
ผุด'ศูนย์ควบคุมระเบิด'ป้องบึ้มใต้!
'กอ.รมน.' เผยตั้งศูนย์ควบคุมระเบิด เล็งใช้มาตรการเข้มป้องบึ้มใต้ เชื่อระเบิดตู้เอทีเอ็มตอบโต้แกนนำโดนวิสามัญ
11 ต.ค. 56 เมื่อเวลา 14.30 น. พล.ต.สุรชาติ จิตต์แจ้ง หัวหน้าประชาสัมพันธ์ส่วนประชาสัมพันธ์และสารสนเทศ สำนักรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมและประธานอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์ พร้อมด้วยผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย พล.ต.สุรชาติ กล่าวว่า สถานการณ์ภาคใต้รอบสัปดาห์ที่ผ่าน การก่อเหตุมีความรุนแรงมากเป็นพิเศษ ทั้งการลอบวางระเบิด และการลอบวางเพลิงในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมกันในช่วง 8 - 9 ต.ค. ที่ผ่านมา เพื่อก่อกวนสร้างความปั่นป่วน แต่ไม่ได้สร้างความเสียหายร้ายแรง ขอประชาชนอย่าตกใจ ซึ่งจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ภายใต้การเมืองนำการทหารนั้น โดยเฉพาะโครงการพาคนกลับบ้านมีผู้ก่อเหตุและแนวร่วมมารายงานตัว กับเจ้าหน้าที่เพิ่มมากขึ้น แสดงให้เห็นว่า ผู้ก่อเหตุเข้าใจเจ้าหน้าที่มาขึ้นส่งผลให้พื้นที่การก่อเหตุความรุนแรงลดลง และรัฐบาลเตรียมประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
พล.ต.สุรชาติ กล่าวว่า ส่วนการปฏิบัติการเชิงรุกด้านการทหาร ได้มีการปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่ สกัดกั้น และสามารถวิสามัญผู้ก่อเหตุที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงหลายเหตุการณ์ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะประชาชนไว้วางใจเจ้าหน้าที่ ทำให้งานด้านการข่าวมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนที่กลุ่มผู้ก่อเหตุมีการเผยแพร่คลิปบนโซเชียลมีเดียในลักษณะชวนเชื่อนั้น เราไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ แต่เป็นความพยายามของผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ต้องการทำให้คนเข้าใจว่า กลุ่มของเขามีตัวตน และต้องการสร้างความยอมรับต่อประชาคมโลก เพื่อกำหนดอนาคตของตนเอง ดังนั้นจึงขอความร่วมมือสื่อมวลชนสื่อสารถึงประชาชนให้เกิดความเข้าใจ ไม่ตกเป็นเครื่องมือผู้ก่อความรุนแรง โดยไม่เผยแพร่คลิปต่างๆ ต่อ
ด้าน พ.อ.หญิง รภัสกุล รอดทิพย์ รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวว่า ขณะนี้ในพื้นที่มีผู้ก่อเหตุลอบวางระเบิดจำนวนมาก และมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในปีงบประมาณ 2556 มีการทำลายวัตถุระเบิดไป 126 ครั้ง ตรวจพบ187 หลุม เก็บกู้ได้ 18 ครั้ง โดยในปีงบประมาณปี 57 จะมีการปรับโครงสร้างกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะมีการตั้งศูนย์ควบคุมการต่อต้านวัตถุระเบิด ซึ่งจะขึ้นตรงกับกอ.รมนภาค 4 ส่วนหน้า โดยศูนย์ดังกล่าวจะบรรจุเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเกี่ยวข้องกับวัตถุระเบิด และจะรวบรวมข้อมูล สถานที่ที่ต้องสงสัยว่า จะมีวัตถุระเบิด รวมถึงพฤติกรรมบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประกอบวัตถุระเบิด เพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้นำเข้า โดยศูนย์ควบคุมการต่อต้านวัตถุระเบิดจะมีหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน รายงานวัตถุระเบิด เพื่อเป็นหลักฐานประกอบพิจารณาในชั้นศาล ซึ่งศูนย์ดังกล่าวจะตั้งอยู่ที่กองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.ยะลา เพราะมีความพร้อมทางกำลังพลและเครื่องมือ
"มาตรการควบคุมวัตถุระเบิดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แบ่งกลุ่มงานเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ 1. การควบคุมใบอนุญาตโดยดำเนินการในเรื่องการตรวจสอบการอนุญาตซื้อยุทธภัณฑ์ วัตถุระเบิด การตรวจสอบการเบิกจ่าย การตรวจสอบการซื้อขายอุปกรณ์ก่อสร้าง ภาชนะ เศษเหล็ก ตลอดจนการพิจารณาลดใบอนุญาต 2. การควบคุมร้านซ่อมรถ ซ่อมจักรยานยนต์ ร้านตัดเหล็ก ร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ ร้านเครื่องเขียน ร้านซื้อขายภาชนะเศษเหล็ก รวมถึงการขนย้ายและการใช้ 3. การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่โดยให้ทางอำเภอ แต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมการเบิกจ่ายมาตรการขนย้าย ควบคุมการใช้วัตถุระเบิด และปุ๋ย โดยการสนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร รวมถึงเจ้าหน้าที่ชุดทำลายวัตถุระเบิด"
พ.อ.หญิง รภัสกุล กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุการณ์ที่ผู้ก่อความไม่สงบลอบวางระเบิดหน้าตู้เอทีเอ็มหลายจุดนั้น ขณะนี้พบผู้ต้องสงสัย 10 คน แต่อยู่ระหว่างการสืบหาตัวบุคคล อย่างไรก็ตามเราได้หลักฐานและเบาะแสมาพอสมควร โดยผู้ก่อความไม่สงบมีการวางแผนมาอย่างดี โดยมีจุดประสงค์ เพื่อเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ และตอบโต้การปฏิบัติการเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ที่มีวิสามัญแกนนำไป 4 คน และต้องการแสดงศักยภาพและการมีตัวตน รวมถึงการสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ร่วมขบวนการ แต่การก่อเหตุไม่ได้หวังผล เพื่อสร้างความเสียหายรุนแรง สังเกตจากระเบิดที่มีขนาดเล็ก ซึ่งสามารถพกพาได้ง่าย อาจทำให้ลอดตาเจ้าหน้าที่ได้ นอกจากนี้กลุ่มผู้ก่อเหตุอาจจะต้องการกดดันให้รัฐรับข้อเสนอของบีอาร์เอ็น
พ.อ.จรูญ อำภา ที่ปรึกษาสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า สาเหตุของการเลื่อนการพูดคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็นจากวันที่ 20 ต.ค.ออกไปนั้น เพื่อความรอบคอบ เพราะต้องศึกษารายละเอียดก่อนให้คำตอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตกผลึก ซึ่งยังมีบางหน่วยงานที่พิจารณาไม่เสร็จสิ้น โดยเฉพาะในส่วนของกลุ่มอำนวยความยุติธรรมเพราะต้องศึกษาข้อกฎหมายให้ถ่องแท้ เพื่อให้เกิดความกระจ่าง ซึ่งการดำเนินการพิจารณาต้องพิจารณากฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับกฎหมายไทย เพื่อไม่ให้กลุ่มบีอาร์เอ็นนำช่องว่างของกฎหมายไปใช้ประโยชน์ จึงต้องให้โอกาสและเวลาในการศึกษาข้อมูลอย่างเต็มที่ หากมีความพร้อมทางเลขาสมช.จะส่งสัญญาณผ่าน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ผอ.ศปก.กปต.ซึ่งอาจจะเรียกประชุมหลังวันที่ 20 ต.ค.นี้หรืออาจเป็นสัปดาห์หน้า เพื่อหาข้อยุติในข้อเสนอของบีอาร์เอ็นว่า จะตอบเขาอย่างไร และข้อใดที่ต้องนำไปเป็นการบ้านเพื่อพูดคุยครั้งต่อไป ซึ่งฝ่ายไทยที่เตรียมการพูดคุย คือ การลดเหตุความรุนแรง และการหากลุ่มผู้ก่อเหตุ นอกจากนี้เตรียมตั้งคำถามถึงอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมที่ทุกชาติศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่เหตุใดคนไทยพุทธ ถึงโดนกระทำตลอด ซึ่งทางบีอาร์เอ็นต้องตอบเรื่องนี้กับเรา ถ้าต้องการสร้างสันติสุขร่วมกัน
ด้านนายมนัสวี ศรีโสดาพล อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงถึงการพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มบีอาร์เอ็น ตลอดจนข้อเสนอทั้ง 5 ข้อ ให้กับสถานทูตประเทศอิสลามได้เข้าใจ ซึ่งในเดือนพ.ย.นี้ จะมีการประชุมองค์การมุสลิมโลก (โอไอซี) โดยต้องติดตามปฏิกริยาของเขาต่อการพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มบีอาร์เอ็นด้วย
มือฆ่า 2 นย.ดอดเข้ามอบตัว หลังหนีกบดาน 9 ปี
เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอระแงะ จ.นราธิวาส นายสมหวัง เรืองเพ็ง นายอำเภอระแงะ เป็นประธานในการรับมอบตัวนายนิอาแซ ดอแม อายุ 42 ปี ซึ่งเป็นสมาชิกระดับปฏิบัติการ ทำหน้าที่ฝึกอาวุธให้กับแนวร่วมในพื้นที่
ทั้งนี้ นายนิอาแซ ตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 1 หมาย ที่ 623/48 ลงวันที่ 25 ก.ย. 48 ในคดีจับเรือตรีวินัย นาคะบุตร และ พ.จ.อ.คำธร ทองเอียด 2 นาวิกโยธินเป็นตัวประกัน หลังเกิดเหตุคนร้ายยิงถล่มร้านน้ำชาที่ บ.ตันหยงลิมอ จนชาวบ้านเสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 4 ราย ก่อนจะลงมือฆ่า 2 นาวิกฯจนเสียชีวิต เหตุเกิด ม.7 บ.ตันหยงลิมอ ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 48 ที่ผ่านมา รวมทั้งหมายจับ พ.ร.ก.จำนวน 3 หมาย คือ ที่ ฉฉ.032/48 ลงวันที่ 23 ก.ย. 48 ที่ ฉฉ.022/50 ลงวันที่ 13 พ.ค. 50 และที่ ฉฉ.753/51 ลงวันที่ 16 ธ.ค. 51 ในคดีความมั่นคงในพื้นที่ อ.ระแงะ
มีรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายนิอาแซ ได้หลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ 2 นาวิกโยธินมาโดยตลอดเป็นเวลากว่า 9 ปี และไปกบดานอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ก่อนตัดสินใจติดต่อผ่านทางนายมะยาวี สะมะแอ ผญบ.ม.7 บ.ตันหยงลิมอ เพื่อขอเข้ามอบตัวต่อสู้คดีในชั้นศาล เนื่องจากต้องทนอยู่กับสภาวะที่กดดันจากการถูกไล่ล่าตัวไม่ได้ โดยนายมะยาวี ผญบ.ได้นำตัวเข้าพบ พ.อ.เฉลิมชัย สุทธินวล ผบ.กรมทหารพรานที่ 45 และ พ.ต.อ.จิรเดช พระสว่าง ผกก.สภ.ระแงะ เพื่อพูดคุยถึงหลักการในการให้ความช่วยเหลือของทางการ กรณีผู้หลงผิดกลับใจตามนโยบายสานใจสู่สันติและนำคนกลับบ้านของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่ายนำโดย พ.อ.อุดม โกษากุล รอง ผบ.ฉก.นราธิวาสได้มีการพูดคุยกับนายนิอาแซ ผู้ต้องหาที่เข้ามอบตัวครั้งนี้ เพื่อให้ช่วยโน้มน้าวผู้ที่หลงผิดกลับใจคืนสู่สังคม โดยเฉพาะนายสะมะอุง สุหลง แกนนำปฏิบัติการในกลุ่มเดียวกัน ที่เป็นตัวแทนของนายมะแซ อุเซ็ง แกนนำปล้นปืนค่ายกองพันพัฒนาที่ 4 อ.เจาะไอร้อง เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 47 และสมาชิกอีก 3 คนที่ยังหลบหนีการจับกุม เพื่อให้โอกาสในการกลับใจคืนสู่สังคมเช่นกัน
บึ้ม! ทหารพรานนราฯ เจ็บ 2
ร.ต.ท.ชยุต แก้วนุ้ย ร้อยเวร สภ.ระแงะ จ.นราธิวาส รับแจ้งมีเหตุคนร้ายจุดชนวนระเบิดดักสังหารเจ้าหน้าที่ทหารพรานชุดลาดตระเวนเส้นทาง สังกัด ร้อย ทพ.4510 กรมทหารพรานที่ 45 ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย โดยเหตุเกิดที่ริมถนนบ้านกูตง ม.3 ต.บองอ จึงไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.จิระเดช พระสว่าง ผกก.สภ.ระแงะ พ.อ.เฉลิมชัย สุทธินวล ผบ.กรมทหารพรานที่ 45 และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน รวมทั้งชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด นปพ.จ.นราธิวาส
บริเวณที่เกิดเหตุพบหลุมระเบิดริมถนน ลึก 2 ฟุต กว้าง 4 ฟุต และมีเศษซากชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในกล่องเหล็ก หนัก 10 กก.จุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือตกกระจายเกลื่อนพื้นถนนและพงหญ้ารกทึบริมทาง ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 2 นาย คือ อส.ทพ.สิทธิโชค เหล่าโก้ก อายุ 24 ปี ซึ่งถูกสะเก็ดระเบิดที่เท้าขวาฉีกขาด และ อส.ทพ.อาเรส ยาคอ อายุ 34 ปี โดนแรงอัดของระเบิดทำให้มีอาการแน่นหน้าอก เพื่อนทหารได้นำตัวส่งรักษาโรงพยาบาลไปก่อนหน้าแล้ว เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุ
จากการสอบสวน ส.อ.ณรงค์ หมื่อนพยัคฆ์ หัวหน้าชุดทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้นำกำลัง รวม 9 นาย ออกจากฐานซึ่งตั้งอยู่บ้านกูตง ห่างจากจุดเกิดเหตุ ประมาณ 200 เมตร เพื่อลาดตระเวนตรวจสอบความเรียบร้อยเส้นทาง เมื่อถึงที่เกิดเหตุได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวน แฝงตัวอยู่ในป่ารกทึบริมทาง ได้ใช้โทรศัพท์มือถือจุดชนวนระเบิดที่ลอบนำไปวางไว้ริมถนน จนเกิดระเบิดขึ้นดังกล่าว
ยิงอาสาพิทักษ์เมืองปัตตานี ได้รับบาดเจ็บ
เมื่อเวลา 08.30 น. พ.ต.อ.ต่วนเดร์ จุฑานันท์ ผกก.สภ.เมือง จ.ปัตตานี รับแจ้งเกิดเหตุยิงกันบนถนนสาย 410 ปัตตานี-ยะลา บริเวณหน้าสถานีบริการน้ำมัน บ้านแบรอ ม.1 ต.ตะลูโบ๊ะ อ.เมือง จ.ปัตตานี จึงพร้อมด้วยกำลังตำรวจ ทหาร ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดภ.จ.ปัตตานี , ชุดตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
ที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์คว่ำอยู่ข้างถนน และพบแต่กองเลือด ส่วนคนถูกยิงทราบชื่อ นายสมคิด เสาวนีย์ อายุ 48 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืน .38 เข้าบริเวณแก้มทะลุคาง อาการสาหัส นำตัวส่งโรงพยาบาล
จากการสอบสวนทราบว่า นายสมคิด เป็นช่างซ่อมรถ และเป็นเจ้าหน้าที่อาสาพิทักษ์เมือง เขตเทศบาลเมืองปัตตานี มีหน้าที่อาสาดูแลรักษาความปลอดภัยร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ก่อนเกิดเหตุหลังจากออกเวรอาสาแล้ว ได้ขับรถจักรยานยนต์เพื่อจะทำงานซ่อมรถ พอมาถึงที่เกิดเหตุได้มีคนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบ และคนร้ายซ้อนท้าย ใช้อาวุธปืนยิงจนได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ก่อนจะถึงที่ร้านซ่อมรถอีก 100 เมตร สาเหตุเบื้องต้นเชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ หรืออาจเป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวน
จนท.คุมเข้ม 4 อำเภอชายแดนสงขลา
กำลังเจ้าหน้าที่ใน จ.สงขลา เริ่มมาตรการคุมเข้มพื้นที่ 4 อำเภอชายแดนสงขลา ทั้งอำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ในช่วงวันสำคัญเชิงสัญลักษณ์หลายเหตุการณ์ในช่วงเดือนนี้ ทั้งวันสถาปนาขบวนการพูโล 12 ตุลาคม วันฮารีรอยอ 15 ตุลาคม เหตุการณ์ตากใบ 25 ตุลาคม และเหตุระเบิดบนเกาะบาหลี ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคง ได้แจ้งเตือนให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยในพื้นที่ 4 จังหวัด ทั้งปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา เฝ้าระวังเป็นพิเศษ
โดยในส่วนของพื้นที่ จ.สงขลา นอกเหนือจากการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้นบริเวณด่านตรวจถาวรทั้งสองแห่ง ทั้งด่านควนมีด อ.จะนะ ซึ่งเป็นด่านตรวจหลักบนถนนสายเอเชียขึ้นล่องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และด่านตรวจบ้านโต้นนท์ อ.นาทวี ซึ่งเป็นเส้นทางสายในแล้ว ทางกองบังคับการตำรวจภูธร จ.สงขลา ยังได้สั่งการให้ตั้งด่านเคลื่อนที่หมุนเวียนในทุกเส้นทางที่เชื่อมต่อกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การสำรวจท่อลอดที่สุ่มเสี่ยงต่อการวางระเบิดรวมทั้งให้เข้าปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายด้านความมั่นคงที่อาจเป็นแหล่งกบดานของบุคคลเป้าหมายต่อเนื่องตลอดช่วงเดือนนี้ โดยเน้นแกนนำแนวร่วมระดับสั่งการที่อยู่ในบัญชีแนวร่วมของ 4 อำเภอชายแดนสงขลาที่มีอยู่เกือบ 24 คน
'ผู้การยะลา' สั่งเฝ้าระวังคนร้ายก่อเหตุ
ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา พล.ต.ต.ทรงเกียรติ์ วาทะกุล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา เปิดเผยความคืบหน้าล่าสุดว่า หลังจากที่ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องจากทั้ง 3 อำเภอที่เกิดเหตุ รวมทั้งชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด นำวัตถุพยานหลักฐานที่พบมาวิเคราะห์ว่าทั้งสามพื้นที่ มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร การประชุมเมื่อวานมุ่งเน้นเชื่อมโยงพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุด โดยมุ่งเน้นไปตรวจสอบกล้องวงจรปิด และตรวจสอบวัตถุพยานในที่เกิดเหตุ ซึ่งจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่ากลุ่มคนร้ายลงมือก่อเหตุ 12 จุดในพื้นที่ 3 อำเภอ มีผู้ก่อเหตุรวม 16 คน โดยใช้รถจยย.รวม 10 คัน แบ่งเป็นพื้นที่เมือง 6 จุด คนร้าย 6 คน ใช้จยย. 5 คัน ส่วนพื้นที่ อ.ยะหา 4 จุด คนร้าย 8 คน ใช้จยย. 4 คัน พื้นที่บันนังสตา 2 จุด คนร้าย 2 คน จยย. 1 คัน
"ส่วนวัตถุพยานในที่เกิดเหตุเราได้ประมวลวิเคราะห์แล้ว ทั้ง 12 จุด พบว่ารูปแบบระเบิดเป็นชนิดเดียวกัน และการจุดชนวนระเบิดเป็นการจุดชนวนระเบิดด้วยการตั้งเวลาในโทรศัพท์ จึงเชื่อว่าการก่อเหตุในครั้งนี้ เป็นกลุ่มคนร้ายที่ได้รับการสั่งการจากกลุ่มคนร้ายกลุ่มเดียวกัน ส่วนภาพวงจรปิดที่ได้นั้น ก็ได้นำมาตรวจสอบเทียบเคียงกับภาพของกลุ่มคนร้าย ที่เป็นเป้าหมายแล้ว โดยต้องการเชื่อมโยงว่าเป็นกลุ่มคนร้ายในพื้นที่กลุ่มใด ซึ่งในขณะนี้พอจะทราบกลุ่มแล้วว่า เป็นฝีมือของกลุ่มใด อยู่ในระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ส่วนการเฝ้าระวังการก่อเหตุในวันเชิญสัญลักษณ์ของกลุ่มขบวนการณ์นั้น ก็ได้มีการเน้นย้ำไปยัง 17 สถานีตำรวจในสังกัดภูธรจังหวัดยะลา ให้อุดช่องโหว่ในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะในเวลากลางคืน ก็ให้มีการประสานงานกับหน่วยกำลังในพื้นที่เพื่อที่จะปิดช่องว่างในระยะเวลาที่คนร้ายอาจจะก่อเหตุได้"
ปิดล้อม 3 อำเภอปัตตานี ควบคุมตัว 3 ผู้ต้องสงสัยสอบ
จากเหตุการณ์กลุ่มก่อความไม่สงบ ก่อเหตุ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการลอบวางระเบิด ยิงครู เผารถ สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินนั้น ล่าสุด พล.ต.ต.โพธิ สวยสุวรรณ ผบก.ภ.จ.ปัตตานี สนธิกำลังทั้งทหาร ตำรวจ และอาสารักษาดินแดน กว่า 60 นาย กระจายกำลัง เข้าตรวจค้นในหมู่บ้าน พื้นที่เป้าหมาย 3 จุด ในเขต อ.สายบุรี อ.กะพ้อ และเขตเทศบาลเมืองปัตตานี
หลังสายข่าวรายงานว่า พบความเคลื่อนไหวที่คาดว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ และเป็นแนวร่วมก่อเหตุหลายคดี และสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 3 คน จึงได้ควบคุมตัวไว้ เพื่อทำการสอบสวนหาข้อเท็จจริง ว่าจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบหรือไม่ อย่างไรก็ตามยังคงตรึงกำลังตรวจค้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการกดดันกลุ่มคนร้ายต่อไป
-----------------------
(หมายเหตุ : ภาพแฟ้มข่าว)



