะเป็นคนละส่วนกับของภาคเอกชน และยังเป็นคนละส่วนกับการทำบาร์เตอร์เทรด หรือข้าวแลกรถไฟ แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจน ต้องรอให้ รมว.พาณิชย์ ชี้แจง
เตือนภาระ"จำนำข้าว"เปิดช่องเก็งค่าเงิน
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า แม้ปัญหาเพดานหนี้ของรัฐบาลสหรัฐจะสามารถตกลงกันได้ แต่ก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต ดังนั้นความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุนโลกจึงยังมีต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งที่ประเทศไทยต้องระมัดระวังมากที่สุดคือ ภาระภาคการคลังที่มีแนวโน้มสูงขึ้น อาจถูกนักลงทุนต่างชาติหยิบมาใช้เก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยน โดยขณะนี้ต่างชาติกำลังจับตาการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการใช้จ่ายที่ไม่ได้เป็นการลงทุน แต่เป็นลักษณะประชานิยม เพราะห่วงว่ารายจ่ายเหล่านี้จะทำให้ภาคการคลังของไทยได้รับผลกระทบในอนาคตหรือไม่
“ที่เขาห่วงมากสุดคือ เรื่องข้าว เป็นตัวที่เขาถามผมมากที่สุด เขาถามว่า เราจะขาดทุนเท่าไร ผมก็ไม่รู้จะตอบเขายังไง เพราะไม่รู้จริงๆ ซึ่งในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา มีนักวิเคราะห์ต่างประเทศบางกลุ่มหยิบเรื่องผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวมาใช้ในการเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนบ้างแล้ว ถ้าเขาเห็นว่าเราดูแลตัวเองไม่ดีพอเขาก็มาเล่นเงินเรา” นายณรงค์ชัยกล่าว
นางรุ่ง โปษยานนท์ มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานเสวนา “Investment in the New Global Imbalance” จัดโดย บลจ.เอ็มเอฟซี ว่า ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเริ่มมีผลกระทบต่อตลาดเงินมากขึ้น ซึ่งการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ผ่านการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ของสหรัฐ ทำให้ปริมาณเงินในระบบโลกมีมากขึ้น และเงินเหล่านี้ก็ออกไปหาแหล่งที่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า สร้างความผันผวนในตลาดเงินตามไปด้วย
ขณะที่ นางกิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย กล่าวว่า โอกาสที่รัฐบาลสหรัฐจะผิดนัดชำระหนี้มีน้อยมาก เพราะถ้ารัฐบาลสหรัฐปล่อยให้เกิดกรณีดังกล่าวขึ้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจะรุนแรงมหาศาล เศรษฐกิจไทยก็คงได้รับผลกระทบด้วย อย่างไรก็ตาม แม้รอบนี้รัฐบาลสหรัฐจะได้รับการขยายเพดานหนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาทุกอย่างจะจบ เพราะด้วยภาระการคลังของสหรัฐที่ยังเพิ่มต่อเนื่อง หากไม่มีการปรับโครงสร้างใดๆ ระดับหนี้ก็คงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องมาเผชิญปัญหาเดียวกันนี้อีกในอนาคต



