
ฉะเชิงเทราวิกฤติ!น้ำรอบทิศยังบ่าท่วม
ฉะเชิงเทราวิกฤติ!น้ำรอบทิศยังบ่าท่วมทุกพื้นที่ ราชสาส์น-บางคล้าน้ำท่วมไม่หยุด เส้นทางทุกแห่งถูกตัดขาดสิ้นเชิง
สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ แม้หลายพื้นที่จะเริ่มคลี่คลาย แต่ยังมีหลายจังหวัดที่ภาวะน้ำท่วมยังอยู่ในขั้นวิกฤติ ขณะเดียวกันในส่วนของภาคเหนือพบว่าบางจังหวัดเริ่มมีอากาศหนาวเย็นแล้วเช่นกัน
น้ำรอบทิศยังไหลบ่าท่วมแปดริ้ว
เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม สถานการณ์น้ำท่วมในเขตพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ยังคงน่าห่วง ล่าสุดพบว่ามวลน้ำจากทุกทิศยังบ่าเข้าท่วมอย่างหนัก โดยเฉพาะระดับน้ำในเขตพื้นที่ อ.ราชสาส์น อ.บางคล้า เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จากเดิมอีกวันละ 10 ซม. ทำให้เส้นทางการสัญจรในพื้นที่ถูกตัดขาดหมดสิ้น รถยนต์ขนาดเล็ก-ขนาดใหญ่ไม่สามารถขับผ่านพื้นที่ได้ โดยเฉพาะเส้นทางสายบางคล้า-หัวไทร และเส้นทางสายพนมสารคาม-บ้านสร้าง รวมถึงเส้นทางสัญจรในหมู่บ้านไม่สามารถใช้ยานพาหนะขับผ่านไปได้เช่นเดียวกัน
นายอำนาจ ประเสริฐ นายกเทศมนตรีตำบลปากน้ำ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ขณะนี้ชาวบ้านในพื้นที่ยังต้องการความช่วยเหลือจากทางการอย่างมาก และสิ่งของอาทิ กระสอบทรายที่จะนำมาใช้ป้องกันน้ำไม่ให้ไหลเข้าท่วมสู่ตัวบ้าน ขณะที่งบประมาณให้ความช่วยเหลือภัยพิบัติที่จังหวัดจัดให้อำเภอละ 5 แสนบาท ไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้ประโยชน์
สระแก้วระดับน้ำเริ่มสู่ภาวะปกติ
เช่นเดียวกับที่ จ.สระแก้ว นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมใน จ.สระแก้ว ขณะนี้ทางจังหวัดได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินรวม 9 อำเภอ 56 ตำบล 593 หมู่บ้าน 6,501 ครัวเรือน 2,992 คน (เสียชีวิต 1 คน) ถนนเสียหาย 540 สาย สะพาน 10 แห่ง ทำนบ 4 แห่ง ฝาย 6 แห่ง วัด 3 แห่ง โรงเรียน 8 แห่ง สถานีอนามัย 1 แห่ง ท่อระบายน้ำ 15 แห่ง บล็อกคอนเวอร์ 1 แห่ง บ่อปลา 384 บ่อ และพื้นที่ทางการเกษตร 38,298 ไร่
"สรุปสถานการณ์ปัจจุบันมีพื้นที่ประสบอุทกภัย 2 อำเภอ 3 ตำบล อ.อรัญประเทศยังมีสถานการณ์อุทกภัย 1 ตำบล ได้แก่ ต.ท่าข้าม ระดับน้ำ 20-50 ซม. ยังท่วมชุมชนบริเวณริมคลองพรหมโหด ถนนช่วงบ้านท่าข้าม-บ้านหนองเอี่ยน และคอสะพานโคกสะแบงชำรุด ปัจจุบันแขวงการทางสระแก้วปรับปรุงเส้นทางดังกล่าวแล้ว ส่วน อ.เมือง 2 ตำบล ได้แก่ ต.โคกปี่ฆ้อง ระดับน้ำ 5-10 ซม. และต.บ้านแก้ง ระดับน้ำ 40-50 ซม. ยังท่วมชุมชนบริเวณริมคลองพระปรง ส่วนอำเภออื่นๆ ยังคงเหลือเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ และพื้นที่การเกษตรเท่านั้น" ผู้ว่าฯ สระแก้ว กล่าว
เร่งซ่อมสะพานช่วย7หมู่บ้าน
ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในตลาดเทศบาลเมืองอรัญประเทศ จ.สระแก้ว หลังจากฝนหยุดตกมาหลายวัน ล่าสุดน้ำเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำในคลองพรหมโหดที่ล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมพื้นที่ในตลาดเทศบาลเมืองอรัญประเทศอย่างหนักมากว่า 8 วัน ลดระดับลงจนใกล้ปกติ ถนนภายในตลาดเทศบาลเมืองอรัญประเทศรถยนต์ทุกชนิดสามารถวิ่งผ่านไป-มาได้หมดทุกสาย เหลือเพียงบางจุดที่อยู่ติดคลองพรหมโหดอาจยังมีน้ำท่วมขังสูงประมาณ 20 ซม. ทำให้ในช่วงเช้าร้านค้าต่าง ๆ ในเขตเทศบาลเมืองอรัญประเทศเริ่มเปิดทำการค้าตามปกติ
ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมใน 7 หมู่บ้านชายแดน ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ พบว่า หลังจากน้ำในคลองพรหมโหดพัดคอสะพานวังชโด หมู่ 1 ต.ท่าข้าม พังเสียหายรถยนต์ทุกชนิดไม่สามารถข้ามสะพานได้ ทำให้ 7 หมู่บ้านชายแดน ต.ท่าข้าม ถูกตัดขาด เจ้าหน้าที่ทหารพราน และ ตำรวจ สภ.คลองลึก ต้องนำเรือท้องแบนไปช่วยรับส่งประชาชนเข้าออกหมู่บ้านมากว่า 8 วันแล้ว ขณะเดียวกันกรมทางหลวงได้เข้าไปซ่อมแซมบริเวณคอสะพานวังชโดให้สามารถใช้การได้ชั่วคราว ทำให้ประชาชนใน 7 หมู่บ้านชายแดน สามารถใช้รถยนต์และเดินทางเข้าออกหมู่บ้านได้ตามปกติแล้ว
พระองค์โสมทรงปรุงอาหารแก่คนอรัญฯ
ต่อมาเวลา 13.00 น. ผู้ประสบภัยน้ำท่วมชาวตลาดเทศบาลเมืองอรัญประเทศ และ ชาว ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ต่างปลื้มปีติที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จไปทรงมอบถุงยังชีพพระราชทานของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมใน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จำนวน 5,300 ชุด โดยประทานแก่ผู้ประสบภัยเขตเทศบาลเมืองอรัญประเทศ จำนวน 3,100 ชุด ชาว ต.ฟากห้วย อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว อีก 900 ชุด และชาว ต.ท่าข้าม จำนวน 1,300 ชุด ณ บริเวณสะพานวังชโด
โอกาสนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงประกอบอาหารบนรถประกอบอาหารมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ประทานแก่ราษฎรผู้ประสบภัยน้ำท่วม ที่มารอรับเสด็จที่จุดประทับ บริเวณสะพานวังชโด หมู่ 1 ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว สร้างความปลาบปลื้มแก่ราษฎรผู้ประสบภัยชาวอรัญประเทศเป็นล้นพ้น
อยุธยาน้ำลด-7อำเภอยังอ่วมจม1-2ม.
ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา หัวหน้าป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำฝนจากทางเหนือหมดแล้ว ทำให้น้ำที่จะไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณน้อย ทางกรมชลประทานจึงจำเป็นต้องเก็บกักน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง จึงลดการระบายน้ำลง ทำให้ระดับน้ำในคลองระพีพัฒน์ที่ไหลไปรังสิตลดลง แม่น้ำป่าสักลดลง 10-15 ซม. แต่น้ำยังท่วมขังตลาดท่าเรือ บริเวณริมถนนสูง 1 เมตร แม่น้ำน้อย จ.ลพบุรี ลดลง 10 ซม. และแม่น้ำเจ้าพระยาลดลง 10 ซม. ส่งผลให้คลองสาขา เช่น คลองบางบาล คลองบางหลวง ลดลง อย่างไรก็ตามน้ำยังท่วมสูงกว่าตลิ่ง 1-2 เมตร ใน 7 อำเภอ คือ อ.ท่าเรือ อ.ผักไห่ อ.บางบาล อ.เสนา อ.บางปะอิน อ.บางไทร และ อ.พระนครศรีอยุธยา
ขณะเดียวกันมีรายงานว่า ชาวบ้านในพื้นที่วัดกระโดงทอง อ.เสนา ซึ่งได้รับความเดือดร้อนน้ำท่วมขังมานานกว่า 3 สัปดาห์ ล่าสุดทาง สตช.ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.สมบัติ ชูชัยยะ รอง ผบก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา นำถุงยังชีพไปมอบให้ผู้ประสบภัยในพื้นที่ดังกล่าว
อ่างทองน้ำลดชาวบ้านโล่ง
ที่ จ.อ่างทอง สถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลายแล้ว โดยระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่าน จ.อ่างทอง ลดระดับลงอีก 15 ซม. ส่งผลให้พื้นที่ประสบอุทกภัยทั้ง 3 อำเภอ สถานการณ์ดีขึ้น บางพื้นที่เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่ประสบอุทกภัยเตรียมการฟื้นฟูบูรณะถนน และสาธารณประโยชน์ที่ได้รับความเสียหาย ส่วนประชาชนเร่งกวาดล้างคราบโคลนเลน และทำความสะอาดบ้านส่วนที่พ้นน้ำแล้ว
นายฉัตรณรงค์ ศิริพร ณ ราชสีมา ปภ.อ่างทอง เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในขณะนี้ลดลงมาอย่างต่อเนื่องใกล้เข้าสู่ภาวะปกติ จากการสำรวจพบว่า ประชาชนได้รับความเดือดร้อน 3 อำเภอ 20 ตำบล 78 หมู่บ้าน 1,620 ครัวเรือน 5,438 คน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 22,453 ไร่
ระยองเร่งทำความสะอาดน้ำลด
ที่ จ.ระยอง มีรายงานว่า พนักงานจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมกำลังทหารเรือรวมกว่า 500 คน กระจายเข้าฟื้นฟูพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม ได้แก่ เขตเทศบาลตำบลทับมา เทศบาลตำบลเนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง โดยเจ้าหน้าที่กระจายทำภารกิจล้างพื้นถนนให้กลับคืนสู่สภาพปกติ เพราะก่อนหน้านี้เกิดฝนตกใน จ.ระยองติดต่อร่วมสิบวัน ส่งผลให้น้ำจากแม่น้ำระยอง และลำคลองสาขาเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนในเขตเทศบาลตำบลทับมา เทศบาลตำบลเนินพระ เทศบาลตำบลเชิงเนิน อ.เมือง จ.ระยอง ระดับน้ำสูงสุด1.20 เมตร ประชาชนถูกน้ำท่วม 3,600 หลังคาเรือน เดือดร้อนกว่า 1 หมื่นคน
สธ.เผยผู้เจ็บป่วยรวม 9 หมื่นราย
ที่ จ.สระแก้ว เมื่อเวลา 13.30 น. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จไปเยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่เทศบาลเมืองอรัญประเทศ และต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยมีนายสรวงศ์ เทียนทอง รมช.สาธารณสุข นพ.สมยศ ศรีจารนัย นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว พญ.สมบัติ ชุติมานุกูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว เฝ้ารับเสด็จ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่บริการตรวจรักษาและตรวจคัดกรองดูแลสุขภาพจิตผู้ประสบภัย จำนวน 2 ทีม ที่เทศบาลเมืองอรัญประเทศและที่ตำบลท่าข้ามด้วย
นายสรวงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วม 26 จังหวัด กระทรวงสาธารณสุขได้ระดมจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกให้การดูแลสุขภาพประชาชนที่ประสบภัยอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง ไม่มีวันหยุด และแจกยาชุดน้ำท่วม เพื่อให้ประชาชนใช้ดูแลสุขภาพเบื้องต้นเมื่อเจ็บป่วยเล็กๆ น้อย เช่น ปวดท้อง เป็นไข้ ปวดศีรษะ ไปแล้วกว่า 3 แสนครัวเรือน จนถึงวันนี้รวม 26 วัน ในภาพรวมหน่วยแพทย์ให้บริการแล้ว 1,553 ครั้ง มีผู้เจ็บป่วยรวม 9 หมื่นราย ไม่มีรายใดอาการรุนแรง ส่วนใหญ่เจ็บป่วยทั่วๆ ไป พบมากที่สุดประมาณ 1 ใน 3 คือ โรคน้ำกัดเท้า รองลงมาคือไข้หวัด และปวดเมื่อย นอกจากนี้ยังได้จัดหน่วยเยี่ยมบ้านผู้ประสบภัยทุกพื้นที่ เพื่อติดตามดูแลโดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว ป้องกันปัญหาขาดยารวมเกือบ 6 หมื่นราย จึงกำชับให้ทุกพื้นที่มีน้ำท่วมสูง และคาดว่าน้ำจะท่วมขังนานให้ปรับบริการทางการแพทย์แก่ประชาชนให้เหมาะสม และดูแลให้ถี่มากขึ้น
เผยคลี่คลายแต่อรัญยังน่าห่วง
ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมใน จ.สระแก้ว มีน้ำท่วม 5 อำเภอ 8 ตำบล ขณะนี้ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว เข้าสู่ระยะการฟื้นฟู โดย อ.อรัญประเทศ มีพื้นที่ประสบภัยมากที่สุด 7 ตำบล ปัจจุบันเหลือ 1 ตำบล รองลงมาคือ อ.เมือง 5 ตำบล ปัจจุบันเหลือ 3 ตำบล สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้จัดระบบบริการ 2 แผน คือ แผนการรักษาพยาบาล ได้ส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการตรวจรักษาประชาชนทุกวัน รวม 112 ครั้ง โดยพบจำนวนผู้เจ็บป่วย 9,244 ราย ร้อยละ 80 เป็นโรคน้ำกัดเท้า มีบาดแผล 76 ราย ไม่มีปัญหาอักเสบติดเชื้อ ดูแลสุขภาพจิต 683 ราย พบว่าเครียดสูง 13 ราย และแผนการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมความสะอาดหลังน้ำท่วม ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่และอสม.ให้ความรู้ประชาชนและเฝ้าระวังโรคที่มาหลังน้ำท่วม ที่สำคัญเช่นโรคฉี่หนู โรคไข้เลือดออก และโรคอุจจาระร่วง การกำจัดขยะ โดยจะตรวจระดับคลอรีนในน้ำประปา และล้างบ่อน้ำดื่มน้ำใช้ ใส่ผงคลอรีนฆ่าเชื้อ ล้างตลาดสด เพื่อสร้างความปลอดภัยแก่ประชาชน
บุรีรัมย์วิกฤติกระทบ 1,018 หมู่บ้าน
ที่ จ.บุรีรัมย์ สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ ขณะนี้มีพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม 22 อำเภอ จากทั้งหมด 23 อำเภอ จำนวน 114 ตำบล 1,018 หมู่บ้าน 10 ชุมชน ราษฎรได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจำนวน 258,597 คน จากจำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ 59,281 ครัวเรือน และมีบ้านเรือนพังเสียหายทั้งหลังอีก 2 หลังคาเรือน ขณะเดียวกันยังมีสถานที่ราชการถูกน้ำท่วมอีก 3 แห่ง วัด 26 แห่ง โรงเรียน 4 แห่ง สะพาน 3 แห่ง ฝายกั้นน้ำ 8 แห่ง และถนนอีกจำนวน 268 สาย ซึ่งเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ครั้งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน ขณะที่ชาวบ้านอาศัยอยู่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวแล้วจำนวน 300 คน ในพื้นที่ อ.โนนดินแดง กับ อ.นางรอง เนื่องจากระดับน้ำท่วมสูงไม่สามารถพักอาศัยอยู่ในบ้านเรือนได้ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ทางการเกษตรอื่นที่ได้รับความเสียหายอีก โดยแบ่งเป็นพืชไร่จำนวน 48,495 ไร่ นาข้าว 189,808 ไร่
22 อำเภอประกาศภัยพิบัติฉุกเฉิน
นายธงชัย ลืออดุลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ประกาศให้ในพื้นที่ 22 อำเภอเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินจากอุทกภัยแล้ว พร้อมดำเนินการช่วยเหลือในเบื้องต้น ด้วยการมอบถุงยังชีพให้ผู้ประสบภัยไปแล้วจำนวน 14,780 ชุด และฟางอัดฟ่อนสำหรับโค-กระบืออีกจำนวน 400 ก้อน ส่วนปัญหาที่ทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่อยู่ติดและใกล้กับแหล่งน้ำ คือลำนางรอง ลำมาศ แม่น้ำชี และแม่น้ำมูล ซึ่งจากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า มีการปลูกสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำที่สาธารณะยื่นเข้าไปในลำน้ำ รวมถึงการถมที่ขวางทางน้ำอีกด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดน้ำท่วมครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทางจังหวัดบุรีรัมย์ได้เร่งดำเนินการขุดลอกวัชพืชต่างๆ ที่ขึ้นกีดขวางในแหล่งน้ำและลำห้วย เพื่อให้การระบายน้ำได้สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงได้ประสานขอรับการสนับสนุนเครื่องผลักดันน้ำจากสำนักงานชลประทานจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 8 เครื่อง เพื่อเข้ามาทำการผลักดัน และระบายน้ำลงสู่แม่น้ำมูล ในเขตพื้นที่ อ.สตึก กับ อ.แคนดง
ขอนแก่นเฝ้าระวังน้ำล้นเข้า 6 อำเภอ
ที่ จ.ขอนแก่น นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ว่า น้ำท่วมจากการเอ่อล้นของลำน้ำชี ซึ่งมีอยู่ 6 อำเภอ ได้แก่ แวงน้อย แวงใหญ่ มัญจาคีรี โคกโพธิ์ไชย ชนบท และบ้านไผ่ พื้นที่นาข้าวเสียหายกว่า 4 หมื่นไร่ พืชไร่เสียหายหมื่นกว่าไร่ ขณะนี้ต้นน้ำมวลใหญ่ไหลเข้าพื้นที่ อ.บ้านไผ่แล้วโดยจะไปที่ อ.บ้านแฮด และอ.เมืองในช่วงสัปดาห์หน้า
นายวินัย สิทธิมณฑล รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ปัจจุบันระดับน้ำในแม่น้ำสายต่างๆ เริ่มสูงขึ้นเช่นกัน ต้องเฝ้าระวังป้องกันเหตุน้ำป่าไหลหลากตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะพื้นที่ อ.เมือง อ.พระยืน อ.บ้านไผ่ อ.บ้านแฮด อ.แวงน้อย อ.แวงใหญ่ อ.ชนบท อ.มัญจาคีรี ส่วนการขอความช่วยเหลือนั้น ทางจังหวัดประสานทางศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 23 และประสานขอเรือทองแบนจาก ปภ.ขอนแก่นตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งยังฝากเตือนประชาชนให้ติดตามข่าวพยากรณ์อย่างใกล้ชิด และจังหวัดสั่งการให้พื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะหมู่บ้านติดริมน้ำชี แจ้งข้อมูล ปภ.ขอนแก่น โทร.0-4333-1358, 0-4323-7283
เชียงใหม่หนาวเย็นหมอกคลุม
แม้หลายพื้นที่ในประเทศไทยจะประสบภาวะน้ำท่วม แต่ในส่วนของภาคเหนือบางพื้นที่เริ่มมีอากาศหนาวเย็นแล้ว เมื่อเวลา 07.00 น. วันเดียวกัน นายวรพจน คุณาวิวัฒนางกูร เวรพยากรณ์อากาศ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ เปิดเผยว่า ความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้จะทำให้บริเวณภาคเหนือตอนบนมีอากาศเย็นโดยทั่วไป กับมีอุณหภูมิลดลงเล็กน้อยในช่วงตลอดระยะปลายสุดสัปดาห์นี้ ภาคเหนือตอนบนมีอากาศเย็นกับมีหมอกบางในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่
ทั้งนี้บริเวณเทือกเขาและยอดดอย อากาศหนาว อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 19-23 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อุณหภูมิสูงสุดวานนี้ วัดได้ 34.3 องศาเซลเซียสที่ อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน ซึ่งลักษณะเช่นนี้จะให้อากาศหนาวเย็นลงในหลายพื้นที่ จ.เชียงใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่ อ.หางดงนั้น ทำให้มีหมอกปกคลุมในช่วงเช้าถึงเที่ยง ประชาชนเริ่มนำเสื้อผ้ากันหนาวมาใส่กันแล้ว เมื่อขับขี่ยวดยานพาหนะมาทำธุระนอกบ้าน เนื่องจากอากาศหนาวเย็น โดยเฉพาะพื้นที่โล่ง หรือใกล้แม่น้ำจะมีหมอกหนาปกคลุมมาก สำหรับรถที่ใช้ถนนสัญจรต้องเปิดไฟเพื่อให้เห็นทัศนวิสัยในการขับขี่
ลำปางเตรียมรับมือหนาวยาว
นายทิวา พันธ์ไม้สี หัวหน้าสถานีอุตุนิยมวิทยาลำปาง เปิดว่า สภาพอากาศในพื้นที่ จ.ลำปาง เริ่มหนาวเย็นลงในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป โดยช่วงเดือนธันวาคมและเดือนมกราคม จะเป็นช่วงที่หนาวที่สุดของฤดูหนาวปีนี้ เนื่องจากมวลอากาศเย็นจะมีกำลังที่แรงขึ้น และเสริมเข้ามาปกคลุมพื้นที่ จึงทำให้มีอากาศที่หนาวเย็นและหนาวจัด จากนั้นในช่วงปลายฤดูหนาวจะอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า จากมวลอากาศเย็นที่มีกำลังอ่อนลง อากาศจะอุ่นขึ้นอย่างช้าๆ และสิ้นสุดฤดูหนาวกลางเดือนกุมภาพันธ์
นายทิวา กล่าวต่อว่า ฤดูหนาวปีนี้ทางสถานีอุตุนิยมวิทยาลำปางขอประกาศเตือนให้บ้านเรือนที่ตั้งอยู่ในหุบเขาและบนยอดเขาเตรียมพร้อมรับมือ เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะเกิดความหนาวเย็นจัดมากกว่าปีที่ผ่านมา อุณหภูมิจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปีที่ผ่านมา 2-3 องศาเซลเซียส ในช่วงสัปดาห์หน้านี้ระหว่างวันที่ 14-17 ตุลาคม 2556 เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว และเป็นช่วงที่เปลี่ยนฤดู บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงระลอกใหม่จากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนอีกครั้งหนึ่ง ทำให้พื้นที่ภาคเหนือรวมถึง จ.ลำปาง เกิดฝนตกประมาณร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ และอุณหภูมิก็จะลดลงทันที 3-5 องศาเซลเซียส
พะเยา-ภูลังกาหนาว 19 องศา
วันเดียวกัน นายสมชาติ พวงพะยอม หัวหน้าวนอุทยานภูลังกา อ.ปง จ.พะเยา เปิดเผยว่า บรรยากาศที่ภูลังกา โดยเฉพาะยอดดอยในช่วงเช้าทุกเช้าวัดอุณหภูมิได้ 19 องศาเซลเซียส ถือว่าอากาศเริ่มเย็นลงและหนาวแล้ว แต่ยังไม่พร้อมที่จะเป็นสถานที่รองรับนักท่องเที่ยวได้ เนื่องจากบางวันยังมีฝนตก ความชื้นในอากาศค่อนข้างสูง ทำให้การเดินทางขึ้นไปถึงยอดดอยลำบาก แม้รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อไม่สามารถขึ้นได้ เพราะถนนลื่น พื้นหญ้ามีความชื้น หยดน้ำ ได้วางแผนพร้อมเปิดพื้นที่รับคณะนักท่องเที่ยวขึ้นเที่ยวและพิชิตยอดดอยภูลังกา ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตาม จากสถิตินักท่องเที่ยวมาเที่ยวภูลังกาปีที่ผ่านมาประมาณ 1.3 หมื่นคน ปีนี้คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวมากขึ้นไม่น้อยกว่า 1.8 หมื่นคน หรืออาจทะลุถึง 2 หมื่นคน เนื่องจากปัจจัยสำคัญคือ 1.อากาศหนาวที่มาเยือนเร็วขึ้น 2.ประชาชนไม่พะวงเรื่องปัญหาภัยธรรมชาติน้ำท่วมเหมือนปีที่ผ่านมา และ 3.ประชาชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อและใช้จ่ายจะเที่ยวมากขึ้น



