
'สรรเพชญ'ฟังธงรัฐตำรวจถึงเวลาพังแน่
'ปู'ปลุกตำรวจพัฒนาตัวเองให้ทันโลก 'โอ๊ค'โพสต์อัด'อภิสิทธิ์'ทำอะไรกับตร. ลูกเมียตร.ไทยไม่เคยลืม 'สรรเพชญ'อดีตนายตำรวจรุ่นพี่'ทักษิณ'ฟังธงรัฐตำรวจถึงเวลาพังแน่
ที่สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อเวลา19.20น. วันที่ 13 ต.ค.2556 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานงานเลี้ยงรับรองเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2556 โดยมี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ให้การต้อนรับ นอกจากนี้ยังมีพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี รวมถึงผบ.เหล่าทัพร่วมงาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ซึ่งแต่งกายด้วยชุดราตรีสีม่วงเดินทางมาถึงสโมสรตำรวจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ถ่ายภาพร่วมกับผบ.เหล่าทัพ จากนั้นน.ส.ยิ่งลักษษณ์ได้กล่าวเพื่อเป็นเกียรติในงานฯว่า ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตระหนักว่าเป็นภารกิจที่สำคัญ ขอให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ สมกับการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ และอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนพัฒนาตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณในวิชาชีพ ใช้ความรู้ความสามารถบริการประชาชนด้วยความเสมอภาค และขอให้ภูมิใจอาชีพที่ได้ดูแลประชาชน
'โอ๊คโพสต์'อัด'อภิสิทธิ์'ทำอะไรกับตร.ลูกเมียตร.ไทยไม่เคยลืม
ขณะที่ช่วงเย็นนายพานทองเเท้ ชินวัตร โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า "ฉลองวันตำรวจแห่งชาติในวันนี้ ด้วยคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่ล่าสุดได้มีคำสั่งให้... "เพิกถอนประกาศ สำนักนายกรัฐมนตรี (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ที่ได้แต่งตั้งรองผบ.ตร. ปี 2552 เนื่องจากเป็นการใช้ดุลพินิจในการแต่งตั้ง ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" ครับ คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดนี้ ยืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง กรณีพลตำรวจเอกชลอ ชูวงษ์ ได้ยื่นฟ้อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการคัดเลือกฯ ซึ่งศาลปกครองกลาง ได้มีคำสั่งให้เพิกถอนประกาศดังกล่าวฯ แทนที่ผู้ถูกร้องจะคืนความเป็นธรรมให้ พล.ต.อ.ชลอ ชูวงษ์ ตั้งแต่ปี 2553 แต่กลับอุทธรณ์กับศาลปกครองสูงสุดอีก
พล.ต.อ.ชลอ ชูวงษ์ รับราชการตำรวจมาทั้งชีวิต ไต่เต้าขึ้นมาจากยศร้อยตำรวจตรี จนกระทั่งได้เป็นนายพลตำรวจ ในคำพิพากษายังได้ระบุว่า พล.ต.อ.ชลอ ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย เป็นที่ยอมรับในความรู้ความสามารถ มีอาวุโสเป็นอันดับที่1 ที่จะต้องได้ดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. แต่คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี(นายอภิสิทธิ์ฯ) กลับแต่งตั้งผู้อื่นดำรงตำแหน่งแทน ซึ่งหากวันนั้นพล.ต.อ.ชลอ ชูวงษ์ ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้อง ตามหลักธรรมาภิบาลอย่างมีคุณธรรมแล้ว ตำแหน่งสูงสุดของการรับราชการตำรวจ ซึ่งถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของวงศ์ตระกูล ก็อยู่ใกล้แค่เอื้อมครับ
ผมฟังดูแล้วเหมือนกับกรณี ที่มีกระบวนการนอกรัฐธรรมนูญ ไปดำเนินการในค่ายทหาร ทำให้หัวหน้าพรรคฯที่แพ้เลือกตั้ง ซึ่งพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ได้ต้องการให้มาเป็นนายกฯ กลับได้เป็นนายกรัฐมนตรีของไทย ส่วนพรรคฯที่ได้รับคะแนนเลือกตั้งสูงสุด ต้องหลุดจากการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล กลับมาเป็นฝ่ายค้านแทน ซึ่งก็สอดคล้องกับทฤษฎี ต้นไม้พิษย่อมออกลูกมาเป็นผลไม้พิษ ที่มักจะมีการสืบทอดพิษสงของมัน ไปตามดอกผลต่างๆ ดังนั้นนายกฯที่มาด้วยวิธีแบบนี้ ก็ย่อมแต่งตั้งคนของตนด้วยวิธีเช่นเดียวกัน พล.ต.อ.ชลอฯก็คือ1 ในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากต้นไม้พิษนี้ครับ
พรรคประชาธิปัตย์ และสาวกสลิ่ม-แมลงสาบ ทั้งหลาย มักจะมีความคิดฝังหัวว่า ตำรวจส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด เป็นตำรวจมะเขือเทศที่ยืนข้าง พ.ต.ท.ทักษิณฯ จึงทำให้คนกลุ่มนี้ มีความรู้สึกที่เป็นลบ กับวงการตำรวจมาโดยตลอด โดยคนของพรรคฯนี้ลืมมองไปว่า สิ่งที่ผลักดันให้ตำรวจไทย มีจุดยืนแบบนี้ ก็เพราะสิ่งที่ตัวเองทำเอาไว้กับวงการตำรวจไทยนั้น มันเหลือคณานับจริงๆครับ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่มีคุณธรรม โดยการเรียกเก็บเงินจากคนที่ทำตัวเป็น กระดาษแปะข้างฝา ข้างตัวผู้มีอำนาจ การทุบโรงพักดีๆเพื่อสร้างโรงพักเข้มแข็ง396แห่ง และกรณีของวีระบุรุษผู้เสียสละ ที่ชื่อ"จ่าเพียรฯ" ซึ่งเสียสละความสุขส่วนตัวมาชั่วชีวิตแล้ว ต้องการขอย้ายตัวเอง เพื่อกลับมาใช้ชีวิตในบั้นปลายกับครอบครัว แต่ก็ไม่ได้รับการพิจารณา จนกระทั่งต้องเสียสละชีวิตตัวเองในที่สุด
เรื่องแบบนี้อยากให้ พี่น้องประชาชนทั่วไปช่วยจดจำ และร่วมตามหาผู้ที่จะต้องรับผิดชอบกับการกระทำที่มิชอบต่างๆเหล่านี้ด้วย อย่างน้อยก็เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ให้กับพี่น้องตำรวจไทยเนื่องในวันตำรวจไทยวันนี้ด้วยครับ เพราะเรื่องแบบนี้พี่น้องตำรวจไทย ตลอดจนครอบครัวลูกเมียของตำรวจไทย ไม่เคยลืม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกของอดีตนายตำรวจที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยิ่งจำฝังใจ ไม่เคยลืมครับ"
ผบ.ตร.สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ร.4เนื่องในวันตำรวจ
พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. เป็นประธานประกอบกิจกรรมในวันตำรวจ โดยวันที่. 13 ตุลาคม 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีพระบรมราชโอการ ให้รวมกองตระเวนและกรมตำรวจภูธรเป็นกรมเดียวกัน โดยพิธีในวันนี้ เริ่มตั้งแต่ 06.29 น. พิธีบูชาพระภูมิหน้า สตช. พิธีบูชาพระนารานณ์ หน้าอาคาร 18 พิธีบูชาพระนิรันตราย(จำลอง) วางพานพุ่มดอกไม้สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.4 พิธีสงฆ์ ณ ห้องสารสิน และพิธีสักการะ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ณ ห้องโถงชั้น 3 อาคาร 1
และในช่วงเวลา 13.00 น. ผบ.ตร.เป็นประธานในพิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ณ อนุสาวรีย์ผู้พิทักษ์รบใช้ประชาชน หน้าหอประชุมชุณหะวัน รร.นรต.นครปฐม ก่อนจะเป็นประธานกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของนักเรียนนายร้อยตำรวจ ณ ลานฝึกศรียานนท์ รร.นรต.และในช่วงตอนเย็น 18.30 น. เลี้ยงรับรองเนื่องในวันตำรวจ ณ สโมสรตำรวจ ถ.วิภาวดีฯ
ทั้งนี้พล.ต.อ.อดุลย์มีสารถึงเพื่อนข้าราชการตำรวจเนื่องในโอกาสวันตำรวจ 13 ต.ค. ปีนี้ว่า เพื่อนข้าราชการตำรวจที่รักทั้งหลาย เนื่องในโอกาสวันตำรวจได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่ง ในวันที่ 13 ตุลาคม ศกนี้ ผมขอส่งความระลึกถึง ความปรารถนาดี และความห่วงใยมายังพี่น้องประชาชน และเพื่อนข้าราชการตำรวจทุกท่าน ด้วยความจริงใจ การปฏิบัติภารกิจของข้าราชการตำรวจในรอบปีที่ผ่านมา
ผมได้รับทราบถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจ ทุ่มเท เสีลสละ และอุทิศตน เพื่อร่วมแรงร่วมใจกันในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชน เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยภายในบ้านเมือง โดยมิได้เห็นแก่ความเหนื่อยยาก แม้บางครั้งจะต้องเสี่ยงกับภัยอันตรายจนต้องเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อให้ได้มาซึ่งความผาสุกของประชาชน ตำรวจทุกนายก็มิได้ย่อท้อหรือเกรงกลัว โดยเฉพาะการปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่คนร้ายต่อสู้และปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผมจึงขอขอบคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้
อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอันใกล้นี้ ประเทศชาติของเราจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ดันนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติจ้ะต้องมุ่งมั่นและพัฒนาเพื่อให้รองรับสถานการณ์ทีเปลี่ยนแปลงไป ขอให้พี่น้องข้าราชการตำรวจทุกนาย ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้รอบด้าน พัฒนาความรู้ความสามารถ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียมต่อไป
และสิ่งสำคัญ ที่ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่คู่สังคมด้วยดีตลอดมา คือการช่วยเหลือ การสนับสนุน และการชี้แนะจากพี่น้องประชาชนทุกท่าน เพื่อให้ตำรวจมีความพร้อมในการที่จะปฏิบัติเพื่อนให้เป็นไปในแนวทางที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน ซึ่งตำรวจทุกนายจะพยายามและมุ่งมั่นพัฒนาตนเองให้เป็นตำรวจมืออาชีพ ยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้
'สรรเพชญ'ฟังธงรัฐตำรวจถึงเวลาพังแน่
ขณะที่พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล อดีต ผบช.ประจำกรมตำรวจ นายตำรวจรุ่นพี่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมตรี ได้กล่าวเตือนสติรุ่นน้องที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพุทธพาณิชย์เนื่องในวันตำรวจว่า พุทธพาณิชย์ที่มีการโปรโมทกันนั้นส่วนใหญ่แล้วไม่มีความศักดิ์สิทธิ์จริง เพราะเป้าหมายของผู้ที่สร้างวัตถุมงคลในอดีตนั้นก็เพื่อต้องการสืบสานพระพุทธศาสนา ดังนั้นตำรวจควรจะชี้แนะประชาชนในแนวทางที่ถูกต้อง เพราะหากมีประชาชนฟ้องร้องสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคแล้วอาจจะตกเป็นจำเลยเสียเองได้ หรือเท่ากับสนับสนุนพระที่เป็นโจรปล้นประชาชน
พร้อมกันนี้พล.ต.ท.สรรเพชญกล่าวถึงกรณีที่ตำรวจถูกมองพฤติกรรมเป็นรัฐตำรวจว่า ถึงเวลารัฐตำรวจนั้นก็จะพังไปเองเหมือนกันในอดีตและตำรวจนั้นแหละจะเสียใจเอง เพราะกว่าจะฟื้นศรัทธาให้เกิดขึ้นกับประชาชนนั้นยากมาก ส่วนจะเป็นเวลาไหนนั้นถึงเวลาจะบอก และทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดวงชะตาของประเทศ ประกอบกับปัจจุบันนี้ยังไม่มีพรรคการเมืองที่เป็นที่พึ่งของประชาชนและเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเหมือนกันประเทศเพื่อนบ้าน



