ข่าว

สายลับจนตรอก!

สายลับจนตรอก!

12 ต.ค. 2556

สายลับจนตรอก : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

(1)

               "สายลับ" เป็นหัวใจสำคัญในการจับกุมคนร้ายในทุกคดี ชีวิตของพวกเขาแขวนอยู่บนเส้นด้าย หากถูกจับได้ว่าเป็นสายให้เจ้าหน้าที่ พวกเขาก็ตกอยู่ในอันตราย

               ต้นเดือนตุลาคมที่เพิ่งผ่านมา ศาลอาญานัดอ่านคำพิพากษาตัดสินชะตาชีวิตของ "หนุ่มใหญ่" รายหนึ่ง ลูกจ้างกองทัพบกกับพวกอีก 2 ในคดีการซื้อ-ขายอาวุธสงคราม แต่ก็ต้องเลื่อนออกไป เมื่อจำเลยที่ 1 วัย 44 รายนี้ ได้ยื่นคำร้องพร้อมแถลงขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาออกไปก่อน เพราะมีปัญหาด้านสุขภาพ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีมีเหตุจำเป็นและสมควร จึงอนุญาตให้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาออกไปเป็นกลางเดือนธันวาคม

               กว่า 3 ปีที่ "หนุ่มใหญ่" และพวกถูกจับกุม จากชีวิตลูกจ้างราชการที่มีงานมั่นคง มีเงินเดือนและสวัสดิการเลี้ยงลูกเมีย แต่เมื่อชีวิตพลิกผันตกเป็นผู้ต้องหาทุกอย่างก็ดิ่งวูบจมเหว คำตัดสินคดีนี้จะเป็นเข็มทิศชี้ชะตาว่า อนาคตข้างหน้าจะเป็นอยู่อย่างไร หากยกฟ้องปล่อยตัวก็ล้างมลทินได้ หรือมีคำสั่งให้จองจำ เมื่อต้องโทษครบ ก็กลับเป็นผู้บริสุทธิ์อีกครั้ง สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เฉกเช่นผู้คนทั่วไป แม้ว่าอาจไม่สวยงามเหมือนทางที่เดินจากมา

               แต่ในโลกอีกด้านหนึ่ง - สำหรับสายลับในคดีนี้ "แดง-ดำ" (นามสมมุติ) ทั้ง 2 คน ที่เคยเป็นลูกจ้างอยู่แห่งเดียวกับจำเลย กลับต้องมีชีวิตแสนทุกข์ทรมาน ครอบครัวแตกแยก อยู่อย่างหวาดระแวง เพราะปฏิบัติการจับกุมผิดแผน เมื่อมีเจ้าหน้าที่นายหนึ่งวิ่งเข้าจับ "หนุ่มใหญ่" จำเลยที่ 1 ก่อนได้รับสัญญาณ ขณะนัดส่งอาวุธสงครามที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านวงศ์สว่าง โดยไม่จับกุมสายลับไปด้วยตามแผนที่ตกลงกันไว้ จำเลยถึงบางอ้อทันทีว่าถูกเพื่อนหักหลัง เมื่อโทรศัพท์แจ้งเพื่อนและญาติ ก็ได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังทั้งหมด

               หลังจากนั้นเพื่อนร่วมงานต่างมองทั้งสองคนด้วยสายตาเหยียดหยาม ถ้อยคำ "ขายเพื่อนกิน" ดังก้องหู แม้สำนึกในใจจะตะโกนตอบกลับไปว่า "ทำเพื่อชาติ" แต่ไม่อาจทนกระแสสังคมรอบข้างที่กดดันได้ เขาทั้งสองต้องเลือกทิ้งชีวิตปกติ ไปอยู่ในที่ปลอดภัย ต้องพลัดพรากลูกเมีย เพียงเพราะตัดสินใจเป็นสายให้ดีเอสไอ เมื่อพลาดและไม่ได้รับการเหลียวแล จึงกลายเป็น "สายลับจนตรอก"

               "แดง-ดำ" รับรู้มาตลอดว่ามีขบวนการขโมยชิ้นส่วนอาวุธสงครามเล็กบ้าง ใหญ่บ้างมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ดีเอสไอให้เป็นสายให้ เพราะคิดว่าอาวุธที่โจรใต้ใช้ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากแหล่งนี้ จึงต้องการตัดเส้นทางการส่งอาวุธ โดยมีข้อตกลงว่า หากจับกุม "หนุ่มใหญ่" ได้จะสืบสวนและกันไว้เป็นพยาน ให้เป็นสายสืบต่อให้ถึงขบวนการโจรใต้ทั้งหมด

               สำนึกแรกของ "แดง" คือ ดีใจที่จะมีโอกาสได้รับใช้ชาติ ที่สำคัญเพื่อนร่วมงานก็ไม่ได้ถูกดำเนินคดี เป็นเพียงตัวที่จะพาเชื่อมโยงเบาะแสถึงคนร้ายทำลายชาติ และมีการรับปากหนักแน่นว่า หากเกิดอะไรขึ้นจะรับผิดชอบดูแลอย่างถึงที่สุด ด้วยการเอาเข้าโครงการคุ้มครองพยาน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่อารักขาและเงินดำรงชีพจำนวนหนึ่ง

               "ที่ผมตัดสินใจรับงานของดีเอสไอ เพราะเห็นข่าวโจรใต้ยิงพระ ยิงเด็ก แล้วมันสะเทือนใจ และอยากให้ในกรม (ในกองทัพบก) สะอาด ไม่มีการทุจริตขโมยของไปขายโจร ให้มันกลับมาทำลายชาติได้"

               จากนั้นเขาพยายามกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับกลุ่มค้าอาวุธตลอดปีเศษ จนเชื่อใจกันในระดับหนึ่ง ข้อมูลเริ่มขมวดเข้าใกล้กลุ่มค้าอาวุธให้โจรใต้ แต่ช่วงนั้นมีเหตุความวุ่นวายทางการเมือง มีใบสั่งให้หาอาวุธหนักทั้งเครื่องยิงจรวดอาร์พีจี และเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 60 มม. จนนำไปสู่การนัดส่งมอบของ โดยวางแผนว่า เมื่อส่งมอบของแล้วจะเข้าจับกุมทั้งหมด รวมทั้งสายลับไปด้วย แล้วค่อยปล่อยตัวภายหลัง แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติกลับทำผิดแผน

               "แดง" เล่าว่า ตอนนั้นทำหน้าที่รับเงินซื้ออาวุธแล้วมารอสัญญาณที่ข้างล่างของห้าง ที่นัดแนะกันไว้คือ พอเขาจับกันที่ลานจอดรถจะมีคนโทรแจ้ง แดงก็จะกลับบ้านไปรอให้ตำรวจมาจับพรุ่งนี้ แต่พอผิดแผน เจ้าหน้าที่จับแต่ "หนุ่มใหญ่" คนเดียว ส่วน "ดำ" ช่วยขนอาวุธกลับไม่จับ เขารู้เลยว่าทั้งสองเป็นสายให้ หลังความแตกรู้สึกกังวลมาก เพราะไม่รู้ว่าขบวนการค้าอาวุธมีใครบ้าง เขาจะมาเอาคืนหรือเปล่าก็ไม่รู้ ช่วงนั้นมีคนแปลกหน้าขับรถเข้ามาวนเวียนในซอยบ้าน ระแวงและกลัวจนต้องให้ผู้ใหญ่ช่วยย้ายงานให้ไปอยู่ในที่ปลอดภัย

               ชีวิตนับจากนั้นต้องนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด ทั้งสองคนย้ายไปอยู่และทำงานในที่แห่งหนึ่งจนถึงปัจจุบัน ครอบครัวต้องแยกกันอยู่ ภรรยา-ลูกก็ต้องย้ายที่อยู่ใหม่ ยังไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันเมื่อใด เมื่อไปขอความช่วยเหลือจากดีเอสไอ ทวงถามถึงเรื่องการนำเข้าโครงการคุ้มครองพยาน กลับได้รับคำตอบว่าจะจ่ายค่าแหล่งข่าวให้ 2 หมื่นบาทเท่านั้น

               วินาทีนั้น "แดง" สะอื้นในอก เจ็บอยู่ลึกๆ เมื่อความพยายามที่จะช่วยชาติ กลับถูกตีค่าด้วยเงินเล็กน้อย ขณะที่ชีวิตตกอยู่ในอันตรายสูงสุดเช่นนี้ แดงจึงพาลูกเมียเข้าพบอธิบดี เพื่อขอความช่วยเหลือ ซึ่งอธิบดีได้อนุมัติให้เข้าโครงการคุ้มครองพยาน มีเจ้าหน้าที่อารักขาและเงินดำรงชีพจำนวนหนึ่ง เป็นเวลา 18 เดือน เมื่อครบกำหนดก็ได้รับแจ้งว่ายกเลิกการคุ้มครองพยาน เพราะคณะกรรมการไม่อนุมัติ เนื่องจากไม่มีอันตรายแล้ว

               "ตอนทำงานทำเต็มที่ ท่องไว้ตลอดว่าเพื่อชาติ และไม่ใช่การหักหลังเพื่อน เพราะเขาบอกจะกันไว้เป็นพยาน จะสาวถึงขบวนการค้าอาวุธให้โจรใต้ แต่ที่สุดกลับตัดตอนดำเนินคดีไปคนเดียว ก็เท่ากับว่าจับคนขโมยอาวุธธรรมดา งานที่ทำมาทั้งหมดเสียเปล่า ไปไม่ถึงไหน แลกไม่ได้กับชีวิตที่เปลี่ยนไปของครอบครัวผม แล้วนี่ยังถูกดีเอสไอตัดเงินค่าคุ้มครองพยานอย่างไม่มีเยื่อใยว่าเคยทำงานให้กัน ทุ่มเทและเสี่ยงขนาดไหน เท่ากับผลักผมให้เป็นคนจนตรอก แล้วใครจะกล้าทำงานให้" 

(2)

               การเป็นสายลับถือเป็นผู้ช่วยงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมโยงเบาะแสคนร้าย จึงเป็นงานที่เสี่ยงชีวิต ผศ.ดร.สุขุมวิทย์ ไสยโสภณ นักวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่สนใจและติดตามระบบการสืบพยานมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวว่า โครงการคุ้มครองพยานของดีเอสไอนั้น โดยหลักการถือเป็นโครงการที่ดี คือ ปกป้อง คุ้มครองพยานให้ปลอดภัย ในระยะเวลาที่มั่นใจว่าพยานสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เป็นปกติ  เพราะสายลับที่ตัดสินใจร่วมงานกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐมีความเสี่ยงทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน เหมือนเป็นผู้กระทำผิดไปแล้วครึ่งหนึ่ง

               แต่จากการติดตามระบบการสืบพยาน กลับพบว่า ระบบการดูแลคุ้มครองสายลับเป็นพยานของดีเอสไอนั้นยังพบว่าระบบการทำงานมีข้อบกพร่อง หละหลวม จนทำให้พยานไม่ได้รับความปลอดภัยจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล มีความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน

               “ข้อบกพร่องที่เห็นว่าไม่รัดกุม เช่น การชี้ตัวผู้ต้องหา การเบิกตัวผู้ต้องหา การที่เจ้าหน้าที่เองไม่รักษาข้อมูลให้เป็นความลับจนทำให้ข้อมูลรั่วไหล ล้วนก่อปัญหาให้แก่พยานที่เป็นคนรู้ข้อมูล ส่งผลกระทบต่อชีวิตในระยะยาว บางรายต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ต้องเปลี่ยนงาน เปลี่ยนอาชีพ เปลี่ยนที่อยู่ เพื่อรักษาชีวิตของตัวเองและครอบครัว การดูแลพยานอย่างหละหลวมนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนไม่อยากมาเป็นพยานให้รัฐ และส่วนใหญ่จะกลับคำให้การในชั้นศาลเพื่อความปลอดภัยของตนเอง”

               ส่วนกรณีนี้การคุ้มครองพยานของดีเอสไอที่ระบุระยะเวลาในการดูแล 18 เดือนนั้นถือว่าเป็นระยะเวลาที่น้อยมาก เนื่องจากทุกคดีเป็นคดีร้ายแรง กลุ่มผู้กระทำผิดล้วนเป็นผู้มีอิทธิพล จึงต้องใช้เวลานานในการสอบพยาน ขึ้นศาล และการดำเนินการทางกฎหมายอื่นๆ จึงพบว่าหลังจาก 18 เดือนไปแล้ว ทางรัฐจะอ้างว่าไม่มีงบประมาณและไม่มีเจ้าหน้าที่เพียงพอในการดูแล ท้ายที่สุดคือปล่อยให้สายลับต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว 

               “เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องรับผิดชอบชีวิตของพยานที่ต้องมาเสี่ยงชีวิตหาข้อมูลให้แก่ทางการ จนกว่าจะมั่นใจว่า พยานจะใช้ชีวิตได้ตามปกติ กระบวนการยุติธรรมของไทยต้องเอาจริงกับการสร้างความมั่นใจให้พยานในเรื่องการช่วยเหลือ ดูแล เมื่อพยานได้รับความเดือดร้อน ไม่ใช่เมื่อศาลตัดสินคดีสิ้นสุดก็ถือว่าการดูแลพยานจะสิ้นสุดลงด้วย เพราะบางคดียังมีการติดตามข่มขู่ของกลุ่มญาติพี่น้องของผู้ต้องหา ถึงคดีจะสิ้นสุดแต่ภาครัฐก็ยังต้องคุ้มครองพยานอยู่”

               ผศ.ดร.สุขุมวิทย์ กล่าวว่า ระบบการดูแลพยานที่เหมาะสม พยานควรได้รับการดูแลความปลอดภัย ตั้งแต่เข้าสู่กระบวนการของการเป็นสายลับให้เจ้าหน้าที่ เมื่อศาลตัดสินความผิดแล้ว ภาครัฐต้องดูแล คุ้มครองพยานต่อเนื่องกว่า 3-4 ปี จนกว่าจะมั่นใจว่าสายลับจะปลอดภัย สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่หากมีความผิดพลาดระหว่างการทำงาน รัฐอาจจะต้องช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ เช่น เปลี่ยนที่ทำงาน เปลี่ยนที่อยู่และดูแลไปตลอดชีวิต สร้างความมั่นใจให้แก่พยานว่า เมื่อต้องเข้าไปเสี่ยงชีวิตแล้ว หน่วยงานที่รับผิดชอบจะสร้างความมั่นใจในระบบรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงให้แก่พยานได้


ว่าด้วยคุ้มครองพยาน

               ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนรายหนึ่ง กล่าวว่า โครงการคุ้มครองพยานเป็นการคุ้มครองพยานบุคคลที่รู้ข้อเท็จจริงข้อมูลความลับที่ใช้พิสูจน์ความจริงในคดีอาญา พยานบุคคลกลุ่มนี้จึงมีความสำคัญมาก นับตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญ 2540 ได้กำหนดสิทธิและกฎหมายให้การคุ้มครองพยาน โดยรัฐธรรมนูญเป็นหลักประกันในการคุ้มครองเพื่อให้การปกป้องพยานให้ปลอดภัย พยานจะได้รับสิทธิในการคุ้มครอง การปฏิบัติที่เหมาะสม และได้รับค่าตอบแทนที่จำเป็นและสมควร

               วิธีการปฏิบัติในการคุ้มครองพยานนั้น เริ่มจากการยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองพยาน จากนั้นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะสืบเสาะ ดูพฤติกรรม แล้วจึงจัดทำเป็นรายงานทางลับเพื่อนำเสนอต่อผู้บังคับบัญชาว่าอยู่ในข่ายที่จะคุ้มครองพยานหรือไม่

               “เมื่อพยานรับการพิจารณาเข้าร่วมโครงการแล้ว วิธีปฏิบัติแต่ละรายจะแตกต่างกันไป มีทั้งการคุ้มครองแบบสังเกตการณ์ การตามประกบตลอด 24 ชั่วโมง การคุ้มครองแบบสูงสุด ส่วนการเข้าร่วมโครงการมีระยะเวลาขึ้นอยู่กับคดี ความจำเป็น หลังจากเบิกความแล้วการคุ้มครองจะสิ้นสุด แต่หากพยานเห็นว่ายังมีอันตรายอยู่ผู้ปฏิบัติก็จะพิจารณา หากเห็นสมควรก็จะคุ้มครองต่อไปอีกระยะหนึ่ง จากนั้นเมื่อผู้ปฏิบัติเห็นว่าพยานปลอดภัยแล้วก็จะปฏิเสธให้การคุ้มครอง”

               แหล่งข่าวตั้งข้อสังเกตว่า จากเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัยและรวดเร็วขึ้น การปฏิเสธที่จะให้การคุ้มครอง ทำให้พยานหาวิธีการเอาตัวรอดโดยบางรายใช้โปรแกรมไลน์ เฟซบุ๊ก หรือโปรแกรมอื่นๆ ในการติดต่อสื่อสารกับคนภายนอก ญาติพี่น้อง โดยพยานกลุ่มนี้เชื่อว่า การอยู่นิ่งเฉยหรืออยู่ในที่ลับโดยไม่ให้ผู้อื่นรับรู้ความเคลื่อนไหว หากกลุ่มผู้มีอิทธิพลมาอุ้ม หรือปองร้าย เกิดอันตรายจนถึงแก่ชีวิตก็จะไม่มีผู้ใดรู้เห็น

               "ต้องยอมรับว่า การให้การคุ้มครองพยานของไทยยังเป็นการเริ่มต้น การดูแลพยานยังใช้การเฝ้ามอง ไม่มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการคุ้มครองดูแล เจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการยังมีน้อย การคุ้มครองพยานจึงยังไม่มีความชำนาญเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ในอนาคตคาดว่าโครงการคุ้มครองพยานจะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้ดูแลเพียงหน่วยงานเดียว เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น"


-----------------------------

(หมายเหตุ- รายงานเรื่อง "สายลับจนตรอก" มีวัตถุประสงค์นำเสนอภาพชีวิตของบุคคลผู้อาสาเข้ามาทำงานเป็น "สาย" ให้แก่ทางราชการ มิได้มีเจตนาที่จะก้าวล่วงคดีความที่อยู่ระหว่างรอการตัดสินของศาลยุติธรรมแต่อย่างใด)