
เลือกตั้งเยอรมนี'สี'ที่ต้องเลือก-ชัยชนะไม่เบ็ดเสร็จ
เลือกตั้งเยอรมนี'สี'ที่ต้องเลือก-ชัยชนะไม่เบ็ดเสร็จ : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์
อุณหภูมิราว 13 องศา ที่กรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของประเทศเยอรมนีในช่วงปลายเดือนกันยายนไม่ได้ช่วยทำให้อุณหภูมิทางการเมืองลดความร้อนแรงลงแต่อย่างใด ในฐานะสื่อมวลชนไทยที่ร่วมคณะไปกับนักข่าวจากนานาประเทศอีก 27 ชีวิตมีโอกาสได้ไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งทั่วไปของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีครั้งที่ 18 ตั้งแต่วันที่ 19-24 กันยายน ตามคำเชิญของกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีและสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย
เยอรมนีปกครองตามระบอบประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ ประกอบด้วย 16 รัฐ ซึ่งปกครองด้วยรัฐสภาและรัฐบาลของตนเอง การเลือกตั้งทั่วไปมี 2 ระบบคือ ส.ส.เขตและส.ส.บัญชีรายชื่อ (เลือกพรรค) เมื่อได้จำนวนที่นั่ง ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรหรือที่เรียกว่า บุนเดสท้ากแล้ว สภาผู้แทนราษฎรจะทำหน้าที่เลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมีวาระในการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ระบบจะคล้ายกับประเทศไทย สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้มีคู่แข่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ 2 คนคือ นางแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรี จากพรรคอนุรักษนิยม สหภาพคริสเตียน หรือซีดียู และนายเพียร์ ชไตน์บรูก จากพรรคเอียงซ้าย สังคมประชาธิปไตย หรือเอสพีดี
แม้ว่าบรรยากาศการหาเสียงในกรุงเบอร์ลินค่อนข้างเงียบเหงาแต่ก็เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีรถหาเสียงที่มีเสียงพูดจากโทรโข่ง มีเพียงป้ายหาเสียงแนะนำผู้สมัครที่มีขนาดไม่ใหญ่นักติดตามเสาไฟฟ้า ป้ายหาเสียงขนาดใหญ่ของพรรคการเมืองหลักๆ จะตั้งอยู่ตามเกาะกลางถนนใจกลางเมือง ไม่ดูรกเกะกะสายตาหรือบดบังทัศนวิสัยอย่างบ้านเรา การทำลายป้ายหาเสียงมีให้เห็นบ้าง อย่างป้ายของแมร์เคิลจะมีคนเอาปากกาไปเจาะตรงลูกตาหรือวาดหน้าวาดตาใหม่ให้เธอ
ไฮไลท์ของทริปนี้อยู่ที่การได้เข้าไปฟังแมร์เคิลปราศรัยครั้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งที่เทมโพโดรม ซึ่งมีรูปร่างคล้ายเต็นท์สวนสนุกที่ตั้งอยู่ข้างกำแพงเบอร์ลินเดิมทางตะวันตกของจัตุรัสโพสท์ดามเมอร์
เสียงตะโกนเรียก “แองจี้ แองจี้ แองจี้” ดังกระหึ่มกึกก้องเทมโพโดรมที่จุคนเต็มราว 4,000 คน แฟนๆ แมร์เคิลส่วนใหญ่อยู่ในวัยกลางคนขึ้นไป ภายในงานตกแต่งด้วยของตกแต่งที่เป็นสีส้มซึ่งเป็นสีตัวแทนพรรคซีดียู
บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน มีการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินและน่าจะมีการร้องเพลงที่แต่งให้แมร์เคิลโดยเฉพาะด้วย เพราะได้ยินชื่อของเธอในบทเพลงหลายครั้ง แฟนๆ ผู้สนับสนุนถือป้ายชื่อ “แองจี้” (Angie) และ “ประสบความสำเร็จไปด้วยกัน” (Successful Together) เป็นภาษาเยอรมันซึ่งเป็นสโลแกนหาเสียงของพรรคและร้องเพลงคลอไปตามบทเพลงพร้อมโยกตัวไปมา
นายกรัฐมนตรีวัย 59 ปีมาถึงงานตอน 11.00 โมงเช้า เธอสวมเสื้อสีแดงสไตล์โปรด เธอจับมือทักทายกับผู้สนับสนุนระหว่างเดินขึ้นเวที คำปราศรัยของเธอเน้นที่การลดอัตราการว่างงาน การสร้างงานและรายได้ การเพิ่มเบี้ยยังชีพให้แก่คนที่เป็นแม่ เธอพูดถึงเหตุผลที่ไม่สนับสนุนนโยบายค่าแรงขั้นต่ำและการขึ้นภาษีเงินได้ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคคู่แข่งอย่างพรรคสังคมประชาธิปไตยว่ามันจะยิ่งทำให้การสร้างงานทำได้ยากขึ้น
ระหว่างการปราศรัย แมร์เคิลมักจะทำมือเป็นรูปเพชรหรือเอานิ้วโป้งและนิ้วชี้ทั้งสองมือมาชิดกันซึ่งกลายเป็นตราประจำตัวไปแล้ว เธอได้รับเสียงปรบมือเป็นระยะๆ จากแฟนๆ ด้วยน้ำเสียงและท่าทางการพูดที่ทรงพลัง สตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในยุโรปสร้างความประทับใจให้บรรดาสื่อมวลชนจากต่างประเทศเป็นอันมาก นักข่าวจากโปรตุเกสคนหนึ่งบอกว่าคำพูดของเธอแสดงถึงความจริงใจ ส่วนนักข่าวสาวอีกคนบอกว่าแมร์เคิลพยายามสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อใจให้แก่บรรดาผู้สนับสนุน
การเมืองเรื่องของสี
พรรคการเมืองของเยอรมนีจะใช้สีเป็นสัญลักษณ์ เช่น พรรคซีดียู คือสีดำ พรรคเอสพีดี คือสีแดง พรรคกรีน คือสีเขียว พรรคเสรีนิยม คือสีเหลือง พรรคฝ่ายซ้าย คือสีม่วง เมื่อครั้งที่ 2 พรรคใหญ่ ซีดียู และเอสพีดี ตั้งรัฐบาลร่วมกันในปีค.ศ.2005 ซึ่งเป็นสมัยแรกของแมร์เคิล รัฐบาลนั้นถูกเรียกว่าเป็นรัฐบาล “ดำ-แดง” ต่อมาในรัฐบาลแมร์เคิลสมัยที่ 2 เธอตั้งรัฐบาลกับพรรคเสรีนิยมหรือรัฐบาล “ดำ-เหลือง” ในอดีตเคยมีรัฐบาล “สัญญาณไฟจราจร” เพราะประกอบไปด้วยพรรคสีแดง-เหลือง-เขียว
สีสันแห่งพรรคการเมืองจึงถูกนำมาใช้ในการรายงานข่าวในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในวันก่อนเลือกตั้งซึ่งส่วนใหญ่จะโฟกัสไปที่สูตรการตั้งรัฐบาล โดยภาพหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ดีเวลท์ เป็นภาพคอมโบของแมร์เคิลในชุดหลากสีทั้งแดง ส้ม เขียว น้ำเงิน ชมพูและม่วง มองเผินๆ นึกว่าเป็นการรายงานข่าวเรื่องสไตล์การแต่งตัวของนายกรัฐมนตรีหรือแซวเธอว่าเป็นนางแบบเดินแคทวอล์ก แต่ความจริงแล้วพวกเขากำลังพูดถึงประเด็นสำคัญหลังผลเลือกตั้งต่างหาก
พาดหัวของใต้ภาพนี้เขียนเป็นภาษาเยอรมันว่า "Welche Farbe passt zu Merkel?" ซึ่งหมายความว่า “แมร์เคิลจะเลือกสีไหน” หรืออีกนัยหนึ่งคือ เธอจะเลือกพรรคไหนมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล
22 กันยายน วันชี้ชะตา
ชาวเมืองเบียร์ไม่รู้จักการ “โกง” เลือกตั้ง หรือ “ซื้อเสียง” เรามีโอกาสได้ไปสังเกตการณ์ที่หน่วยเลือกตั้งในโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านครอยซ์แบร์กและถามนักศึกษาชาวเยอรมันคนหนึ่งถึงเรื่องนี้ เธอทำหน้างงๆ ว่าเราหมายถึงอะไร เราเลยอธิบายเพิ่มเติมว่ามีผู้สมัครคนไหนพยายามเสนอเงินให้เพื่อแลกกับเสียงโหวตหรือไม่ เธอทำหน้าตกใจและบอกด้วยเสียงอันดังว่า “นั่นมันไม่เป็นประชาธิปไตยเลย เราไม่เคยเจอเรื่องแบบนั้น”
เมื่อถามถึงเรื่องการฟ้องร้องให้นับคะแนนใหม่กับอาสาสมัครประจำหน่วยเลือกตั้งคนหนึ่ง เขาบอกอย่างมั่นอกมั่นใจว่าที่นี่ไม่มีปัญหานี้เช่นกัน เพราะกระบวนการนับคะแนนสามารถตรวจสอบได้และทำอย่างโปร่งใสต่อหน้าสาธารณชน และยังมีตัวแทนจากพรรคการเมืองมาคอยมอนิเตอร์ด้วย การนับคะแนนทำที่หน่วยเลือกตั้ง เมื่อนับเสร็จก็จะนำผลพร้อมหีบเลือกตั้งส่งกลับไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่น
หน่วยเลือกตั้งของเยอรมนีคล้ายๆ กับเมืองไทยคือใช้โรงเรียนเป็นหน่วยเลือกตั้ง เว้นแต่เวลาการลงคะแนนเสียงจะนานกว่า โดยหีบจะเปิดเวลา 8 โมงเช้าและปิดตอน 6 โมงเย็น บรรยากาศที่หน่วยเลือกตั้งเป็นไปอย่างเรียบร้อยไม่วุ่นวาย หน่วยนี้มีผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงราว 2,500 คน แต่มีคนมาลงจริง 1,500 คน ที่เหลือลงคะแนนล่วงหน้าไปแล้ว ตามหน่วยเลือกตั้งจะมีอาสาสมัครดูแลการลงคะแนนราว 7-10 คน
การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 กันยายน ที่ผ่านมา มีผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งหมด 71.5 เปอร์เซ็นต์ซึ่งสูงกว่าครั้งที่แล้วที่มีผู้มาใช้สิทธิ์ 70.8 เปอร์เซ็นต์ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดหลังสงครามโลก ศ.อุลร์เคอร์ ร็อคมานน์ เจ้าหน้าที่จัดการเลือกตั้งที่รับผิดชอบเรื่องการพิมพ์บัตรเลือกตั้งบอกว่า เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตัวเลขคนมาใช้สิทธิ์สูงก็เนื่องมาจากการอนุญาตให้ลงคะแนนล่วงหน้าได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งเหตุผล เพียงแค่สั่งเอกสารที่จำเป็นต้องใช้ในการลงคะแนนผ่านทางอินเทอร์เน็ตและส่งบัตรเลือกตั้งกลับมาทางไปรษณีย์หรือส่งไปที่ที่ทำการเขตก็ได้ โดยสามารถส่งบัตรลงคะแนนได้ล่วงหน้าราว 4-5 อาทิตย์ และต้องส่งกลับมาก่อนวันเลือกตั้ง
บัตรเลือกตั้งของเยอรมนีต่างจากเมืองไทยตรงที่บัตรหนึ่งใบใช้กาได้ทั้ง 2 ระบบ โดยช่องเลือก ส.ส.เขตอยู่ทางด้านซ้าย ส่วนช่องเลือกพรรคอยู่ด้านขวา นอกจากนี้ที่มุมบนด้านขวาของบัตรจะมีการระบุเพศและช่วงอายุของผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนซึ่งช่วยให้เจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลทางประชากรศาสตร์ของผู้มาลงคะแนนได้ด้วย
ชัยชนะที่ไม่เบ็ดเสร็จ
ก่อนหีบเลือกตั้งจะเปิด ทั่วโลกต่างจับตามองผลการเลือกตั้งครั้งนี้เพราะมันจะส่งผลต่ออนาคตของสหภาพยุโรป แต่นักวิเคราะห์บางรายมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ค่อนข้างน่าเบื่อเพราะรู้อยู่แล้วว่าแมร์เคิล ต้องคว้าชัยเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 3 แน่นอน กระนั้นก็ดี มันก็ยังคงมีความน่าตื่นเต้นให้ลุ้นบางประการนั่นคือ แมร์เคิลจะตั้งรัฐบาลผสมกับพรรคใด
ผลการเลือกตั้งออกมาว่าพรรคสหภาพคริสเตียนกับพรรคสหภาพคริสเตียน โซเชียล หรือซีเอสยู ซึ่งเปรียบเสมือนพรรคพี่พรรคน้องได้ที่นั่งรวม 41.5 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นคะแนนเสียงที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เยอรมนีรวมประเทศเมื่อปี 1990 แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะจัดตั้งพรรครัฐบาลเสียงข้างมากเพียงพรรคเดียวได้ ขณะที่พรรคสังคมประชาธิปไตยได้ 25.7 เปอร์เซ็นต์ พรรคเสรีนิยมได้ที่นั่งเพียง 4.8 เปอร์เซ็นต์ พรรคกรีนได้ 8.4 เปอร์เซ็นต์ พรรคฝ่ายซ้ายหรืออดีตพรรคคอมมิวนิสต์ได้ 8.6 เปอร์เซ็นต์ ส่วนพรรคน้องใหม่วัย 6 เดือนอย่างพรรคทางเลือกเยอรมนีได้ 4.7 เปอร์เซ็นต์
เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลเดิมคือ พรรคเสรีนิยมสอบตกได้คะแนนไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ซึ่งเป็นเกณฑ์ต่ำสุดที่จะมีตัวแทนไปนั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้ ตอนนี้ขั้วการจัดตั้งรัฐบาลจึงเหลือเพียง 2 ขั้วนั่นคือ พรรคสหภาพคริสเตียนจับมือกับพรรคกรีน หรือ “แกรนด์ โคลิชั่น” ระหว่างพรรคสหภาพคริสเตียนกับสังคมประชาธิปไตย ซึ่งตอนนี้แมร์เคิลอยู่ระหว่างการเจรจากับทั้ง 2 พรรคอยู่ คาดว่าอาจต้องใช้เวลาเป็นเดือน
บทเรียนนักการเมือง
ตลอด 6 วันของการสังเกตการณ์การเลือกตั้ง เราได้พบปะกับตัวแทนพรรคการเมืองหลายพรรครวมถึงนักวิชาการของเยอรมนีด้วย นอกเหนือจากการโฟกัสไปที่สูตรการตั้งรัฐบาลของแมร์เคิลแล้ว ยังมีอีก 2 ประเด็นที่พูดถึงกันมากนั่นคือ ความพ่ายแพ้ของพรรคเสรีนิยมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งพรรค โดยได้คะแนนลดลงเหลือเพียง 1 ใน 3 ของผลเลือกตั้งครั้งที่แล้ว อีกประเด็นก็คือการเริ่มต้นที่ดีของพรรคหน้าใหม่ม้ามืดอย่างพรรคทางเลือกเยอรมนีที่ได้คะแนนโหวตถึง 4.7 เปอร์เซ็นต์ แม้จะไม่เพียงพอที่จะได้รับการจัดสรรที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม
นักวิเคราะห์ทางการเมืองระบุว่ามันคงเป็นเรื่องยากที่พรรคเสรีนิยมจะได้กลับมายืนในบุนเดสท้ากในอีก 4 ปีข้างหน้า หลายคนลงความเห็นตรงกันว่าพรรคนี้ต้องโทษตัวเองสำหรับความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้น
“ความผิดพลาดของพวกเขาไม่ได้เริ่มต้นในไม่กี่สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง แต่มันเริ่มตั้งแต่หลังการเลือกตั้งครั้งที่แล้วเมื่อพวกเขาร่วมรัฐบาลกับแมร์เคิลและประกาศว่าจะผลักดันนโยบายลดภาษี แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ทำอะไรเลย” อิงโก้ คาเล่อ นักวิเคราะห์ข่าวการเมืองทางสถานีวิทยุ RBB-Inforadio กล่าว
ทั้ง 2 กรณีน่าจะเป็นบทเรียนให้แก่พรรคการเมืองในโลกรวมถึงประเทศไทยด้วย พรรคการเมืองที่ไม่รักษาคำมั่นสัญญาที่ประกาศไว้ตอนหาเสียงต้องถูกลงโทษจากประชาชนเหมือนกับที่คนเยอรมันลงโทษพรรคเสรีนิยม ส่วนพรรคการเมืองเกิดใหม่ที่มีเป้าหมายมุ่งมั่นชัดเจนต้องการต่อต้านยูโรอย่างพรรคทางเลือกเยอรมนีก็มีโอกาสประสบความสำเร็จได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
สำหรับเยอรมนี พรรคการเมืองหนึ่งอาจจะกำลังสูญพันธุ์ ในขณะที่อีกพรรคหนึ่งอาจจะกำลังเริ่มฉายแสง ทั้งหมดคือความไม่แน่นอนทางการเมือง
........................
(เลือกตั้งเยอรมนี'สี'ที่ต้องเลือก-ชัยชนะไม่เบ็ดเสร็จ : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...จินตนา ปัญญาอาวุธ)



