
'ปภ.'รายงานอุทกภัย28จว.ตาย39ราย
'ปภ.' รายงานอุทกภัย 28 จังหวัด เสียชีวิต 39 ราย ด้าน 'มท.1' วอนประชาชนอย่าทำลายแนวคันกั้นน้ำ หวั่นเสียหายขยายวงกว้าง
11 ต.ค.56 ที่กระทรวงมหาดไทย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ว่า ตนมีความเป็นห่วงสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ มากกว่าสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้
"ที่เป็นห่วงในขณะนี้ คือกรณีที่เกิดปัญหาเขื่อนแตก และพบว่าในบางพื้นที่ประชาชนได้ทำลายแนวคันกั้นน้ำ เพื่อต้องการระบายน้ำออกจากพื้นที่ของตนเอง ดังนั้นจึงขอความร่วมมือประชาชนทุกคนอดทน เพราะไม่เช่นนั้นความเสียหายอาจจะขยายวงกว้างเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งในเรื่องของการระบายน้ำนั้น ขอให้เป็นหน้าที่ ของจังหวัดและกรมชลประทานในการดำเนินการผันน้ำออกจากพื้นที่ โดยจะไม่ทำให้เกิดความเสียหายที่ขยายวงกว้าง" นายจารุพงศ์ กล่าว
นอกจากนี้ ตนได้รับรายงานจากผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ว่า ในวันนี้มวลน้ำจะไหลเข้าสู่จังหวัด และทางจังหวัดยืนยันสามารถดูแลควบคุมสถานการณ์ได้ อย่างไรก็ดี ได้กำชับผู้ว่าฯบุรีรัมย์ประสานงานกับผู้ว่าฯสุรินทร์ แจ้งข้อมูลปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านไปยังจังหวัดสุริทร์ให้ทราบล่วงหน้า เพื่อจะได้มีการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำ
นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2556 ถึงปัจจุบันเกิดสถานการณ์อุทกภัยรวม 42 จังหวัด 304 อำเภอ 1,857 ตำบล 14,782 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,030,367 ครัวเรือน 3,505,687 คน บ้านเรือนเสียหาย 29,289 หลัง พื้นที่การเกษตรเสียหาย 3,259,760 ไร่ ผู้เสียชีวิต 39 ราย ขณะนี้สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 14 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำปาง กำแพงเพชร อุทัยธานี นครราชสีมา กาฬสินธุ์ มุกดาหาร อำนาจเจริญ ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง และยโสธร
นายฉัตรชัย กล่าวอีกว่า ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย 28 จังหวัด 158 อำเภอ 986 ตำบล 7,604 หมู่บ้าน 478,176 ครัวเรือน 1,650,527 คน อพยพ 3,686 ครัวเรือน 10,868 คน (จังหวัดศรีสะเกษ และอุบลราชธานี) แยกเป็น ระดับรุนแรง 3 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา ระดับปานกลาง 15 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ ชัยภูมิ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สุพรรณบุรี สิงห์บุรี ชลบุรี นครสวรรค์ ชัยนาท นครนายก ราชบุรี และปทุมธานี ระดับเล็กน้อย 10 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี ขอนแก่น ระยอง จันทบุรี กาญจนบุรี สระบุรี พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ และสมุทรปราการ
"แนวโน้มสถานการณ์อุทกภัยในภาพรวมเริ่มคลี่คลาย หลายพื้นที่ระดับน้ำลดลง แต่ยังมีน้ำท่วมขังพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำ พื้นที่ท้ายเขื่อน ซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำออกจากเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ" อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าว
'สสจ.ปราจีน' น้ำท่วมหนัก! ย้ายที่ทำการไปรพ.ค่ายจักรพงศ์
นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านการแพทย์และสาธารณสุข ว่า ได้เน้นย้ำให้ทุกพื้นที่น้ำท่วมดูแลสุขภาพผู้ประสบภัยให้ทั่วถึงและจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกให้บริการประชาชนต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจุดที่น้ำท่วมสูง ประชาชนไม่สามารถมารับบริการได้ ขณะนี้ พื้นที่ที่น่าห่วงและต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือจังหวัดปราจีน สระแก้วและฉะเชิงเทรา เนื่องจากยังมีน้ำท่วมสูงและอาจท่วมขังนานนับเดือน สถานการณ์ในวันนี้ที่จ.ปราจีนบุรีจัดอยู่ในภาวะวิกฤต โดยน้ำท่วมที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ปราจีนบุรี สูง 1.5 เมตร ต้องย้ายที่ทำการและตั้งวอร์รูมน้ำท่วมที่รพ.ค่ายจักรพงศ์ชั่วคราว
ในส่วนของรพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ ซึ่งมีอาคารเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โบราณสถานสำคัญตั้งอยู่ภายในรพ. โดยระดับน้ำรอบโรงพยาบาลสูงขึ้น และรั่วเข้าด้านหลังโรงพยาบาล ต้องสูบน้ำออกตลอดเวลา ส่วนด้านหน้าโรงพยาบาลยังป้องกันได้ แต่เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยหนักซึ่งมีทั้งหมด 39 รายก่อนน้ำจะท่วมโรงพยาบาล โดยวานนี้ (10 ต.ค.) ย้ายแล้ว 12 ราย ไปที่รพ.ค่ายจักรพงศ์ รพ.นครนายก รพ.ฉะเชิงเทรา และรพ.มหาราชนครราชสีมา ในวันนี้จะทยอยย้ายส่วนที่เหลือไปรพ.ราชวิถี และรพ.อื่นๆ ตามแผนที่วางไว้
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตั้งโรงพยาบาลสนามเพิ่มเป็น 4 แห่ง คือกบินทร์บุรี 2 แห่ง ที่ปั๊มน้ำมันแยกกบินทร์บุรี และเทศบาลกบินทร์บุรี อำเภอศรีมหาโพธิที่ตลาดท่าประชุม และอำเภอประจันตคามที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่ 3 และได้ระดมทีมแพทย์จากพื้นที่ใกล้เคียงและต่างจังหวัด เช่น ชลบุรี ระยอง จันทบุรี นครนายก สระบุรี ราชบุรี เพชรบุรี มาสับเปลี่ยนทีมในพื้นที่เพื่อออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ตรวจรักษาประชาชน และเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโรคเรื้อรังออกจากพื้นที่น้ำท่วม มาพักที่โรงพยาบาลหรือบ้านญาติ โดยในวันนี้ได้มอบหมายให้นายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและประธานวอร์รูมน้ำท่วม ลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ที่รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ และอ.ประจันตคาม เพื่อร่วมประเมินสถานการณ์และวางแผนการแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ด้วย
“ได้มีการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่แล้วกว่า 1,100 ครั้ง พบผู้ป่วย 78,000 ราย ปัญหาปัจจุบันนี้ไม่ใช่เรื่องสุขภาพแต่เป็นเรื่องอุบัติเหตุ จมน้ำ ไฟฟ้าดูด ล่าสุดพบมีประชาชนเสียชีวิตจากการจมน้ำ 51 ราย ขอเตือนให้ประชาชนระมัดระวังเรื่องการจมน้ำ โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ไม่ควรเดินลุยน้ำท่วมตามลำพัง ไม่ควรให้เด็กเล่นน้ำเนื่องจากกระแสน้ำเชี่ยว หากเดินทางทางเรือต้องมีอุปกรณ์ชูชีพ เช่น เสื้อชูชีพ หรือถังแกลอนเปล่าที่มีฝาปิดสนิท หรือผลมะพร้าวแห้งผูกติดกัน ซึ่งจะช่วยพยุงตัวไม่ให้จมน้ำได้” นพ.ประดิษฐ กล่าว
ทางด้านนายแพทย์วิศิษฏ์ ตั้งนภากร ประธานบริหารเขตบริการสุขภาพที่ 6 กล่าวว่า ได้ประสานรถขับเคลื่อนสี่ล้อยกสูงจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเรือจากรพ.กระทุมแบน จ.สมุทรสาคร พร้อมเสื้อชูชีพ เพื่อออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ได้ให้โรงพยาบาลผลิตน้ำบรรจุขวดและระดมน้ำดื่มบรรจุขวดจากรพ.ชลบุรี รพ.พุทธโสธร จ.ฉะเชิงเทราและรพ.พระปกเกล้า จ.จันทบุรี ประมาณ 20,000 ขวด เพื่อบริการผู้ป่วยและญาติในโรงพยาบาลและหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ อย่างไรก็ดี ต้องขอความร่วมมือประชาชนโดยเฉพาะที่อยู่ในบ้านที่มีน้ำท่วมสูงและมีผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือหญิงตั้งครรภ์ ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในกรณีที่จำเป็นต้องย้ายออกจากบ้าน เพื่อความปลอดภัยและสะดวกในการดูแลหากเจ็บป่วยฉุกเฉิน
ปภ.แม่ฮองสอน สำรวจ 7 อำเภอประสบภัยหนาว
นายเพิ่มวิทยา กันทะทรง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้มีหนังสือขอความร่วมมือไปยังนายอำเภอ 7 อำเภอ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนให้ดำเนินการสำรวจการขาดแคลนเครื่องกันนาว โดยเฉพาะผ้าห่มกันหนาว เสื้อกันหนาวแก่ราษฎรในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อจะได้จัดเตรียมให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวในปี 2556 เนื่องจากขณะนี้ในพื้นที่อำเภอปางมะผ้า อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ และยังมีราษฎรที่อาศัยอยู่บนพื้นที่ยอดดอยที่อาจจะประสบภัยหนาวมากกว่าปีที่ผ่านมา
สำหรับการช่วยเหลือราษฎรที่ประสบภัยหนาวปี 2555 ที่ผ่านมา ราษฎรมีความต้องการเครื่องกันหนาว จำนวน 67,023 ราย สามารถช่วยเหลือราษฎรได้ 19,958 ราย ส่วนที่ราษฎรที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลืออีก 42,898 ราย จะเร่งให้ความช่วยเหลือในปี 2556 เป็นอันดับแรก
อย่างไรก็ตามผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีความห่วงใยราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่อาจจะไม่ได้รับการช่วยเหลือ ซึ่งสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงได้ขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สำรวจความเดือดร้อนของราษฎรดังกล่าว
น้ำท่วมบุรีรัมย์ขยายวงกว้าง ประกาศภัยพิบัติ 22 อำเภอ
สถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดบุรีรัมย์ยังขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดจังหวัดได้ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินจากอุทกภัยแล้ว 22 อำเภอ จากที่ทั้งจังหวัดมีทั้งหมด 23 อำเภอ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ 113 ตำบล 1,010 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 58,825 ครัวเรือน ประชากร 256,847 คน ในจำนวนมีราษฎรที่ประสบอุทกภัยที่ต้องอพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงที่ว่าการอำเภอโนนดินแดง และวัดบ้านหนองกก กว่า 300 ครอบครัว ทั้งยังชาวบ้านที่ถูกกระแสน้ำพัดเสียชีวิต 2 ราย เป็นเด็ก 1 ราย ผู้ใหญ่ 1 ราย ที่อ.โนนสุวรรณ และจากการสำรวจพบว่าขณะนี้มีพื้นที่นาข้าวถูกน้ำท่วมมากถึง 189,228 ไร่ เสียหายแล้วกว่า 48,000 ไร่ ถนนทั้งสายหลักสายรองถูกน้ำท่วมขังและกัดเซาะพังเสียหาย 262 สาย บ่อปลา 4,567 บ่อ ฝาย ทำนบ 10 แห่ง วัด 3 แห่ง โรงเรียน 4 แห่ง และขณะนี้สถานการณ์น้ำที่ท่วมขังบ้านเรือน ถนน และไร่นาในหลายพื้นที่ยังไม่ลดระดับ
ด้านนายณัฐวัฒน์ อ่อนสุวรรณ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดบุรีรัมย์ ระบุว่า สำหรับการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำทาง ปภ. รวมถึงส่วนราชการ และภาคเอกชน หลายหน่วย ก็ได้ระดมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งเรือ ถุงยังชีพ น้ำดื่ม ยารักษาโรค และจากการประเมินค่าความเสียหายจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ คาดว่าไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท
ชลบุรี-น้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร โซนพานทอง เริ่มคลี่คลาย
รายงานข่าวแจ้งว่า หลังเกิดน้ำท่วมขึ้นในพื้นที่บางส่วนของนิคมอุตสาหกรรม อมตะนคร ชลบุรี ซึ่งมีพื้นที่โครงการคาบเกี่ยว ระหว่าง อ.เมือง กับ อ.พานทอง ในจ.ชลบุรี ล่าสุดได้มีการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ โดยพบว่าน้ำที่เคยท่วมขังสูง ในเฟส 7-8-9 เขต อ.พานทอง เริ่มลดลงตามลำดับ ยานพาหนะสามารถผ่าน เข้า-ออก พื้นที่ได้แล้ว คาดว่าหากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติม ปัญหาน้ำท่วมขังจะหมดภายใน 1-2 วันนี้ ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมของจังหวัดชลบุรี ในตัว อ.พนัสนิคม น้ำลดหมดแล้ว แต่ในส่วนของตำบลรอบนอกของอำเภอ ซึ่งเป็นที่ลุ่มยังพบว่ามีน้ำท่วมหลายตำบล
สำหรับ อ.พานทอง สถานการณ์น้ำท่วมยังคงมีอยู่ทั่วไป ในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลพานทอง สำหรับพื้นที่ อ.พานทอง ถือเป็นพื้นที่รับน้ำสุดท้ายของจังหวัดก่อนลงสู่ทะเล ทำให้มีมวลน้ำจำนวนมากสะสมรอการระบาย
เพชรบุรี-ชลประทานพร่องน้ำออกจากเขื่อน เตรียมรับพายุลูกใหม่
รายงานข่าวจาก จ.เพชรบุรี แจ้งว่า ขณะนี้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี กำลังเร่งระบายน้ำออกท้ายเขื่อนเพชรลงแม่น้ำเพชรบุรี ในอัตรา 88 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อควบคุมปริมาณน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่มีฝนตกหนัก เนื่องจากปัจจุบันยังคงมีน้ำไหลเข้าอย่างต่อเนื่องอ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และอ่างเก็บน้ำห้วยผากอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งอยู่เหนือเขื่อนเพชรอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าจะเกิดพายุไต้ฝุ่นที่กำลังก่อตัวในทะเลจีนใต้ ซึ่งจะมีทิศทางการเคลื่อนที่เข้าสู่ประเทศเวียดนาม และอาจส่งผลกระทบทำให้เกิดภาวะฝนตกหนักขึ้นอีกในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีและใกล้เคียงได้
ดังนั้น เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรีจึงมีความจำเป็นต้องระบายน้ำดังกล่าว ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเนื่องจากมีน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนในพื้นที่อ. ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมือง และ อ.บ้านแหลม จึงขอให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว เตรียมขนของและอพยบสัตว์เลี้ยงขึ้นไปอยู่บนที่สูง นอกจากนี้อ่างเก็บน้ำห้วยประจันต์อันเนื่องมาจากประราชดำริ มีปริมาณน้ำเกินความจุสูงสุดของอ่าง จึงได้มีการระบายน้ำออกจากเขื่อนในอัตรา 28 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำในลำห้วยแม่ประจันต์บริเวณท้ายเขื่อนตั้งแต่ อ.หนองหญ้าปล้อง อ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง ได้ ขอให้ผู้ที่อยู่บริเวณริมห้วยแม่ประจันต์ ได้เคลื่อนย้ายสิ่งของ และสัตว์เลี้ยงไปพื้นที่สูง
จันทบุรี-สรุปวิกฤตน้ำท่วมทำค้าชายแดน 3 วัน เสียหาย 50 ล้านบาท
นายอิสิวุฒิ ตั้งเกียรติ นายกสมาคมผู้ประกอบการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดเผยว่า ขณะนี้ตลาดการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี ได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ภาวะการค้าชายแดนระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย ต้องชะงักงันไป โดยคาดว่าตลอดช่วงที่เกิดน้ำท่วม รวม 3 วัน ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 6 ถึงอังคารที่้ 8 ตุลาคม ทำให้เกิดความเสียหายสูงถึง50 ล้านบาท จากการที่ไม่สามารถส่งสินค้าจากฝั่งไทย เข้าไปยังกัมพูชาได้ จากปัญหาน้ำท่วมที่ตัดขาดเส้นทาง ส่วนยอดการค้าในขณะนี้หลังการฟื้นตัวพบว่าอยู่ที่ 20 ล้านบาท/วัน
ฉะเชิงเทรา-คลองสียัดสุดอั้นระบายทิ้งวันละ 3.3 ล้าน ลบ.ม.
นายเชษฐา ดิษยมาลย์ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองสียัด (อ่างเก็บน้ำสียัด) อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา รายงานว่า ขณะนี้ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำสียัด มีระดับที่ล้นเกินกว่าความจุ มากกว่า 22 ล้าน ลบ.ม. หลังจากมีน้ำไหลเข้าท้ายเขื่อนอย่างรวดเร็วจนทำให้ในขณะนี้มีน้ำอยู่ภายในอ่างจำนวนมากถึง 442.11 ล้านลบ.ม. ซึ่งเกินกว่าความจุที่ 420 ล้าน ลบ.ม.
โดยมีความสูงเหนือขอบยางสปิลย์เวย์ 20 ซม. จึงทำให้มีน้ำไหลล้นทิ้งออกไปยังด้านนอกที่อัตรา 38.77 ลบ.ม./วินาที หรือประมาณ 3.36 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน แต่ยังโชคดีที่ไม่มีฝนตกลงมาซ้ำในพื้นที่เติมน้ำลงเข้าท้ายเขื่อนอีกเป็นเวลากว่า 3 วันแล้ว ซึ่งคาดว่าน้ำที่ล้นเกินปริมาณความจุของอ่างเก็บน้ำจะยุบลงไปสู่สภาวะปกติได้ในอีกประมาณ 1 สัปดาห์
สำหรับน้ำที่ล้นทิ้งเหนือขอบสปิลเวย์ไปนั้น ก็จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทางตอนล่าง บริเวณเขตพื้นที่ ต.คู้ยายหมี อ.สนามชัยเขต ซึ่งเป็นจุดรวมน้ำที่ไหลล้นสปิลเวย์ลงไป ทั้งจากอ่างเก็บน้ำคลองระบม และอ่างเก็บน้ำสียัด และจะไหลลงไปยังในลำคลองท่าลาด และจะเอ่อล้นเข้าท่วมไปยังในพื้นที่ต่ำโดยเฉพาะ พื้นที่ ต.เกาะขนุน ต.ท่าถ่าน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา และไหลต่อเนื่องไปยังในเขตพื้นที่ ต.ราชสาส์น และบางคล้า ก่อนที่จะไหลลงสู่แม่น้ำบางปะกงต่อไป นายเชษฐา กล่าว
ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในเขตพื้นที่ อ.ราชสาส์น และ อ.บางคล้า นั้น ขณะนี้มีแนวโน้มท่วมสูงขึ้นหนักกว่าเก่าต่อไปอีก โดยในวันนี้มีระดับน้ำท่วมเพิ่มสูงขึ้นกว่าวันวานอีก 25-30 ซม. เนื่องจากน้ำที่ไหลบ่าล้นออกมาจากแม่น้ำปราจีนบุรี ได้ไหลบ่าตัดผ่าน อ.ศรีมโหสถ (โคกปีบ) อย่างรุนแรงและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จึงทำให้ถนนทางหลวงแผ่นดินสาย 319 ถูกน้ำไหลบ่าตัดขาดการสัญจรไปเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ จึงยิ่งทำให้มีปริมาณน้ำไหลลัดเข้ามาสู่ในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา เพิ่มมากขึ้น แบบหลายทิศทาง
ทั้งจากลำน้ำบางปะกงเดิมที่มีมวลน้ำในปริมาณมากไหลผ่านลงมาจาก อ.กบินทร์บุรี อ.ศรีมหาโพธิ์ อ.เมืองปราจีนบุรี และ อ.บ้านสร้าง ก่อนเข้าสู่เขต จ.ฉะเชิงเทรา ที่ ต.บางขนาก อ.บางน้ำเปรี้ยวแล้ว ยังมีน้ำที่ลัดทุ่งมาทาง อ.ศรีมโหสถ ประกอบกับมีน้ำจาก อ่างเก็บน้ำคลองระบม และสียัดไหลล้นสปิลเวย์บ่าลงมาท่วมซ้ำเติมอีก จึงยิ่งทำให้สถานการณ์น้ำท่วมยิ่งขยายเป็นวงกว้างมากขึ้นไปอีก ซึ่งล่าสุดได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่ทางตอนล่าง ตลอดแนวลำน้ำบางปะกงในเขตพื้นที่ อ.คลองเขื่อนแล้ว โดยมีระดับท่วมสูงกว่า 1 เมตร



