ข่าว

เสียงครวญ'บรรหาร'ในยก2ปฏิรูป

เสียงครวญ'บรรหาร'ในยก2ปฏิรูป

14 ต.ค. 2556

เปิดเงื่อนไข'แนวร่วม'ผูก'เงื่อนตาย'รัฐบาล กับเสียงครวญ 'บรรหาร'ในยก2ปฏิรูป : หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณรายงาน

              แผนปฏิรูปประเทศไทย เวอร์ชั่น “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ทำท่าจะกลายเป็นกระบวนการที่ยืดยาวเกินกว่า “อายุขัย” ของรัฐบาล

              เมื่อการประชุมนัดที่ 2 ที่มี “บรรหาร ศิลปอาชา” อดีตนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นตัวหลักในวันที่ 7 และ 9 ตุลาคม ใช้เวลาประชุมรวม 10 ชั่วโมง เพื่อระดมสมองผู้ทรงภูมิรู้-ผู้มีส่วนได้เสีย 150 คน อ่านรายงานเก่าๆ ของคณะกรรมการปฏิรูปที่ตั้งขึ้นโดยรัฐบาลชุดก่อนๆ รวม 7 ฉบับ แต่สุดท้ายได้ “บทสรุปสุดนามธรรม” ด้วยการแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการย่อยราว 20 ชุด” หลังการประชุมนัดแรกที่มี “ยิ่งลักษณ์” นั่งเป็นหัวโต๊ะเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม จบลงที่การตั้ง “คณะทำงาน 3 ชุด” เช่นกัน

              โดย “คณะอนุกรรมการย่อย” ต้องไปรวบรวบ-ยกร่างแผนปฏิรูปการเมืองใน 7 ด้าน ปฏิรูปสังคม 5 ด้าน และปฏิรูปเศรษฐกิจ 8 ด้าน ก่อนสรุปรายงานส่ง “ยิ่งลักษณ์” ในเดือนธันวาคม โดยไม่มีแกนนำรัฐบาลหน้าไหนการันตีว่าทุกข้อเสนอจะได้รับการสนองตอบ

              “รายงานที่คณะทำงานสรุปกันมา รัฐบาลจะไม่เก็บเข้าลิ้นชักอย่างแน่นอน เราจะพิจารณาว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่หลายอย่างที่มีผู้เสนอในวงประชุมคณะทำงาน 3 ชุด เป็นสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่แล้ว” พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

              ขณะเดียวกัน เขายอมรับว่าผลที่เป็นรูปธรรมอาจไม่เห็นในอนาคตอันใกล้นี้

              “เวลาคนอื่นทำเรื่องปฏิรูป เขาใช้เวลาตั้งเท่าไหร่ล่ะ พอเราทำช้าก็ถูกวิจารณ์ว่าซื้อเวลา ไม่จริงใจ แต่ถ้าลองทำเร็วก็จะถูกมองว่ามีธงไว้แล้ว อะไรก็ยากทั้งนั้นสำหรับรัฐบาลชุดนี้ แต่ยืนยันว่านายกฯ ตั้งใจจริง” พงศ์เทพย้ำ

              หลังวงประชุมยกที่ 2 เสร็จสิ้น “กระมล ทองธรรมชาติ” อดีตประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่เข้ามาร่วมวงปฏิรูปในฐานะคณะทำงานด้านการเมือง บอก “เครือเนชั่น” ว่า ไม่เห็นด้วยกับมติแต่งตั้งสารพัดคณะกรรมการ แต่เห็นว่าควรออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปชุดใหญ่เพียงชุดเดียว โดยกำหนดโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ เป้าหมาย และงบประมาณต่างๆ ให้ชัดเจน

              “สารภาพตามตรงเลยว่า ไม่รู้เขาเชิญผมมาทำอะไร ผมเป็นคนที่โทรหา วราเทพ รัตนากร (รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) กับพงศ์เทพ เทพกาญจนา มากที่สุดคนหนึ่งเพื่อเสนอให้เขาทำนั่นทำนี่ เห็นไหมว่าสภาปฏิรูปประชาชน 65 องค์กร เขาจะจัดเวทีกว้างขวางทั่วประเทศ แล้วของรัฐบาล ผ่านมาเดือนครึ่งมีอะไรเป็นรูปธรรมบ้าง” กระมลตั้งคำถาม

              เมื่อย้อนกลับไปดูผลการปฏิรูปการเมืองปี 2539-2540 “กระมล” ในฐานะรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เฉลยที่มาแห่งความสำเร็จว่า เป็นเพราะมีการตั้งธง-ตั้งโจทย์ชัดเจน ว่าอยากเห็นพัฒนาการเมืองไทยอย่างไร แล้วทุกฝ่ายก็ค่อยๆ ช่วยกันคิดหาคำตอบ แต่ในปี 2556 สิ่งสำคัญที่สุดคือการจัดโครงสร้างของคณะกรรมการปฏิรูป เพราะขณะนี้การเมืองแบ่งฝ่ายมาก การที่ใครเข้าร่วมหรือไม่ จึงมีนัยสำคัญ ต่อให้รัฐบาลศึกษาจนได้รายงานฉบับที่ดีที่สุดออกมา แต่คนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย การปฏิรูปก็ไม่มีทางสำเร็จ

              “ผมเชื่อว่าผู้ใหญ่ที่ไม่ยอมมาร่วม เพราะรู้ว่ามันไม่สำเร็จในรัฐบาลชุดนี้แน่ แล้วเขาจะมาทำไม วันนี้การขยายแนวร่วมเวทีปฏิรูปของรัฐบาลยากมาก มีแต่คนจะค่อยๆ หายหน้าไป ถ้าภายในเดือนตุลาคมยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปชุดใหญ่ เขียนแปะข้างฝาไว้เลยว่าล้มเหลวแน่นอน” กระมลกล่าว

              ด้าน “ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์” ประธานสภาพัฒนาการเมือง มองต่างมุมกับ “กระมล” โดยเห็นว่า โครงสร้างคณะกรรมการปฏิรูปไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะถ้ามีโครง แต่ไม่มีเนื้อหาก็ไปต่อไม่ได้ ดังนั้นภายใน 3-6 เดือนนี้ต้องมีผลงานจับต้องได้ โดยอาจนำผลศึกษาของคณะกรรมการชุดเก่าๆ ที่ทำได้มาทำเลย เช่น กฎหมายเพื่อคนจน 4 ฉบับ ที่เสนอโดยสมัชชาปฏิรูปที่มี “นพ.ประเวศ วะสี” เป็นประธาน หากรัฐบาลกล้าหาญในการแก้ไขปัญหาที่หมักหมมมานาน ความแตกแยกในบ้านเมืองก็จะลดลง เพราะปัญหาของประเทศ ไม่ใช่เรื่องระบอบทักษิณกับกลุ่มต่อต้านเท่านั้น แต่พอคนข้างบนขัดแย้งกัน ก็ไปขุดเอาปัญหาของคนรากหญ้ามาผสม

              “หากภายใน 3-6 เดือนนี้ไม่มีรูปธรรม สังคมอาจคิดว่ารัฐบาลสร้างเวทีหลอกให้ประชาชนหลงเชื่อหรือไม่ สุดท้ายเวทีปฏิรูปของรัฐบาลก็จะเป็นเวทีเงียบเหงา ฝ่ายค้านและภาคประชาชนจะออกมาต่อต้านรัฐบาลมากขึ้นและรุนแรงขึ้น แต่ถ้ารัฐบาลกล้าทำ ผมอธิษฐานให้อยู่เป็นรัฐบาลต่ออีก 10 ปีเลย และผมจะโหวตให้พรรคเพื่อไทยด้วย” ธีรภัทร์ผู้เป็นอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลรัฐประหารปี 2549 กล่าว

              ในทัศนะของเขา “ผู้นำการเมืองที่กล้าตัดสินใจ” คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปสำเร็จ ทว่าขณะเดียวกัน “ความไม่ไว้วางใจของคนในบ้านเมือง” ยังถือเป็นอุปสรรคใหญ่

              “ท่านบรรหารมีสไตล์นักปฏิบัติ ทำให้การปฏิรูปการเมืองปี 2539-2540 สำเร็จ แต่ท่านบอกผมว่ามันไม่เหมือนกัน ขณะนี้ไม่มีหลักประกันว่าจะสำเร็จหรือไม่ เพราะท่านไม่ใช่นายกฯ เหมือนตอนนั้น ถ้าท่านไปคุยอะไรมา ก็ต้องกลับมาถามนายกฯ ยิ่งลักษณ์ว่าเอาด้วยไหม ถ้าไม่เอาก็จบ นี่คือความแตกต่าง อีกทั้งปี 2539 มันเป็นความขัดแย้งระหว่างฝ่ายการเมืองกับคนข้างนอก แต่ตอนนี้เป็นฝ่ายการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างมีพวกของตน” ธีรภัทร์กล่าว

              เมื่อหันไปฟังเสียง “คนข้างล่าง” ที่เข้ามาร่วมวงปฏิรูปในฐานะคณะทำงานด้านสังคม “ชลิดา ทาเจริญศักดิ์” ผู้อำนวยการมูลนิธิศักยภาพชุมชน เธอขีดเส้นให้รัฐบาลเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนทั่วประเทศ เพื่อหารากเหง้าของปัญหาจากชาวรากหญ้า ที่ผ่านมามีการเอาผลศึกษาของคณะกรรมการ 7 ชุด มานั่งไล่เรียงดู แต่นั่นถือเป็นความเห็นจากภาคราชการล้วนๆ

              "ที่เราไม่ไปร่วมวงปฏิรูปของ 65 องค์กร เพราะเห็นว่าเขาไม่ได้ทำเพื่อแก้ไขปัญหา แต่ทำเพื่อล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีเป้าหมายทางการเมืองแอบแฝงชัดเจน แต่ถ้าภายใน 3 เดือนนี้ รัฐบาลยังไม่ยอมเปิดเวทีภาคประชาชน ก็ไม่มีประโยชน์ที่เราจะเป็นหุ่นเชิดต่อ เราก็จะไปทำอย่างอื่นแล้ว ไม่มาเสียเวลาแล้ว” ชลิดากล่าว

              การประชุมคณะกรรมการปฏิรูปสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดขึ้นในช่วงที่ “กลุ่มกองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ” มาชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล วันนั้น “บรรหาร” ถูกผู้สื่อข่าวซักว่าคิดว่าการปฏิรูปการเมืองจะสำเร็จหรือไม่ เพราะกระทั่งการประชุมวันนี้ยังถูกม็อบกระชับพื้นที่ เขาตอบว่า “มันเป็นคนละประเด็นกัน เอามาโยงกันไม่ได้ เรื่องคนที่มาล้อมทำเนียบ พอชุดนี้ไป ชุดใหม่ก็มา มันเป็นประเพณีมากกว่า จึงไม่รู้สึกเสียสมาธิ”

              คนใกล้ชิด “นายหน้าปฏิรูป” เผยว่าสิ่งที่รบกวนจิตใจ-กัดเซาะความเชื่อมั่นของ “บรรหาร” ที่สุด หาใช่ “ฝูงชน” ไม่ หากแต่เป็นสตรีเพียงคนเดียวที่ชื่อ “ยิ่งลักษณ์”

              ไม่เช่นนั้นคงไม่มีคำพูดหลุดจากปาก “บรรหาร” กับผู้ร่วมวงปฏิรูปหลายรายว่า “ตอนนี้ไม่มีหลักประกันว่าการปฏิรูปจะสำเร็จหรือไม่ เพราะผมไม่ได้เป็นนายกฯ เหมือนตอนปฏิรูปการเมืองเมื่อ 16 ปีก่อน”

.....................

(หมายเหตุ : เปิดเงื่อนไข'แนวร่วม'ผูก'เงื่อนตาย'รัฐบาล กับเสียงครวญ 'บรรหาร'ในยก2ปฏิรูป : หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณรายงาน)