ข่าว

'เกมต่อรอง'สหรัฐเขย่าศก.โลก

'เกมต่อรอง'สหรัฐเขย่าศก.โลก

14 ต.ค. 2556

'เกมต่อรอง' สหรัฐเขย่าศก.โลก จี้ไทยเร่งสร้างความแกร่งในบ้านรับมือ : โดย...อนัญชนา สาระคู

 

                          หลังจากเกิดเหตุการณ์ “ชัตดาวน์” หรือ ภาคราชการในสหรัฐบางส่วนต้องหยุดทำการชั่วคราว เนื่องจากความขัดแย้งของ 2 ขั้วพรรคการเมืองในสภาคองเกรส ซึ่งยังไม่ทันที่ปัญหาดังกล่าวจะยุติลงได้ ก็มีประเด็นใหม่ที่สำคัญและทั่วโลกกำลังจับจ้องอย่างใกล้ชิด นั่นคือ การขยายเพดานการกู้ยืมของภาครัฐ ซึ่งมีเส้นตายในวันที่ 17 ตุลาคม 2556 หากการเจรจาไม่ลงตัว อาจส่งผลให้สหรัฐต้องผิดนัดชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เป็นครั้งแรก และนั่นจะนำมาซึ่งภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงทั้งของสหรัฐ และเศรษฐกิจโลก

                          ทั้งนี้ แม้หลายฝ่ายจะมีความเชื่อมั่นว่า การขยายเพดานหนี้ของสหรัฐจะผ่านไปได้เช่นทุกครั้ง เพราะสหรัฐคงไม่ยอมให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ไปได้ และเรียกว่าเป็นการผ่านไปได้แบบวินาทีสุดท้าย แต่นักวิเคราะห์ทั่วโลกก็ไม่ละทิ้งความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้หากการเจรจาทางการเมืองไม่ลงตัว ผลที่ตามมาอาจจะเลวร้ายกว่าที่คิด ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ล่าสุดจะมีสัญญาณที่ดี เมื่อฝ่ายรีพับลิกันยื่นข้อเสนอยอมขยายเพดานหนี้ชั่วคราวเป็นเวลา 6 สัปดาห์ เพื่อเลี่ยงปัญหาการผิดนัดชำระหนี้

 

โอกาสผิดนัดหนี้น้อยแต่"อันตราย"

 

                          นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด หรือ ทีเอ็มบี กล่าวว่า สถานการณ์ของสหรัฐล่าสุด ส่งผลให้ตลาดขานรับในทางบวกกับความพยายามของ 2 พรรคการเมืองที่จะหาทางออกร่วมกัน รวมทั้งข้อเสนอที่จะยืดระยะเวลาการเจรจาออกไปอีก แม้ว่าจะยังไม่มีข้อสรุปเสียทีเดียว แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ดี อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เลวร้ายสุดคือการตกลงการขยายเพดานหนี้ในครั้งนี้ไม่สำเร็จนั้น เชื่อว่ามีความเป็นไปได้น้อยมาก แต่หากเกิดขึ้นจริงจะมีผลกระทบอย่างมาก และไม่ส่งผลในทางดีกับประเทศไทยเลย โดยนักวิเคราะห์ในต่างประเทศมองไปถึงว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะวิกฤติอีกครั้ง เพราะไม่เคยมีประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกเกิดอาการผิดนัดชำระหนี้มาก่อนแบบไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้าใดๆ เลย

                          “การผิดนัดชำระหนี้ที่เคยเกิดขึ้นนั้น จะเกิดขึ้นในภาวะสงคราม หรือวิกฤติเศรษฐกิจเท่านั้น จึงมีการวิเคราะห์ไปถึงขนาดว่า หากเกิดวิกฤติในครั้งนี้ จะหนักกว่าเมื่อครั้งวิกฤติเลห์แมนบราเธอร์ เพราะเป็นการกระตุกเศรษฐกิจที่ค่อนข้างแรง” นายเบญจรงค์ กล่าว

                          สำหรับผลกระทบอีกทางหนึ่งคือ จะทำให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาสินทรัพย์ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะมีความปลอดภัยสูงสุด แต่เมื่อคุณภาพลดลง ความน่าเชื่อถือลดลง จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ดังนั้นต้นทุนในการกู้ยืมเงินโดยใช้พันธบัตรสหรัฐเป็นหลักประกัน หรือใช้อ้างอิงในการคำนวณอัตราดอกเบี้ยก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย และแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อการกู้ยืมภายในประเทศไทยเอง และการกู้ยืมของรัฐบาลในอนาคต

                          ส่วนผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงนั้น การส่งออกของไทยในปีนี้จะไม่ฟื้นตัวเลย อย่างที่ "ทีเอ็มบี" มองไว้ว่าส่งออกจะเติบโตได้ราว 2% ก็จะชะงักไป และส่งผลต่อเนื่องไปถึงปีหน้า และด้วยระบบการเงินทั่วโลกนั้นมีความเชื่อมโยงกัน สหรัฐถือว่ามีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดถึงกับจะสามารถลดการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ลงได้ แต่หากเศรษฐกิจสหรัฐฟุบก็จะมีผลกระทบต่อเนื่องต่อทั้งจีน ยุโรป และญี่ปุ่น ในระยะยาว ผลจากความมั่นใจต่อเงินดอลลาร์สหรัฐที่ลดลงไป จะส่งผลให้บทบาทของเงิน 4 สกุลหลัก คือ เงินเยน, ปอนด์, ยูโร และสวิสฟรังก์ มีมากขึ้น รวมถึงจะมีการซื้อทองคำไว้เป็นเงินสำรองกันมากขึ้น

                          อย่างไรก็ตาม หากตกลงกันได้ก็มองว่าจะเป็นการผ่านไปได้แบบหืดขึ้นคอ โดยจะมีการนำ 3 ประเด็นมารวมกัน ทั้งเรื่องงบประมาณประจำปี 2557 นโยบายหลักประกันสุขภาพของรัฐบาลโอบามา และการขยายเพดานหนี้ ซึ่งหากสามารถเจรจาผ่านไปได้หมด ความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวก็จะหายไป โดยในระยะสั้นตลาดเงินจะมีความผันผวน จากนั้นจะมาดูทิศทางกันอีกครั้ง รวมทั้งจะมีการพูดถึงเรื่องการลดใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ซึ่งคงไม่ทันในเดือนตุลาคมนี้ อย่างที่คาดการณ์ไว้ แต่ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม และเมื่อถึงเวลานั้นก็น่าจะมีผลต่อตลาดภายในประเทศอีกครั้ง

 

'เกมต่อรอง'สหรัฐเขย่าศก.โลก

รศ.ดร.สมภพ

 

เกมต่อรองป่วนตลาดเงิน-ตลาดทุน

 

                          รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า ในกรณีเลวร้ายที่สุดนั้น หากสหรัฐผิดนัดชำระหนี้จะส่งผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุน ทั้งในตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และอัตราแลกเปลี่ยน ให้แกว่งตัวและมีความผันผวนอย่างหนัก รวมไปถึงตลาดโภคภัณฑ์พื้นฐานทั้งหมด ทั้งน้ำมัน โลหะ ทองและพืชเกษตร ราคาจะแกว่งตัวมาก โดยผลกระทบที่จะมาถึงประเทศไทยจะมีทั้งทางตรงและทางอ้อม

                          ทั้งนี้ เจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐคือ จีน และญี่ปุ่น โดยจีนถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 1.28 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ รองมาคือญี่ปุ่น 1.14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมกันแล้วคิดเป็นเกือบครึ่งที่สหรัฐเป็นหนี้ต่างประเทศ โดยหากสหรัฐมีปัญหาในการชำระหนี้ จีนซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 ของโลก และญี่ปุ่นมีเศรษฐกิจเป็นอันดับ 3 ของโลก จะมีผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงในที่สุด ทั้งด้านการค้าและการบริการ เช่น การท่องเที่ยว ยิ่งเป็นการซ้ำเติม ขณะที่ประเทศไทยเองกำลังมีปัญหาเศรษฐกิจซบเซา การส่งออกลดลง และการบริโภคในประเทศก็ลดลง

                          ส่วนกรณีที่ตนมองว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ สภาคองเกรสสามารถผ่านกฎหมายการขยายเพดานหนี้ไปได้ แต่จะผ่านได้อย่างทุลักทุเล เพราะพรรคการเมืองทั้ง 2 ฝ่ายยังเล่นแง่กันอยู่ ไม่ค่อยหันหน้ามาพูดคุยกันถึงการแก้ปัญหา และในหนทางนี้ก็จะมีผลให้ตลาดเงินและตลาดทุนแกว่งตัว จะเห็นได้จากช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐมีความผันผวนและกระทบไปทั่วโลก โดยประเทศไทยควรต้องเตรียมรับมือกับปัญหาดังกล่าว นโยบายการเงินและการคลังจะต้องมีความคล่องตัวสูง สามารถยืดหยุ่นได้ และควรให้ความระมัดระวังกับการใช้นโยบายประชานิยมของรัฐบาล

 

จี้ไทยลดพึ่งนอกบ้านเพิ่มแกร่งข้างใน

 

                          อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง และเกิดความผันผวนสูงนั้น ดร.สมภพ กล่าวว่า เมื่อสถานการณ์การขยายเพดานหนี้ของสหรัฐในครั้งนี้สามารถผ่านไปได้แล้ว ประเด็นที่ประเทศไทยเราเองจะต้องมานั่งคิดคือ ผลจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ และหากสหรัฐยังคงใช้วิธีการขยายเพดานหนี้เช่นนี้ไปอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดแล้วก็อาจจะสร้างปัญหา และกระทบกับความน่าเชื่อถือ ทำให้ทั่วโลกมีความจำเป็นต้องตระหนักถึงในเรื่องนี้ และเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งประเทศไทยด้วย

                          โดยจากนี้ไปตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจะมีความผันผวนสูง เพราะมีการหาประโยชน์ในระยะสั้นจากตลาดเงินกันมาก เนื่องจากมีปริมาณเงินไหลเวียนอยู่ในระบบสูง ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาเอง มีการหากินกับภาคตลาดเงิน ตลาดทุนกันมาก และมักจะได้ประโยชน์จากความผันผวนมากกว่าชาติอื่นๆ ดังนั้นสำหรับประเทศไทยต้องสร้างกลไกของตัวเองให้มีความแข็งแกร่ง เพื่อจะไม่เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์จากตลาดการเงินที่มีความผันผวนสูงดังกล่าวนี้

                          สิ่งที่ประเทศไทยควรทำคือ การสร้างความแข็งแกร่งจากภายในประเทศ ลดพึ่งพาการส่งออก และลดพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ และหันมาพัฒนาในภาคการบริการให้มากขึ้น ให้เป็นระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาธุรกิจบริการ ซึ่งควรจะเป็นเช่นนี้มานานแล้ว แต่ไทยเองไม่ให้ความสำคัญในส่วนนี้มากนัก มุ่งแต่จะเน้นการค้าการลงทุนต่างประเทศ จึงถึงเวลาแล้วที่จะมีแผนแม่บทและมุ่งให้ความสำคัญกับธุรกิจด้านบริการให้มาก

                          นอกจากนี้การบริหารจัดการด้านนโยบายการเงิน การคลังควรมีความคล่องให้มากกว่านี้ แต่ที่ผ่านมาการที่รัฐบาลไปให้ความสำคัญกับนโยบายประชานิยมสูง ทำให้เกิดความหนืดตัวมากกว่าคล่องตัว ในส่วนของภาคธุรกิจเองควรเตรียมความพร้อมรองรับกับสภาวะที่เกิดความผันผวน เนื่องจากต่อไปอัตราแลกเปลี่ยนจะเกิดการแกว่งตัวค่อนข้างสูงมาก จึงต้องปรับตัวและเรียนรู้ รู้เขารู้เราให้มากขึ้น

                          “ภาคธุรกิจต้องมาคิดต่อไปว่า การส่งออกจะมีความยากลำบากมากขึ้นในอนาคต เพราะแต่ละประเทศต่างก็จะมีการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง เช่น ประเทศผู้นำเข้าสินค้าก็จะมีการลงทุนผลิตสินค้าในประเทศตนเองมากขึ้นเพื่อลดการนำเข้า ทั้งจะมีคู่แข่งมากขึ้น รวมทั้งจะเกิดการไหวตัวของอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้นควรจะต้องมีแผนแม่บท เตรียมรับมือกับการสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (กรอ.) น่าจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา เพื่อหาแนวทางรับมือต่อไป” ดร.สมภพ กล่าว

                          นอกจากนี้จากสถานการณ์ในสหรัฐครั้งนี้ จะส่งผลให้ธนาคารกลางในประเทศต่างๆ จะต้องมานั่งพิจารณาถึงนโยบายการบริหารทุนสำรอง รวมถึงธนาคารกลางแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้วย ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรง เนื่องจากมีการถือครองพันธบัตรสหรัฐ และเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ไว้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ รวมถือครองสินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์ราว 1.7-1.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

                          "แบงก์ชาติเองต้องเริ่มคิดถึงปัจจัยเสี่ยงกรณีปัญหาสหรัฐว่าจะคุ้มหรือไม่ที่จะถือครองดอลลาร์ แอสเซทต่อไป เพราะเมื่อสหรัฐขาดความน่าเชื่อถือแล้ว จะทำให้เงินสกุลดอลลาร์แกว่งตัวมาก จะมีความยากลำบากในการบริหารจัดการทุนสำรองฯ"

                          สุดท้ายควรต้องสร้างกลไกภายในกลุ่มประเทศเอเชียด้วยกันเองในภาคการเงินให้มากขึ้น ซึ่งข้อเสนอของนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ในที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ประเทศบรูไน มีความน่าสนใจมาก โดยเสนอให้นำทุนสำรองของประเทศในอาเซียนมารวมตั้งเป็นกองทุน รวมทั้งให้มีการค้าขายเงินสกุลท้องถิ่นให้มากขึ้น

                          อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยดูจะยังไม่มีความพร้อมในเรื่องการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเลย โดยไทยเองยังคงอิงอยู่กับการส่งออกเป็นหลัก และเมื่ออัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนสูงก็จะทำให้เกิดปัญหาทุกครั้ง ซึ่งดูแล้วขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีนโยบายโดยรวมในการรับมือที่ชัดเจนเลย

 

 

------------------------

('เกมต่อรอง' สหรัฐเขย่าศก.โลก จี้ไทยเร่งสร้างความแกร่งในบ้านรับมือ : โดย...อนัญชนา สาระคู)