ข่าว

'จาตุรนต์'แนะแก้รธน.ปิดทางศาลก้าวก่าย

'จาตุรนต์'แนะแก้รธน.ปิดทางศาลก้าวก่าย

13 ต.ค. 2556

รำลึก 14 ตุลา 'จาตุรนต์' ชี้ ตุลาการของไทยไม่มีการยึดโยงกับปชช. แนะต้องรีบแก้รธน.ปิดช่องทางที่ศาลรธน.จะมาก้าวก่ายการแก้ไข

 

                            13 ต.ค. 56  เมื่อเวลา 07.00 น. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์  คณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ ร่วมกับมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตบ สมาคมญาติ และวีรชน 14 ตุลา 16 ร่วมจัดงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลา โดยบรรยากาศในช่วงเช้าเป็นพิธีรำลึกและสดุดีวีรชน ด้วยการตักบาตรพระสงฆ์ 40 รูป และพิธีวางพวงมาลาไว้อาลัยแด่วีรชนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โดยผู้แทนญาติวีรชน 14 ตุลา ผู้แทนฝ่ายประชาธิปไตย กรรมกรและชาวนา ผู้แทนเยาวชน นิสิต นักศึกษา ณ ฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน

                            จากนั้นเวลา 09.00 น.ได้มีการเคลื่อนขบวนประชาชนที่เข้าร่วมงานรำลึกผ่านถนนราชดำเนินกลางไปยังหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยระหว่างการเคลื่อนขบวนได้มีการหยุดยืนสงบนิ่งบริเวณที่มีผู้เสียชีวิตเป็นระยะ

                            โดยนายจรัญ ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ เป็นประธานกล่าวเปิดงานว่า วันที่ 13 ต.ค. 16 เมื่อ 40 ปีที่แล้วมีนักศึกษาแน่นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คนหลายแสนมาเดินขบวนจนไปถึงมีผู้เสียชีวิต ในเวลานั้นไม่มีใครคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เสียชีวิตแบบนั้น โดยวันที่ 14 ตุลา เป็นการต่อสู้กับระบอบเผด็จการทหาร ซึ่งผลที่สำคัญของ 14 ตุลา คือทำให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตย แต่มาสะดุดที่เหตุการณ์รัฐประหารในเวลาต่อมา ทั้งนี้ถ้าไม่มี 14 ตุลา ตนคิดไม่ออกว่าประชาชนจะมีสิทธิเสรีภาพหรือไม่

 

                            ต่อมาได้มีการแสดงปาฐกถาโดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในวาระ 40 ปี 14 ตุลา 16 หัวข้อ "อดีต ปัจจุบัน อนาคตประชาธิปไตยไทย" โดยนายจาตุรนต์ กล่าวว่า เมื่อ 37 ปีก่อนก็เคยมาพูดบนเวทีนี้ในฐานะประธานสโมสรนักศึกษา ส่วนในเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ตนไม่ได้เป็นแกนนำเคลื่อนไหวอะไร ทั้งนี้เหตุการณ์ 14 ตุลา เกิดจากการที่ผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญถูกจับกลายเป็น 13 กบฏ จนเกิดเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลา โดยการเรียกร้องรัฐธรรมนูญเป็นเพราะไม่ต้องการให้บ้านเมืองไม่มีกฎ อย่างไรก็ตามตนคิดว่าเจตนารมณ์ 14 ตุลา มีบทบาทมาก และมีการต่อต้านรัฐบาล แต่ไม่ได้เป็นการล้มรัฐบาล จนได้ประชาธิปไตยมา จากนั้นก็เกิดการรัฐประหารในปี 49 มีเหตุผลหลายประการ การรัฐประหารปี 49 ใช้ผู้นำกองทัพในการทำรัฐประหาร ซึ่งในเวลาต่อมาผู้ที่ทำรัฐประหารก็ได้แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจที่แท้จริง แต่มีผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าอยู่บนเป็นแผงๆ อย่างไรก็ตามการใช้กองทัพเป็นเพียงใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในนการยึดอำนาจเท่านั้น

                            "ฝ่ายตุลาการประเทศไทยไม่เคยปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งตุลาการของไทยแตกต่างกับหลายประเทศ โดยตุลาการของไทยไม่มีการยึดโยงกับประชาชน เพราะเป็นผลพวงมาจากการรัฐประหาร สุดท้ายแล้วตุลาการไม่ได้ทำให้การเมืองดีขึ้น แต่ยิ่งทำก็ยิ่งทำให้การเมืองแย่ลง"

                            นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า กลุ่ม 13 กบฏเรียกร้อง เพราะต้องการให้มีกฎหมายสูงสุด แต่รัฐธรรมนูญปี 49 ไม่ได้มุ่งให้ประชาชนเป็นใหญ่ แต่เป็นรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นเพื่อให้หลักประกันว่าประชาชนจะไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงประเทศ โดยหลังการรัฐประหารปี 49 มีลักษณะพิเศษคือ ไม่มีฝ่ายใดชนะเด็ดขาด เป็นลักษณะการชักเย่อแบบยืดเยื้อประชาธิปไตย จึงเป็นปัญหาคู่ตลอดของการเมืองไทยจนถึงทุกวันนี้ ทั้งนี้เมื่อรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย ก็ได้จัดการกับรัฐบาลไปหลายครั้ง แสดงให้เห็นว่าอำนาจอยู่ที่ประชาชน อย่างไรก็ตามสำหรับปัจจุบันตนมองว่าไม่มีประชาธิปไตยเพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหาร ดังนั้นอนาคตประชาธิปไตย มีจุดร่วมอย่างมากกับการเคลื่อนไหว 14 ตุลา ที่ไม่ต้องการเผด็จการ โดยถ้าประเทศมีประชาธิปไตยประเทศจะเดินหน้าได้

                            "สิ่งที่ต้องทำคือรีบแก้มาตรา 190 และขั้นตอนต่อไปแก้มาตรา 68 เพื่อปิดช่องทางที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมาก้าวก่ายการแก้รัฐธรรมนูญ และเดินหน้าแก้มาตรา 291 เพื่อจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตย อย่างไรก็ดีถ้าจะเป็นประชาธิปไตยต้องมีระบบตรวจสอบที่ดี ให้มีระบบตรวจสอบการคอร์รัปชันโดยประชาชน ไม่ใช่ไม่ยึดโยงกับประชาชนอย่างปัจจุบันที่มี ป.ป.ช. ทั้งนี้ระบบพรรคการเมืองต้องเข้มแข็งขึ้น และที่สำคัญมากคือ พลังประชาชน ปัจจุบันประชาชนมีความเข้าบ้านเมืองมาก ตราบใดที่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยพลังประชาชนมีความสำคัญ"

 

                            นอกจากนี้ได้มีการปาฐกถาโดย นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลา หัวข้อ "เจตนารมณ์ 14 ตุลา" ว่า 14 ตุลา เป็นการต่อสู้ที่มีชีวิตเป็นเดิมพัน เจตนารมณ์การต่อสู้ 14 ตุลา เป็นการต่อสู้กับสิ่งที่ไม่เป็นธรรม อยากเห็นประเทศไทยเป็นดินแดนเสรีภาพ และเป็นธรรม โดยประชาธิปไตยที่เราปราถนาไม่เป็นเพียงระบอบของผู้นำที่ปะแป้งให้ดูดีกว่าเดิมเท่านั้น แต่ต้องสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ ก็เปรียบเสมือนคนเราจะบรรลุเสรีชนได้อย่างไรถ้าไม่สามารถเลือกรัฐบาลที่ตนต้องการได้ ส่วนความเป็นธรรมเราจะไปถึงจุดนั้นไม่ได้ ถ้าผู้ที่ถูกเอาเปรียบไม่ลุกขึ้นสู้ อย่างไรก็ตามประชาธิปไตยให้เราเป็นนายของตัวเอง มีความเป็นพลเมืองเท่าเทียมกัน การเคลื่อนไหวของกรรมกรในช่วงหลังจึงถูกป้ายสีอย่างเป็นระบบ พวกเขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อสกัดกั้นชาวนา ถึงอย่างไรก็ดีการต่อสู้ไม่อาจสิ้นสุดลง หลังปี 49 ประเทศไทยตกอยู่ในสงครามกลางเมือง การต่อสู้ด้วยอาวุธนักศึกษา (ใช้นักศึกษาเป็นอาวุธ) ขยายออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง แต่สงครามไม่ใช่สิ่งปราถนาของใคร แต่ถ้าเลือกการตอบโต้แบบถึงเลือดถึงเนื้อกับเลือกชีวิตแบบไร้สักศรี ก็ต้องเลือกแบบถึงเลือดถึงเนื้อ ถึงอย่างไรก็ดีการไม่ยอมของคนหนุ่มสาวในขณะนั้นทำให้รัฐต้องตระหนักว่าเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว โดยสาเหตุที่ทำให้ประชาธิปไตยไม่สามารถมั่นคงได้ ตนคิดว่ามีอุปสรรคอยู่ 3 อย่าง คือ 1. อิทธิพลของคนชั้นนำ 2. การครอบงำของมหาอำนาจนิยม และ 3. ฐานประชาธิปไตยไม่คงเส้นคงวา

                            นายเสกสรรค์ กล่าวอีกว่า เราต้องยอมรับว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ใหม่สำหรับประเทศไทยที่มีอายุหลายร้อยปี ประชาธิปไตยจะขยายตัวไม่ได้ถ้าไม่แย่งพื้นที่จากระบบอื่น อันนี้เป็นกฏของสังคม ตลอด 40 ปี จึงหมุนเวียนการรัฐประหาร สลับกับรัฐบาลเลือกมา มีการพลีเลือดครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งนี้ระบอบอำนาจนิยมเป็นสิ่งที่ล้าหลังทำไมกลุ่มคนชั้นนำจึงไม่เปิดใจยอมรับ นอกจากจะรักษาสัดส่วนที่คนชั้นนำเก่าคิดเป็นพื้นที่ของตนเอง เราต้องยอมรับว่าสังคมไทยมีความคิดอุปธรรมนิยมไม่น้อย ประชาธิปไตยไทยยังไม่มีฐานวัฒนธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นไปได้ว่า ผู้ที่มีวัฒนธรรมออกมาโค่นรัฐบาล หนุนรัฐประหารโดยไม่คำนึงถึงผลระยะยาว อย่างไรก็ตามการที่เหตุการณ์ 14 ตุลา เกิดขึ้นได้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าประชาชนมีพลังมากที่พลักรัฐอำนาจนิยมออกไปได้ ประชาธิปไตยไทยจำเป็นต้องมีฐานที่มั่นคง ไม่อย่างนั้นจะเสียได้ ถึงอย่างไรก็ดีในอดีตนักศึกษาและปัญญาชนเป็นหน่วยหน้า มาถึงยุคโลกาภิวัฒน์สังคมไทยเปลี่ยนแปลงมา มหาวิทยาลัยโดนยึดโดยลูกหลานผู้มีเงิน และไม่มีสำนึกกับชนชั้นผู้เสียเปรียบ ดังนั้นในปัจจุบันไม่มีขบวนนักศึกษาแบบเดิม

                            นายเสกสรรค์ กล่าวต่อว่า น่าเสียดายกลุ่มคนชั้นกลางเข้าข้างทุนนิยม ที่มีการขยายตัวมากขึ้น คนชั้นกลางไม่ค่อยสนใจผู้ที่อยู่ล่างกว่าตน สนใจแต่เรื่องส่วนตัว ที่หลุดลอยไปจากความถูกต้อง ในนัยยะทางการเมืองหมายความว่า คนชั้นกลางเก่ามีความอ่อนไหวสูงที่กระทบต่อเศรษฐกิจ เช่นนี้แล้วประเทศไทยจึงขาดพลังดันแบบน่าเสียดาย "ใครเล่าจะต้องการเสรีภาพเท่ากับคนที่เสียผลประโยชน์" นายเสกสรรค์ กล่าวและว่า ปัญหาในขณะนี้พลังใหม่จะนำประเทศไปได้ไกลแค่ไหน และจะต้านระบบเก่าได้หรือไม่ เพราะอำนาจเก่าก็ไม่ยอมเสียพื้นที่ให้ จึงนำพาไปสู่ความขัดแย้ง ความเสียเปรียบทางชนชั้น ตามความเห็นส่วนตัว พลังประชาชนเล็กคือกลุ่มคนชั้นกลางชนบทเป็นแรงขับเคลื่อนการเมืองไทย ที่ต่อต้านระบอบอำนาจนิยมได้ แต่ไม่เพียงพอขยับประชาธิปไตยไปจุดใหม่ได้ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงการเมืองย่อมมีผู้ที่ได้ประโยชน์และเสียผลประโยชน์ การรัฐประหารปี 49 เป็นการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ที่เป็นการพยายามพาประเทศไทยไปสู่ก่อนปี 40 ที่มีระบอบอำนาจนิยมอยู่บางส่วน ทั้งนี้ความขัดแย้งที่สุดคือกลุ่มคนชั้นนำเก่า กับกลุ่มคนชั้นนำใหม่ การรัฐประหารครั้งนั้นจึงมีสังคมรองรับ การรัฐประหารยังเป็นการประเมินกำลังต่อสู้ด้วย

                            "ผมมีข้อเสนอคือ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเพื่อเป็นการพัฒนาระบอบการเมือง ไม่ใช่เพื่อรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่เป็นการต่อสู้เพื่อให้ได้มาประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ยกเว้นเป็นการปกป้องรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยเพื่อให้ประธิปไตยอยู่ได้ คือต้องปกป้องกลไกประชาธิปไตยด้วย อย่างไรก็ตามองค์ประกอบสำคัญของประชาธิปไตยก็คือประชาชน ทั้งนี้ผู้รักประชาธิปไตยที่รักพรรคการเมืองต้องรู้จักวางเฉยบ้างให้กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยได้แสดงความคิดเห็น ท้ายสุดขบวนประชาธิปไตยไม่สามารถนำโดยคนชนชั้นเดียวได้ถึงแม้จะมีจำนวนมากก็ตาม ต้องมีหลายชนชั้น ต้องทำให้ทุกชนชั้นรู้สึกว่าระบอบปกครองไม่ดีและจะต้องช่วยกันรักษา ทั้งนี้สังคมจะอยู่รอดหรือไม่ขึ้นอยู่กับการปกครอง และผมในฐานะผู้นำนักศึกษาขอฝากไว้ว่า การด่าคนอื่นแบบสูตรสำเร็จไม่ใช่เป็นการต่อสู้ที่แท้จริง"

 

                            ต่อมานายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ ได้ทอล์กโชว์เนื่องในงานฉลอง 40 ปี 14 ตุลา โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า เหตุการณ์ 14 ต.ค. 16 เป็นการส่งไม้ต่อมายังปัจจุบัน แต่ต้องดูด้วยว่าคนที่ส่งไม้ให้เราเป็นซีกไหน ถ้าคนที่มาในวันนี้ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นกลุ่มที่จัดงานในวันที่ 14 ต.ค. ต้องระวังว่าจะเป็นไม้หน้าสามหรือไม่ เนื่องจากเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 มีคนเข้าร่วมจำนวนมาก จึงมีการจัดงานในภาควันนี้กับพรุ่งนี้ ถ้าเจอนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ อดีตนากยรัฐมนตรีคงไม่เหลือคนมากให้จัดได้แบบนี้

                            นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ตนดูประวัติศาสตร์การต่อสู้ของเหตุการณ์ 14 ต.ค. 16 มีเรื่องน่าเจ็บปวด แต่บางเรื่องก็มีเรื่องหน้าเจ็บใจ งานรำลึกของประเทศไหนก็ตามรวมทั้งประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นการจัดงานของผู้สูญเสียทั้งสิ้น ท่านเคยเห็นเผด็จการณ์ผู้เข่นฆ่าจัดงานรำลึกการเข่นฆ่าประชาชนหรือไม่ เหตุการณ์ 14 ต.ค. 16 ถ้าพูดประสาคนยังไม่เกิดแบบตนคือการล้มวงศ์วานว่านเครือของจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องมีการชำระประวัติศาสตร์ให้ได้รับความเป็นธรรม ตนเห็นพี่น้องชาวขบวนการ 14 ต.ค. 16 จนถึง 6 ต.ค. 19 ตนก็มีความยินดีและยึดเป็นแนวทางในการต่อสู้ แต่ตนประหลาดใจคนที่เคยไล่จอมพลถนอมและเครือข่าย แต่วันนี้หลายคนกลับมารับใช้รัฐประหารและเปิดประตูให้เผด็จการ และปกป้องพวกที่เข่นฆ่าประชาชน การแสดงออกแม้ต่างกรรมต่างวาระแต่จุดยืนควรตรงไปตรงมาในเรื่องการต้านรัฐประหาร แต่อีกฝ่ายหนึ่งกลับไปบอกว่าต้องสนับสนุนโดยบอกว่าเป็นรัฐประหารที่ชอบธรรมและเข้าเงื่อนไข ตนไม่มีทางเข้าใจจริง เชื่อว่าใครก็ตามที่เคารพในเหตุผลและความเป็นจริงจะไม่มีวันเข้าใจในข้ออ้างนั้น แต่อะไรๆ ก็เกิดขึ้นในประเทศไทยได้ ที่ผ่านมาตนคิดว่าสังคมไทยได้เรียนรู้ตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ต.ค. 16 แต่ก็ยังเกิดการรัฐประหาร 19 ก.ย. 49 และเหตุการณ์เดือน พ.ค. 53 ก็ยังเกิดขึ้นอีก เพราะมีเงื่อนไขขับเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา เหตุการณ์การต่อสู้ของคนเสื้อแดงเป็นประวัติศาสตร์ปลายเปิดที่รอการบันทึกต่อไป ถามว่าเมื่อไรมันจะจบตนก็ไม่ทราบ แต่ยืนยันว่าจะเป็นการจบด้วยชัยชนะของประชาชนแน่นอน

                            นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า อยากจะเรียนว่าในประวัติศาสตร์ทุกหน้าของประเทศไทยไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่มีใครประกาศตัวตนว่าเอาพลังของมวลมหาประชาชนได้ทั้งหมดนั้นไม่มี ทุกเหตุการณ์มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน ที่ใดมีการกดขี่ที่นั่นมีการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นเดือนไหน และไม่ต้องรู้ด้วยว่าจะไปจบเอาเดือนไหน มีหลายคนในเดือนต.ค.ที่ต่อสู้มาจน 40 ปีแล้วเขาพิสูจน์ให้เห็น แต่มีเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเจ็บปวดน่าคิดเชื่อมโยงกันได้คือมีการยื่นอำนาจให้นายอภิสิทธิ์ในค่ายทหาร เป็นส้มที่หล่นลงมาจากฝ่ายเผด็จการทั้งหลายให้นายอภิสิทธิ์ และนายอภิสิทธิ์ รับอย่างน่าชื่นตาบาน ตนออกมายืนสู้ไม่เคยกลัวเผด็จการจอมปลอมเพราะไม่น่ากลัว แต่ประชาธิปไตยจอมปลอมน่ากลัวมาก และพี่น้องประชาชนต้องร่วมกันต่อสู้ต่อไป

 

                            จากนั้นในช่วงเย็นได้มีกิจกรรมการแสดงดนตรีและบทกวี การแสดงละคร "เจ้าสาวหมาป่า" โดยประกายไฟ การแสดงลิเกกายกรรมเรื่อง "บัลลังก์เลือด" โดยมะขามป้อม การแสดงดนตรีวงไฟเย็น และการแสดง "งิ้วธรรมศาสตร์ 19" เรื่อง เปาบุ้นจิ้น ตอนสะสางคดี 6 ศพ