
'ของแพง-ค่าครองชีพพุ่ง'คนกรุงเครียดจัด
โพลล์ชี้คนกรุงกว่า 39 % เครียดจัดเหตุของแพง-ค่าครองชีพพุ่งผอ.สำนักอนามัยแนะน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ควบคู่กับออกกำลังกายและใช้ศาสนาเป็นที่พึ่ง
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมนี้ ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพหรือกรุงเทพโพลล์ ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “รัฐบาลกับสุขภาพจิตคนกรุง และวิธีคลายเครียดอย่างสร้างสรรค์” โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปในพื้นที่กรุงเทพฯ จากกลุ่มตัวอย่าง 1,746 คน พบว่า เรื่องที่ทำให้คนกรุงเทพฯ เครียดและวิตกกังวลมากที่สุดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านคือ ข้าวของราคาแพงขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น คิดเป็นร้อยละ 39.3 (เพิ่มขึ้นจากการสำรวจปี 2555 ร้อยละ 10.7) รองลงมาคือ การจราจรติดขัด ร้อยละ 11.8 และการบริหารประเทศของรัฐบาล จากนโยบายของรัฐบาลคิดเป็นร้อยละ 10.3 เมื่อถามต่อว่าปัญหาที่ท่านรู้สึกเครียดและวิตกกังวลในข้างต้น ส่งผลให้สุขภาพจิตเสียมากน้อยเพียงใด ร้อยละ 74.9 บอกว่ามากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 25.1 บอกว่าน้อยถึงน้อยที่สุด ซึ่งเรื่องที่ประชาชนมีความต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหามากที่สุดในขณะนี้ เพื่อทำให้สุขภาพจิตของคนกรุงเทพฯ ดีขึ้นคือ แก้ปัญหาสินค้าราคาแพง ร้อยละ 43.1 รองลงมาคือความขัดแย้งทางการเมืองทำให้สังคมแตกแยก ร้อยละ 21.4 และการทุจริตคอร์รัปชั่น ร้อยละ 15 เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้นพบว่า ร้อยละ 73.6 เชื่อมั่นน้อยถึงน้อยที่สุด ขณะที่ร้อยละ 26.4 เชื่อมั่นมากถึงมากที่สุด
นอกจากนี้เมื่อถามว่าคนในกรุงเทพฯ เสี่ยงที่จะมีปัญหาทางสุขภาพจิตมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับคนต่างจังหวัด ร้อยละ 56.8 เห็นว่า มีมากกว่า ขณะที่ร้อยละ 38.2 เห็นว่ามีพอๆ กัน และร้อยละ 5.0 เห็นว่ามีน้อยกว่า โดยเมื่อถามว่า “ปัจจุบันนี้ ข่าวการเมืองทำให้ท่านเครียดใช่หรือไม่” ร้อยละ 77.8 บอกว่าใช่ ในจำนวนนี้ ร้อยละ 41.0 เห็นว่าใช่แต่จำเป็นต้องติดตาม และร้อยละ 36.8 เห็นว่า ใช่ จึงพยายามหลีกเลี่ยงเท่าที่จะทำได้ ขณะที่ร้อยละ 22.2 เห็นว่าไม่ใช่ เพราะไม่ค่อยสนใจการเมือง ส่วนวิธีคลายเครียดอย่างสร้างสรรค์ ที่คนกรุงเทพฯ มักทำมากที่สุดเพื่อลดความเครียดคือ คิดบวกอยู่เสมอๆ มองโลกในแง่ดี ร้อยละ 48.9 รองลงมาคือ ออกกำลังกาย ร้อยละ 35.1 ทำงานอดิเรกเช่น ปลูกต้นไม้ ดูหนัง ร้อยละ 32.9 เล่นสังคมออนไลน์ ร้อยละ 24.9 และเข้าวัด ฟังเทศน์ ทำบุญ ร้อยละ 18.8 ส่วนวิธีคลายเครียดอย่างสร้างสรรค์ที่คนกรุงเทพฯ มักทำมากที่สุดเพื่อลดความเครียดคือ คิดบวกอยู่เสมอด้วยการมองโลกในแง่ดี ร้อยละ 48.9 รองลงมาคือ ออกกำลังกาย ร้อยละ 35.1 ทำงานอดิเรกเช่น ปลูกต้นไม้ ดูหนัง ร้อยละ 32.9 เล่นสังคมออนไลน์ ร้อยละ 24.9 และเข้าวัด ฟังเทศน์ ทำบุญ ร้อยละ 18.8
ด้าน พญ.วันทนีย์ วัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กล่าวว่า วิธีการแก้ไขปัญหาความเครียดของแต่ละคนมักแตกต่างกันออกไป บางคนอาจใช้วิธีการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงจะได้ไม่เครียด เพราะหลังจากการออกกำลังกายแล้วร่างกายจะต้องการพักผ่อนทำให้การนอนหลับทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ หรือบางคนอาจใช้ศาสนาที่ตนเองนับถือมาเป็นที่พึ่ง เช่น คนที่นับถือพุทธก็ไปเข้าวัดทำบุญ ฟังเทศน์ ฟังธรรม หรืออ่านหนังสือธรรมะ ซึ่งจะช่วยทำให้จิตใจแจ่มใส เบิกบาน ส่วนปัญหาที่โพลล์สำรวจพบก็คือปัญหาสินค้าราคาแพงและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับทุกคนที่จะต้องอยู่ร่วมกับมันต่อไปไม่อาจหลีกเลี่ยงพ้นอยู่แล้ว ดังนั้นขอแนะนำให้ทุกคนน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะคนเมืองที่มีค่าใช้จ่ายในการครองชีพสูง หากรู้จักใช้จ่ายเงินอย่างถูกวิธีตามความเหมาะสมและฐานะของตน ก็จะเป็นวิธีที่ช่วยบรรเทาปัญหาความเครียดให้เบาลงได้อย่างแน่นอน



