
ขานรับเกณฑ์ใหม่ "บ้านบีโอไอ"ชี้ช่วยกระตุ้นตลาด-เอกชนจ่อเปิดโครงการรองรับ
ธุรกิจอสังหาฯ ขานรับเกณฑ์ใหม่บ้านบีโอไอ ขยายเพดานราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท เชื่อเป็นการช่วยกระตุ้นตลาด หนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ ด้าน "กานดา-พฤกษา" จ่อเปิดโครงการใหม่รองรับ ส่วน แอล.พี.เอ็น. ตั้งทีมศึกษาเล็งเข้าร่วมวงอีกราย
นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมบ้านจัดสรร และกรรมการผู้จัดการบริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวถึงการปรับเกณฑ์ราคาบ้านบีโอไอของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนว่า เป็นการส่งเสริมภาคธุรกิจสอดคล้องกับสภาพปัจจุบันที่ต้นทุนงานก่อสร้างและค่าที่ดินปรับสูงขึ้น และเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากจะทำให้ภาคเอกชนมีความตื่นตัวในการพัฒนาโครงการที่เจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-ล่างมากขึ้น ทั้งยังเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐได้ทางหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกรายรวมถึงรายเล็กที่เลี่ยงจัดสรรเข้าสู่ระบบตามกฎหมายจัดสรรมากขึ้น โดยมีการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นแรงจูงใจ ประกอบกับเงื่อนไขใหม่ที่ทำให้เข้าสู่ระบบจัดสรรได้ง่าย โดยเฉพาะจำนวนหน่วยที่ได้ปรับลดจากไม่น้อยกว่า 150 หน่วย เหลือไม่น้อยกว่า 50 หน่วยแทน
สำหรับบริษัทกานดาฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับโปรดักท์ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับระดับราคาขายไม่เกิน 1.2 ล้านบาท ซึ่งมีแผนจะเปิดตัว 1-2 โครงการ
ด้านนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า บริษัทได้ประโยชน์เต็มๆ จากการปรับเกณฑ์บ้านบีโอไอ โดยสัดส่วนทาวน์เฮ้าส์ระดับราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท มากกว่า 50% ซึ่งถือได้ว่ามีส่วนแบ่งการตลาดมากสุด ซึ่งไตรมาส 1 ปี 2552 มีส่วนแบ่งการตลาดในเขต 1 (กรุงเทพฯ-ปริมณฑล) 69% และโครงสร้างรายได้ของบริษัทที่มีการบันทึกรายได้ในแต่ละไตรมาสจะมีองค์ประกอบของโครงการทาวน์เฮ้าส์มากกว่า 50%
ทั้งนี้ในพอร์ตของพฤกษามีที่อยู่อาศัยระดับไม่เกิน 1.2 ล้านบาทนั้น มีอยู่ประมาณ 8,000 ล้านบาท และมีแผนที่จะเปิดใหม่ในปีนี้เพิ่มอีก 4,000-5,000 ล้านบาท
ส่วนนายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัทมีความสนใจที่จะขยายสู่ตลาดบ้านบีโอไอ เพราะกลุ่มคนซื้อที่อยู่อาศัยไม่เกิน 1.2 ล้านบาทนี้ถือว่าเป็นลูกค้ากลุ่มเดียวกับแอล.พี.เอ็น.จับอยู่ โดยขณะนี้ได้ให้ทีมงานศึกษารายละเอียดต่างประกอบการตัดสินใจ
สำหรับการปรับเกณฑ์ราคาบ้านบีโอไอนั้น กำหนดให้โครงการแนวราบทั้งทาวน์เฮ้าส์-บ้านเดี่ยวมีพื้นที่ใช้สอยไม่น้อยกว่า 70 ตร.ม. ราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท และแนวสูงประเภทคอนโดพื้นที่ใช้สอยไม่น้อยกว่า 28 ตร.ม. ราคาขายไม่เกิน 1 ล้านบาท จากเดิมกำหนดพื้นที่ใช้สอยไม่เกิน 31 ตร.ม. ทั้งแนวราบและแนวสูงราคาไม่เกิน 6 แสนบาท เงื่อนไขใหม่ดังกล่าวปรับเฉพาะเขต 1 (กรุงเทพฯ/ปริมณฑล) ซึ่งผู้ประกอบการได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 30% เป็นเวลา 5 ปี



