ข่าว

'โอบามา'เสนอชื่อปธ.เฟดหญิงคนแรก!

'โอบามา'เสนอชื่อปธ.เฟดหญิงคนแรก!

10 ต.ค. 2556

ปธน.บารัก โอบามา เสนอชื่อ นางเจเน็ต เยลเลน เป็นปธ.ธนาคารกลาง หรือเฟด คนใหม่แล้ว ซึ่งหากได้รับการรับรองจากวุฒิสภา เธอจะเป็นปธ.เฟดหญิงคนแรกของโลก

 

                            10 ต.ค. 56  ประธานาธิบดีโอบามา แถลงข่าวเมื่อวาน เสนอชื่อ นางเยลเลน วัย 67 ปี ซึ่งทำหน้าที่รองประธานเฟดมานาน 3 ปี เป็นประธานเฟดคนใหม่ เพื่อทำหน้าที่ต่อจากนายเบน เบอร์นันเก้ ที่จะครบวาระ 2 สมัย 8 ปี ในสิ้นเดือน ม.ค.ปีหน้า โดยโอบามา กล่าวชื่นชมว่า เยลเลน มีการตัดสินใจที่ดี และมีความเข้าใจต่อตลาดและเศรษฐกิจดี นอกจากนี้เธอตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบการเงินที่มีเสถียรภาพควบคู่กับการปฏิรูปที่ได้เริ่มขึ้นแล้ว เพื่อปกป้องผู้บริโภค และจะไม่มีการโอบอุ้มบริษัทยักษ์ใหญ่ด้วยเงินภาษีประชาชน พร้อมกันนี้เขาเรียกร้องให้วุฒิสภารับรองการแต่งตั้งเธอโดยเร็ว ซึ่งจะทำให้เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้บริหารเฟดที่ก่อตั้งมานานครบ 100 ปี

                            นอกจากนี้นางเยลเลน บอกว่า 6 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจมีความผันผวน และความท้าทาย จึงจำเป็นต้องเริ่งฟื้นฟูการเติบโต พร้อมให้คำมั่นว่าจะทุ่มเทความพยายาม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของเฟด ในการสร้างงานสูงสุด รักษาอัตราเงินเฟ้อในระดับเหมาะสม และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน

                            ประธานาธิบดีโอบามา หันมาสนับสนุนเยลเลน กุมบังเหียนเฟด หลังจากนายลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส อดีตที่ปรึกษาเศรษฐกิจของเขาขอถอนตัว เพราะถูกกระแสต่อต้านภายในพรรคเดโมแครต และคาดว่าเยลเลน จะได้เสียงรับรองจากวุฒิสภาอย่างน้อย 60 เสียง จากทั้งหมด 100 เสียง ส่วนพรรครีพับลิกันไม่สนับสนุนเธอมากนัก เพราะเกรงว่าเธอจะสานต่อนโยบายของนายเบอร์นันเก้ ที่ให้ความสำคัญกับการคงนโยบายดอกเบี้ยต่ำ เพื่อกระตุ้นการกู้ยืม และใช้จ่าย แต่มันทำให้เกิดความเสี่ยงเงินเฟ้อสูง และทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์ และตลาดหุ้น ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มั่นใจว่าเธอสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้

                            สำหรับภารกิจที่เธอต้องให้ความสำคัญอันดับแรกๆ คือ จะต้องตัดสินใจว่าจะชะลอการใช้มาตรการคิวอี ที่เป็นการทุ่มเงินซื้อพันธบัตร เพื่อเพิ่มสภาพคล่องอย่างไรและเมื่อไหร่ ในขณะที่เฟด จะมีการประชุมในวันที่ 29-30 ต.ค. แต่นักวิเคราะห์คาดว่า ประธานเฟดคนใหม่ จะชะลอการลดมาตรการคิวอีไปอย่างน้อยจนถึงต้นปีหน้า

 

 

ความวิตกเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐ บดบังการประชุมที่บรูไน

 

                            ความวิตกว่าสหรัฐ จะผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ได้ปรากฏขึ้นในระหว่างการประชุมสุดยอดของสมาคมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาในวันนี้ ขณะที่นายจอห์น แคร์รีย์ ซึ่งเป็นตัวแทนของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ในการเดินทางมาเข้าร่วมการประชุม ได้พยายามเรียกความเชื่อมั่นจากพันธมิตรในภูมิภาคให้ความกังวลว่า จะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเศรษฐกิจผันผวนครั้งใหม่

                            ในขณะที่เอเชีย ได้ชื่อว่าเป็นผู้ถือพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ ภาวะชะงักงันทางการเมืองในวอชิงตัน ดีซี ได้หยิบยกเอาหายนะอย่างใหญ่หลวง ที่จะเกิดตามหลังการผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐ มาเป็นประเด็นหลักที่น่าวิตกในระหว่างการประชุมที่บรูไน สำนักข่าวซินหัวของทางการจีน รายงานว่า นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ได้ย้ำในระหว่างการเจรจากับนายแคร์รีย์ ว่า จีนวิตกต่อปัญหาเพดานหนี้ของสหรัฐ ขณะที่เจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐที่ร่วมเดินทางไปกับนายแคร์รีย์ ระบุว่า มีการหารือกันเรื่องเพดานนี้จริง โดยนายนายแคร์รีย์ ได้แสดงความชัดเจนว่า เป็นประเด็นทางการเมืองของสหรัฐ และประธานาธิบดีกำลังแก้ปัญหาอยู่ นอกจากนี้ นายแคร์รีย์และนายหลี่ ยังเห็นชอบร่วมกันว่า สหรัฐเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดในโลก และจีนก็ยังคงจะลงทุนกับสหรัฐต่อไป ซึ่งจากตัวเลขของกระทรวงการคลังสหรัฐ พบว่า จีนถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมูลค่า 1,277 ล้านดอลลาร์

                            นายแคร์รีย์และนายหลี่ กับผู้นำของอีก 16 ชาติทั่วโลก ได้ไปพบปะกันที่บรูไนในวันนี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นจุดไคลแม็กซ์ของการหารือระดับสูงสุด ที่เริ่มตั้งแต่การประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือเอเปค ที่บาหลีของอินโดนีเซีย ก่อนจะมาต่อกันที่บรูไน

                            วิกฤติการเผชิญหน้าที่กลายเป็นทางตันเกี่ยวกับปัญหางบประมาณ ระหว่างพรรคเดโมแครตกับพรรครีพับลีกัน ทำให้ประธานาธิบดีโอบามา ต้องยกเลิกการมาเอเชีย ซึ่งนอกจากจะต้องบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติวิกฤติโกเวอร์นเม้นท์ ชัตดาวน์ หรือการปิดหน่วยงานของรัฐบาลกลางบางส่วนแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังจะต้องตกลงกันให้ได้เรื่องการขยายเพดานหนี้ 16.7 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในวันที่ 17 ตุลาคมด้วย มิฉะนั้น รัฐบาลจะต้องเผชิญกับการผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรก ที่อาจนำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรงต่อเศรษฐกิจ ที่อาจลุกลามไปทั่วโลก

                            ประธานาธิบดีเบนิกโญ่ อากิโน่ ของฟิลิปปินส์ ได้ตั้งคำถามว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เราจะป้องกันตัวเองอย่างไร แต่เขาก็คิดว่า คงจะไม่เกิดขึ้น

                            การไม่เดินทางมาร่วมการประชุมของประธานาธิบดีโอบามา ทำให้จีนมีโอกาสเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจในภูมิภาค เปรียบเสมือนจีนยื่นช่อมะกอกให้กับชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่กำลังมีปัญหาพิพาทกับจีนเรื่องการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนและน่านน้ำในทะเลจีนใต้ ซึ่งได้แก่ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย และบรูไน โดยเฉพาะฟิลิปปินส์กับเวียดนาม ต่างกล่าวหาว่าจีนก้าวร้าวขึ้นเรื่อยๆ

                            ขณะเดียวกัน ในฝั่งเอเชียตะวันออก ญี่ปุ่นก็มีปัญหากับจีนและเกาหลีใต้เช่นกัน ซึ่งในระหว่างการพบปะกันนอกรอบแบบทวิภาคีเมื่อวันพุธ นายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ได้ยกเรื่องประเด็นพิพาทขึ้นมาด้วย แต่ขณะเดียวกัน เขาก็เห็นด้วยกับนายกรัฐมนตรีโทนี่ แอ็บบอต ของออสเตรเลียว่า จะสนับสนุนอาเซียนในแก้ปัญหาพิพาทในทะเลจีนใต้ด้วย

 

 

--------------------------

(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : BLOOMBERG)