
รื้อถอนบ้านรุกที่ริมบึงทุ่งสร้าง
รื้อถอนบ้านรุกที่ริมบึงทุ่งสร้าง ตัดไฟแต่ต้นลมไร้น้ำตาและความรุนแรง : จิติมา จันพรม ... รายงาน
หลังออกพรรษาปีนี้เทศบาลนครขอนแก่นเตรียมรื้อถอนอาคารสำนักสงฆ์สิริธรรมจันทร์โชติทุ่งสร้าง ซึ่งก่อตั้งมากว่า 10 ปี ระยะแรกก่อสร้างในที่ดินเอกชน ต่อมาปี 2551 ได้สร้างอาคารรุกที่บึงทุ่งสร้าง โดยสร้างอาคารถาวรหลายหลัง ซึ่งเทศบาลได้สั่งรื้อถอนและมีการอุทธรณ์หลายครั้ง กระทั่งปี 2555 ได้ประกาศรื้ออาคารแต่สำนักสงฆ์ได้ฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งศาลได้พิจารณาและชี้แจงว่าเทศบาลได้ดำเนินการโดยชอบด้วยอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายจึงไม่มีคำสั่งให้คุ้มครองเทศบาลประกาศเข้ารื้อถอนในวันที่ 24 กันยายน 2556 แต่สำนักสงฆ์ได้อุทธรณ์ขอเลื่อนไปก่อนเนื่องจากเป็นช่วงเข้าพรรษา เทศบาลเห็นว่าแม้อาคารสร้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ถ้ารื้อช่วงเข้าพรรษา อาจจะกระทบความรู้สึกของพุทธศาสนิกชน จึงยืดเวลารื้อถอนออกไปหลังออกพรรษาในวันที่ 29 ตุลาคม
ก่อนหน้านี้เทศบาลนครขอนแก่นได้รื้อถอนบ้านพักอาศัย 20 หลัง ที่ก่อสร้างบนที่สาธารณะบึงทุ่งสร้างด้านหลังสำนักงานประมงขอนแก่น และอยู่ใกล้จวนผู้ว่าราชการจังหวัด โดยติดป้ายประกาศไว้ล่วงหน้าและกำหนดวันรื้อถอนวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา โดยไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นแม้จะมีหลายคนไม่เต็มใจแต่ก็ได้แค่บ่น สุดท้ายต้องยอมให้รื้อถอนเพื่อให้เทศบาลเข้ามาปรับภูมิทัศน์และใช้ประโยชน์ในพื้นที่เพื่อส่วนรวม
จุดเริ่มต้นของชุมชนเล็กๆ แห่งนี้เริ่มขึ้นหลังจากยายอาน พิงไธสง อายุ 84 ปี และนายแดงผู้เป็นสามี ขายบ้านที่เคยอาศัยในชุมชนเทพรักษ์และไปสร้างบ้านพักริมบึงทุ่งสร้างเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เนื่องจากอยากหนีจากสภาพชุมชนที่แออัดคับแคบและเห็นว่าที่ริมบึงทุ่งสร้างมีที่ว่างจึงมาถากถางต้นไม้สร้างเพิงพักอาศัย ปลูกผักเก็บผักบุ้งขาย พร้อมรับจ้างเล็กๆ น้อยๆ ตามกำลังที่มีอยู่
ยายอาน เล่าให้ฟังว่า แม้จะไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา แต่ก็อยู่ได้ตามมีตามเกิด ที่สำคัญดีต่อสุขภาพของนายแดงผู้เป็นสามีที่สุขภาพไม่ค่อยดี มีอาการหอบหืดรุนแรง ได้อยู่ที่โล่งๆ ยังพอให้หายใจสะดวก เราเป็นครอบครัวแรกที่มาอาศัยอยู่ ต่อมาก็มีคนเข้ามาสร้างบ้านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีเพื่อนบ้านได้ช่วยเหลือดูแลกันยามเจ็บไข้ แรกๆ ยังมีแรงรับจ้างและปลูกผักเก็บขายมีรายได้ซื้อข้าวซื้อยา แต่พออายุมากกำลังก็ถดถอยทำงานไม่ได้แต่ยังรับจ้างเลี้ยงควายได้วันละ 10 บาท เอาไปซื้อหมากพลู ส่วนข้าวปลาอาหารได้รับความช่วยเหลือจากพระวัดใกล้ๆ
แม้จะเป็นแค่เพิงเศษไม้กั้นเป็นห้องนอน แต่ก็รู้สึกเหมือนเป็นบ้าน ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา แต่ก็อยู่ได้อย่างสบายใจ อาศัยแสงสว่างจากเทียนและอาศัยน้ำจากบ่อน้ำหลังสำนักงานประมง ไม่คิดยึดที่ตรงนี้สร้างเป็นบ้านหรือยึดที่ดินเป็นของตัวเอง เพียงขออาศัยอยู่ไปวันๆ ไม่อยากเป็นภาระใครมากกว่านี้ ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายนเป็นต้นมา ก็รู้สึกเหงา เพื่อนบ้านหายไปหมด บ้านที่เคยอยู่ด้วยกันถูกรื้อถอนเหลือแต่ซาก แม้แต่ควายที่เคยเลี้ยง 3 ตัว เจ้าของที่เคยจ้างให้เลี้ยงก็มาเอากลับไปแล้ว จนรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป ปกติทุกวันจะได้ทำหน้าที่ปล่อยควายออกไปกินหญ้าและจะกลับมาเองในตอนเย็น
ยายอาน บอกอีกว่า คงต้องยอมย้ายออกไปยังไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ตอนนี้อยู่ในช่วงทำใจเตรียมย้ายภายในสิ้นเดือนนี้ อาจเข้าไปอยู่บ้านหลังเดิมที่ขายไปแล้วแต่มีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลว่าจะหาที่พักให้ ก็อยากได้ที่พักที่สะดวกมีคนคอยช่วยเหลือได้บ้างยามเจ็บป่วยเพราะตอนนี้นายแดงผู้เป็นสามีอาการไม่ค่อยดีนัก อาการหอบหืดรุนแรงขึ้น ตอนนี้ยังพอมีเพื่อนบ้านที่เคยอยู่ด้วยกันคอยมาดูแลบ้าง แต่เมื่อไปอยู่ที่อื่นเกรงว่าจะไม่มีคนคอยดูแลคอยเรียกหมอให้
แม้ยายอานจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวในช่วงรอวันย้ายของออก ยังมีนายตี๋ พิมพ์สอน เพื่อนบ้านยายอาน ซึ่งบ้านถูกรื้อไปแล้วได้ปั่นจักรยานมาเยี่ยมและเป็นเพื่อนกับคุยยายอานทุกวัน โดยครอบครัวนายตี๋ได้ย้ายไปอาศัยที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ 605 ซึ่งเจ้าของร้านเป็นตำรวจใจดีให้ทำงานและให้นอนพักเฝ้าร้านให้ทั้ง 3 คนพ่อแม่ลูก แต่ทุกวันจะมาเยี่ยมยายอานและสามี เพราะยังรู้สึกผูกพันกับที่นี่ และเป็นห่วงตายายแม้จะไม่ใช่ญาติแต่ก็เหมือนญาติที่เคยดูแลกันมานาน
"นายตี๋" บอกว่า ตอนนี้สุขภาพจิตใจดีขึ้น ตอนแรกรู้สึกทุกข์ใจเป็นกังวล สงสารลูกไม่รู้จะพาลูกไปอยู่ที่ไหนและช่วงนี้ยังพอมียายอานและตาแดงที่เป็นคนคุ้นเคยให้ได้พูดคุยกันบ้าง หลังจากนี้ไปเมื่อทั้งสองคนย้ายไปอยู่ที่อื่นก็คงจะไม่มีใคร จึงตั้งใจว่าจะช่วยครอบครัวทำงาน อย่างน้อยก็ช่วยดูแลทำความสะอาดร้านก๋วยเตี๋ยวที่เจ้าของใจดีให้ที่พัก เพราะถ้าจะไปหาเช่าบ้านเหมือนคนอื่นรายได้คงไม่พอจ่าย
นี่เป็นกรณีตัวอย่างของการให้คนย้ายออกจากที่สาธารณะ ซึ่งเทศบาลนครขอนแก่นได้แก้ปัญหาอย่างรอบคอบและรวดเร็ว เพราะถ้าปล่อยไว้นานโอกาสที่หลายครอบครัวมีลูกหลานมาอ้างสิทธิ์อยู่อาศัยจะเป็นเรื่องยุ่งยาก ถือเป็นกรณีตัดไฟแต่ต้นลม ทำให้การเข้ารื้อบ้านไม่เกิดความรุนแรง ไม่เสียน้ำตามากนัก ยอมรับการเข้ามาของเทศบาลและรับเงินช่วยเหลือขนย้ายรายละ 3,000 บาท โดยไม่มีเหตุรุนแรง
ขณะที่ "ธีรศักดิ์ ฑีฆายุพันธ์" นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น บอกว่า ตั้งแต่มีการบุกรุกเข้ามาสร้างที่พักอาศัยเมื่อหลายปีก่อนได้ทำบันทึกข้อตกลงกับผู้บุกรุกว่า ถ้าเทศบาลยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ก็ให้อยู่ไปก่อน แต่เมื่อการบุกรุกไม่เป็นระเบียบจึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงภูมิทัศน์ใหม่และใช้ประโยชน์จากที่แห่งนี้เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม และถ้าปล่อยไว้นานปัญหาอาจตามมาอีกมาก ตอนนี้มีไม่กี่สิบครอบครัว แต่ถ้าปล่อยไว้นานอาจขยายเพิ่มขึ้นอีกจนกลายเป็นชุมชนใหญ่ ทั้งนี้ ทุกอย่างประนีประนอมไม่ใช้ความรุนแรง มีการแจ้งให้ทราบและเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างเหมาะสม และช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการขนย้าย แต่ถ้ารายใดไม่มีที่อยู่อาศัยก็จะประสานให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นรายๆ ไป
-------------------------
(รื้อถอนบ้านรุกที่ริมบึงทุ่งสร้าง ตัดไฟแต่ต้นลมไร้น้ำตาและความรุนแรง : จิติมา จันพรม ... รายงาน)



