
ยุทธการสกัดโรคระบาดในสัตว์
ยุทธการสกัดโรคระบาดในสัตว์ โฟกัสช่วงเสี่ยง 'น้ำท่วม-หนาว' : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน
ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยด้านปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปสถานการณ์ภัยพิบัติ ด้านปศุสัตว์ อันเกิดมาจากน้ำท่วม ตั้งแต่พายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ที่อ่อนก่าลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลางของประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา พบว่า มีพื้นที่ได้รับผลกระทบด้านปศุสัตว์ในพื้นที่ 27 จังหวัด 99 อำเภอ 325 ตำบล 1,289 หมู่บ้าน มีสัตว์ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นโค กระบือ สุกร แพะ แกะ ไก่พื้นเมือง ไก่ไข่ ไก่เนื้อ เป็ดไข่ เป็ดเนื้อ นกกระทาและห่าน จำนวน 1,264,426 ตัว พื้นที่ปลูกหญ้าเสียหาย 976 ไร่ และเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์เดือดร้อน 44,462 ราย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาทางกรมปศุสัตว์ได้มีการดูแลสุขภาพสัตว์ ด้วยการฉีดวัคซีนจำนวน 6,398 ตัว รักษาสัตว์ไปแล้ว 2,008 ตัว สร้างเสริมสุขภาพ (ถ่ายพยาธิ/อาหารเสริม) จำนวน 80,220 ตัว สัตว์เสียหายเบื้องต้น 84,122 ตัว นอกจากนั้นยังให้การสนับสนุนอาหารสัตว์ หรือพืชอาหารสัตว์ (หญ้าแห้ง) 537,134 กก. อาหารสุนัข 16,571 กก. เป็นต้น
แม้ช่วงที่ผ่านมา หลังจากเกิดน้ำท่วมยังไม่มีโรคระบาดในสัตว์ที่เกษตรกรเลี้ยงก็ตาม แต่ นสพ.ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้เตือนผ่านรายการ "เกษตรทำกินกับคมชัดลึก" ช่วง "ภัยเกษตรกร" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่อง "คมชัดลึกทีวี" เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา ว่า เกษตรกรไม่ควรประมาท โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เนื่องจากน้ำที่สัตว์กินอาจไม่สะอาดพอ และโรคเกี่ยวกับระบบหายใจหรือหวัด เพราะอากาศเปลี่ยนแปลง รวมถึงโรคปาก-เท้าเปื่อย จึงขอให้เกษตรกรดูแลเอาใจใส่บ้าง กรณีที่บางจังหวัดที่น้ำยังไม่ท่วม หากเห็นว่าน้ำต้องท่วมแน่นอน ให้เกษตรกรเตรียมพื้นที่เพื่ออพยพสัตว์เลี้ยงไว้ที่ในสูง หรือหากเป็นไปได้ ถ้าเห็นว่าสัตว์ที่เลี้ยงไว้ได้อายุพอสมควรก็ควรที่จะขายไปก่อน
"ทางกรมปศุสัตว์เราไม่นิ่งนอนใจในเรื่องความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์ในช่วงที่เกิดน้ำท่วม อย่างช่วงที่ผ่านมาเราได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปอพยพสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านไว้ที่สูง บางที่ไว้ที่เกาะและกลางถนน สุดแต่จะสะดวก นอกจากนี้ผมได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เร่งรัดให้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน อย่างที่ผ่านมาได้ช่วยเบื้องต้นด้านพืชอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์ต่างๆ เป็นการเฉพาะหน้า นอกจากนี้ได้จัดหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ลงพื้นที่ให้บริการฉีดวัคซีน ดูแลสุขภาพสัตว์ พร้อมกับมีการเปิดศูนย์/สถานีพัฒนาอาหารสัตว์ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบเข้ามารับบริการหญ้าสดในแปลงได้ ตอนนี้ทั้งประเทศเราสำรองหญ้าแห้งถึง 5,614,764 กก. หญ้าหมัก 19,330 กก. หญ้าสด 976,422 กก. รวมทั้งสิ้น 5,634,094 กก. หากต้องการความช่วยเหลือให้เกษตรกรประสานกับเจ้าหน้าที่ในศูนย์/สถานีพัฒนาอาหารสัตว์ใกล้บ้านท่าน หรือสอบถามได้ที่ โทร.0-2653-4477 หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ หรือหน่วยงานปศุสัตว์อื่นๆ ที่อยู่ใกล้บ้าน" นสพ.ทฤษดี กล่าว
อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า หลังจากน้ำลดและเข้าฤดูหนาว ซึ่งหลายฝ่ายวิตกว่าอาจมีโรคไข้หวัดนกระบาดอีกนั้น ขอยืนยันว่า ประเทศไทยไม่มีหวัดนกมา 4 ปีแล้ว เนื่องจากมีระบบการป้องกันและติดตามเฝ้าระวังตลอดเวลา มีทั้งอาสาสมัครปศุสัตว์ประจำหมู่บ้าน ปศุสัตว์ตำบล คอยเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด พื้นที่ใดเห็นว่ามีอัตราเสี่ยง เช่นแหล่งนกอพยพเข้า ทางกรมปศุสัตว์ได้ทำการฉีดยาฆ่าเชื้ออย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ทำให้ต่างประเทศยอมรับในเรื่องนี้
สอดคล้องกับบทความของ เพ็ญศิริ ดวงอุดม นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ ที่ส่งมาโต๊ะข่าวเกษตร "คมชัดลึก" ระบุว่า ประเทศไทยพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2547 ในฟาร์มไก่ไข่ที่ อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี และแพร่ระบาดออกไปอย่างต่อถึง 783 จุด และเพิ่มขึ้นในปี 2548 เป็น 110 จุด แต่ในปี 2549 พบการระบาดลดลงเหลือแค่ 2 จุด ในปี 2550 มี 4 จุด ปี 2551 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่มีโรคไข้หวัดนกประเทศไทย
บทความบางตอนระบุว่า ในช่วงฤดูฝนภูมิอากาศแปรปรวน มีความชื้นสูง ทำให้สัตว์ปีกเกิดความเครียด ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันโรคลดลง สัตว์อ่อนแอลง สัตว์อ่อนแอมีโอกาสติดเชื้อโรคง่าย ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดสัตว์ เช่น โรคไข้หวัดนก และโรคนิวคาสเซิล เป็นต้น ดังนั้นต้องขอความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เลี้ยงในการป้องกันโรคระบาดสัตว์ โดยฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามโปรแกรมที่กำหนด เน้นการจัดการโรงเรือน และคอกเลี้ยงสัตว์ที่ดี สามารถป้องกันฝนและพาหะนำโรคระบาดสัตว์ได้ ควบคุมการเข้า-ออกของคน สิ่งของ และยานพาหนะไม่ให้นำเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์ม หรือโรงเรือนได้ อีกทั้งมีการทำลายเชื้อโรคอย่างถูกวิธี จัดเตรียมน้ำ อาหาร ยาเวชภัณฑ์ให้พร้อม รวมถึงอาหารสัตว์และพืชอาหารสัตว์ให้เพียงพอ หากจะนำสัตว์เข้ามาเลี้ยงในฝูงควรตรวจสอบประวัติ และผ่านการทดสอบโรคก่อนเพื่อป้องกันโรคติดต่อสู่ฝูงสัตว์เดิม
ขณะที่กรมปศุสัตว์ได้มีมาตรการในการดูแลสัตว์ปีกในช่วงฤดูฝนอยู่แล้ว อาทิ มีการรณรงค์ค้นหาโรคไข้หวัดนกแบบบูรณาการเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง กำหนดให้มีการทำความสะอาดและพ่นยาฆ่าเชื้อโรคในพื้นที่เสี่ยงปีละ 4 ครั้ง พัฒนาการเลี้ยงสัตว์ปีกในรูปแบบฟาร์มปิดและฟาร์มมาตรฐาน ฟาร์มคอมพาร์ตเมนต์ ซึ่งจะสามารถป้องกันโรคไข้หวัดนกเข้าสู่ฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขึ้นทะเบียนเป็ดไล่ทุ่งและจำกัดพื้นที่การเลี้ยงให้อยู่ภายในตำบลหรืออำเภอเดียว ควบคุมเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก และซากสัตว์ปีกระหว่างจังหวัดและระหว่างโซน และเข้มงวดที่จะดำเนินการในจังหวัดที่มีชายแดนติดประเทศเพื่อนบ้าน 27 จังหวัด เป็นต้น
ทั้งหมดนี้เป็นประมวลภาพรวมของความเสียหาย และการช่วยเหลือด้านปศุสัตว์ที่เกิดจากภาวะน้ำในปัจจุบัน และแนวทางในการป้องกันการระบาดของโรคในสัตว์ที่เกษตรกรเลี้ยง โดยเฉพาะโรคไข้หวัดนกที่มาหลังจากหน้าฝนและเข้าสู่ฤดูหนาว แม้ว่าประเทศไทยปราศจากโรคไข้หวัดนกนานถึง 4 ปีแล้วก็ตาม แต่ไม่ควรประมาท
------------------------
(ยุทธการสกัดโรคระบาดในสัตว์ โฟกัสช่วงเสี่ยง 'น้ำท่วม-หนาว' : ดลมนัส กาเจ ... รายงาน)



