
เชื้อแรง...กระจายเร็วตามรอยเอดส์สายพันธุ์ใหม่โลก
หลังจากนักจุลชีววิทยาเปิดเผยการค้นพบ "เชื้อเอดส์ลูกผสม 3 สายพันธุ์" ชนิดใหม่ในประเทศไทยถึง 2 สายพันธุ์ คือ "เอจี/ดี (AG/D)" และ "เออี/จี (AE/G)" ซึ่งพบจากตัวอย่างเลือดของหญิงฝากครรภ์ที่ รพ.ศิริราช เมื่อปี 2551
สิ่งที่ทำให้นักวิจัยกังวลใจไม่ใช่แค่เชื้อ 3 สายพันธุ์มารวมกันเป็นไวรัสเอดส์ลูกผสมตัวใหม่ของโลก แต่เป็นอัตราการพบที่สูงมาก เพราะสุ่มตรวจเพียง 44 ราย พบถึง 2 ราย และเป็นการผสมสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่ซ้ำกันทั้ง 2 แบบ
ย้อนไปในอดีตเชื้อไวรัสเอชไอวีติดต่อสู่คนครั้งแรกประมาณปี 2473 โดยตรวจพบในเลือดของผู้ป่วยชาวคองโกจากทวีปแอฟริกา กระทั่งผ่านไป 20 ปีนักวิทยาศาสตร์จึงแยกได้ว่าเชื้อเอชไอวีแบ่งได้ 2 ชนิด คือ ทัยป์ 1 (HIV-1) และทัยป์ 2 (HIV-2) และยังแบ่งเป็น 3 กรุ๊ป ได้แก่ เอ็ม (M) โอ (O) และ เอ็น (N) ตามเชื้อของลิงต้นกำเนิดไวรัสเอดส์แต่ละชนิด
สายพันธุ์เอดส์ที่แพร่หลายมากที่สุดคือ กรุ๊ปเอ็ม แยกย่อยเป็น 9 แบบคือ เอ, บี, ซี, ดี, เอฟ, จี, เอช, เจ และเค ผ่านไปไม่นานก็เริ่มค้นพบไม่ได้มีเฉพาะสายพันธุ์เดี่ยว เพราะไวรัสเอดส์ฉลาดจนรวมตัวกันเป็นพันธุ์ผสมได้ หรือเรียกว่า "ซีอาร์เอฟ" (CRFs :Circulating Recombinant Forms) เช่น เอผสมบี (A/B) เอผสมจี (A/G) บีผสมเอฟ (B/F) ฯลฯ จนขยายกลายเป็น 30 กว่าสายพันธุ์
หากเรียงลำดับสายพันธุ์เอดส์ที่มีพบมากสุดของโลก อันดับ 1 คือ "ซี" พบมากในแอฟริกาใต้ จากนั้นก็แพร่มายังอินเดีย ก่อนส่งต่อให้จีนและพม่า โดยผู้ติดเอดส์ร้อยละ 50 ของโลกเป็นสายพันธุ์ซี อันดับ 2 คือ "เอ" พบมากในแอฟริกาตะวันตกและรัสเซีย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 12 ของโลก อันดับ 3 คือ "จี" ร้อยละ 5 -10 พบที่แอฟริกาตะวันตก แอฟริกาตะวันออก และกลุ่มยุโรป ส่วนสายพันธุ์ "ดี" พบประมาณร้อย 3 ของโลกบริเวณแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันออก
ประเทศไทยเจอเชื้อเอดส์ครั้งแรกเมื่อปี 2527 โดยพบสายพันธุ์บีจากกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดและกลุ่มรักร่วมเพศ ต่อมาก็พบสายพันธุ์เอ-อีในกลุ่มหญิงขายบริการและเยาวชน ซึ่งสายพันธุ์ไวรัสเอดส์เอ-อีแพร่ระบาดได้เร็วมากในเมืองไทย ก่อนกระจายไปให้เพื่อนบ้าน เช่น ลาว พม่า กัมพูชา จีน จนเป็นที่ยอมรับว่าหากจะศึกษาสายพันธุ์เอ-อี ต้องมาที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในไทยที่ถือเป็นต้นทางของเชื้อเอดส์สายพันธุ์นี้ ในอดีตนักวิทยาศาสตร์เคยเรียกว่าสายพันธุ์ "อี" แต่ต่อมาก็พิสูจน์ได้ว่าไม่มีสายพันธุ์ "อี" หลงเหลืออยู่แล้ว พบแต่สายพันธุ์ผสม "เอ-อี" เท่านั้น
ศ.ดร.พญ.รวงผึ้ง สุทเธนทร์ หัวหน้าภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ผู้ค้นพบเอดส์ลูกผสม 3 สายพันธุ์ครั้งแรกในไทย เล่าว่า กว่าจะตรวจพบเอดส์สายพันธุ์ใหม่นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย การตรวจหาสารพันธุกรรมในเชื้อไวรัสเอดส์ ต้องแกะรอยจากตำแหน่งอาร์เอ็นเอ (RNA) ประกอบด้วย 10 ยีน แต่จะเลือกเพียง 3 ยีนหลัก คือ ยีนส่วนเปลือก (ENV) ยีนส่วนพีโอแอล (POL) และยีนส่วนที่เป็นแกนกลาง (GAG) ที่มีความยาวรวมกันได้ประมาณ 9,000 เบส ต้องวิเคราะห์แต่ละเบสอย่างละเอียดว่า เหมือนเอดส์สายพันธุ์ใดที่เคยพบมาแล้ว โดยใช้วิธีจีโนมิก ซีเควนซิ่ง (Genomic Sequencing) การตรวจต้องใช้เวลาอย่างมาก โดยใช้อุปกรณ์ของห้องปฏิบัติการเอชไอวีพิเศษ ที่ตั้งอยู่ในศูนย์รวบรวมและวิเคราะห์เชื้อเอชไอวีแห่งประเทศไทย (NHRBC)
หากประเทศใดตรวจพบสารพันธุกรรมเอดส์สายพันธุ์ใหม่ในประชากรได้ซ้ำกัน 3 ราย สามารถส่งไปที่ศูนย์รวบรวมและวิเคราะห์เชื้อเอชไอวีของอเมริกา เพื่อตั้งชื่อใหม่อย่างเป็นทางการ เช่นเดียวกับกรณีนี้ถ้าสุ่มตัวอย่างในคนไทยแล้วตรวจพบเชื้อเอดส์สายพันธุ์ "เอจี-ดี (AG/D)" และ "เออี-จี (AE/G)" ว่ามีซ้ำอย่างน้อยสายพันธุ์ละ 3 คนขึ้นไป ก็ส่งหลักฐานไปขอขึ้นทะเบียนเป็นเอดส์ลูกผสม 2 ชนิดใหม่ของโลกได้เลย
เมื่อปี 2545 ประเทศไทยเคยขึ้นทะเบียนเอดส์สายพันธุ์ลูกผสมแล้วครั้งหนึ่ง คือ CRF15-01B เรียกสั้นๆ ว่า "เออี/บี" (AE/B) เป็นการผสมระหว่างสายพันธุ์เอ-อีกับบี และในปี 2547 พบคนไทยติดเชื้อลูกผสมเอ-อี/ซี " (AE/C) ครั้งแรกของโลกเช่นกัน แต่พบเพียงคนเดียวในกลุ่มตัวอย่าง หลังจากนั้นก็ไม่พบอีกเลย จึงไม่สามารถนำไปจดทะเบียนเป็นเชื้อพันธุ์ใหม่ของโลกได้ ปัจจุบันผู้ติดเชื้อเอดส์ในไทยกว่าร้อยละ 90 เป็นสายพันธุ์เอ-อี ส่วนสายพันธุ์บีมีประมาณร้อยละ 5 ที่เหลือจะเป็นสายพันธุ์ลูกผสม เอ-อี/บี และสายพันธุ์อื่น ๆ
ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก หากผู้ติดเชื้อเอดส์ในไทยกว่า 1 ล้านคน ไม่ทราบว่าร่างกายตัวเองมีเชื้อเอดส์สายพันธุ์อะไรอาศัยอยู่ เนื่องด้วยปัจจัย 2 ประการคือ ค่าตรวจหาสายพันธุ์เอดส์ต้องเสียค่าใช้จ่ายราคาแพง และต้องเป็นนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านรหัสพันธุกรรมเท่านั้น จึงจะถอดสายพันธุ์เอดส์ได้
หากใครสงสัยว่าตัวเองติดเชื้อเอดส์หรือไม่ สามารถเดินไปที่โรงพยาบาลเอกชนตรวจเลือดโดยเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 1,000 บาท ถ้าไปโรงพยาบาลรัฐบาลก็ประมาณ 300-500 บาท ถ้าไม่มีเงินสามารถไปที่คลินิกนิรนามของสภากาชาดไทย ที่มีบริการตรวจเช็กเอดส์ให้ฟรี แต่ถ้าอยากทราบว่าเชื้อเอดส์ที่มีในร่างกายเป็นสายพันธุ์อะไร ต้องควักกระเป๋าไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท และต้องไปที่ศูนย์วิจัยเฉพาะด้านนี้เท่านั้น
ศ.ดร.พญ.รวงผึ้ง กล่าวสรุปว่า การตรวจหาสายพันธุ์ที่หลากหลายของไวรัสเอชไอวีเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ตรวจหายีนดื้อยาต้านไวรัสและการผลิตวัคซีน กลุ่มที่เหมาะสมกับการตรวจสายพันธุ์เอดส์ควรเป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ เช่น กลุ่มบริจาคเลือด หญิงตั้งครรภ์ ฯลฯ เพื่อสำรวจว่ามีการระบาดของเชื้อเอดส์ลูกผสมระลอกใหม่หรือไม่
"ตอนนี้กำลังประสานไปที่กรมควบคุมโรค เพื่อขอให้เพิ่มจำนวนกลุ่มตัวอย่างให้มาจากทั่วประเทศ คำถามเร่งด่วนที่ต้องตอบคือ 1.เชื้อเอดส์ลูกผสม 3 สายพันธุ์ใหม่ของโลกมีจำนวนมากน้อยเพียงไรในกลุ่มคนไทย 2.เชื้อมีความรุนแรงแตกต่างจากสายพันธุ์เดิมของไทยอย่างไร 3.ไวรัสเอดส์สายพันธุ์จีและดีเดินทางจากแอฟริกาเข้ายังไทยได้อย่างไร กระทรวงสาธารณสุขควรเร่งป้องกันจากจุดไหนหรือกลุ่มใด เพื่อไม่ให้สายพันธุ์แอฟริกามาแพร่ระบาดในเมืองไทย"



