
อำนาจต่อรองแรงงานไทย...ไม่ไกลเกินเอื้อม
อำนาจต่อรองแรงงานไทย...ไม่ไกลเกินเอื้อม : สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์รายงาน
อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นหูของคนในสังคมสักเท่าไหร่ สำหรับข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่ให้รัฐบาลเร่งลงนามในสัตยาบันในอนุสัญญาของ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization) หรือ ไอแอลโอ ฉบับที่ 87 และ 98 ทั้งที่ความจริงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พวกเขาควรได้รับมานานแล้ว
อนุสัญญาฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง เป็น 2 ใน 8 ฉบับของอนุสัญญาหลักขององค์การแรงงานระหว่างประเทศที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องให้การยอมรับและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ถือเป็นอนุสัญญา “คู่แฝด” ที่จะทำให้ผู้ใช้แรงงานสามารถเข้าถึงสิทธิอันพึงมีพึงได้ของพวกเขา
ล่าสุดมีจากจำนวนประเทศที่เป็นภาคีสมาชิกองค์การแรงงานระหว่างประเทศ 183 ประเทศ มีประเทศได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ ฉบับที่ 87 ไปแล้วจำนวน 150 ประเทศ และให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ ฉบับที่ 98 แล้ว 160 ประเทศ แต่ในจำนวนนั้นกลับไม่มีไทยซึ่งเป็นประเทศที่ร่วมก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศขึ้นมาตั้งแต่ปี 2462
ยิ่งไปกว่านั้น หากดูเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน ประเทศไทยที่ดูเหมือนจะเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าในเรื่องสิทธิมากที่สุดกลับยังไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาดังกล่าว ขณะที่มี 3 ประเทศที่ลงนามไปแล้วในอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และกัมพูชา ขณะที่บางประเทศลงนามเฉพาะอนุสัญญาฉบับที่ 87 คือ พม่า และบางประเทศลงนามเฉพาะฉบับที่ 98 คือ มาเลเซีย และสิงคโปร์
ไม่น่าเชื่อว่า กัมพูชา และพม่า จะมีความก้าวหน้าในเรื่องนี้มากกว่าไทย
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา คือวันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งเป็น “World Day of Decent Work” คือ วันที่เครือข่ายแรงงานทั่วโลกได้ออกมารณรงค์เพื่อให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานของผู้ใช้แรงงานให้ดีขึ้น ทางกลุ่มผู้ใช้แรงงานของไทยได้ถือโอกาสนี้ในการรวมตัวกันออกมาเรียกร้องในเรื่องนี้ โดยรวมตัวกันที่ทำเนียบรัฐบาล และนอนค้างคืนกัน 1 คืนก่อนสลายตัวไปเมื่อช่วงเที่ยงวานนี้
ในวันจันทร์ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกฯ ได้เป็นตัวแทนรัฐบาลมาลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกับกลุ่มผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ ซึ่งประกอบไปด้วย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ สภาองค์กรลูกจ้างสภาแรงงานอุตสาหกรรมเอกชน สภาองค์การลูกจ้างสมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทย สหพันธ์แรงงานปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์แห่งประเทศไทย และองค์การแรงงานแห่งประเทศไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล
สาระสำคัญในบันทึกข้อตกลงร่วม หรือ เอ็มโอยู คือ ให้รัฐบาลแสดงเจตจำนงที่จะนำเรื่องการให้สัตยาบันอนุสัญญาไอแอลโอ ฉบับที่ 87 และ 98 เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว และให้รัฐบาลดำเนินการให้สัตยาบันให้เสร็จภายในวันที่ 1 พฤษภาคม ปีหน้า เพื่อเป็นของขวัญให้แก่ผู้ใช้แรงงานในวันแรงชาติแห่งชาติ โดยกำหนดให้นำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีภายในเดือนตุลาคมนี้ และตั้งคณะทำงานฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายผู้ใช้แรงงานเพื่อติดตามการดำเนินการให้ได้ข้อสรุปเรื่องกรอบระยะเวลาการดำเนินการ ภายใน 60 วัน
และเมื่อวานนี้ ทางกลุ่มผู้ใช้แรงงานได้ไปยื่นข้อเรียกร้องต่อ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ถูกระบุว่ายังเป็นเพียงหน่วยงานเดียวที่ยังคัดค้านในเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลว่า กังวลว่าหากไทยลงนามในอนุสัญญาดังกล่าวแล้ว จะทำให้แรงงานต่างด้าวในเมืองไทยมีสิทธิดังกล่าวไปด้วย
ท่าทีของสภาความมั่นคงเปลี่ยนไปจากที่กลุ่มผู้ใช้แรงงานเคยรับรู้ โดย พล.ท.ภราดร มารับข้อเรียกร้องด้วยตัวเอง แถมรับปากว่าจะทำหนังสือความเห็นสนับสนุนให้กระทรวงแรงงานไปดำเนินการเรื่องดังกล่าว ส่งให้กระทรวงแรงงานภายในวันที่ 11 ตุลาคม คือ ภายในสัปดาห์นี้
ทางกลุ่มผู้ใช้แรงงานเอง คาดว่า ที่เลขาธิการสภาความมั่นคงฯ รับปากง่ายดายอย่างนี้ อาจเป็นเพราะต้องการให้กลุ่มผู้ใช้แรงงานรีบสลายตัวไป เพราะตอนนี้มีกลุ่มต้านรัฐบาลมาชุมนุมอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ถือว่าเป็นโอกาสในการต่อรองที่ดีของพวกเขา
นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย บอกว่า ในภาพรวมถือว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่พวกเราเข้าใกล้จุดหมายมากที่สุดแล้ว นับแต่เรียกร้องเรื่องนี้กันมา 21 ปี แต่ถ้าถามว่ามั่นใจว่าจะสำเร็จไหม เขาบอก “บอกตามตรง ไม่มั่นใจ ผมกลัวว่ารัฐบาลจะยุบสภาไปก่อนที่จะทำเรื่องนี้เสร็จ”
นายชาลี บอกอีกว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ข้อเรียกร้องเรื่องนี้ไม่สำเร็จ เพราะเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลก็ต้องมาเริ่มต้นใหม่ และแต่ละรัฐบาลก็จะมีเหตุผลในการคัดค้านที่แตกต่างกันไป เช่น เมื่อก่อนจะบอกว่าหากมีอนุสัญญานี้แล้วจะทำให้ข้าราชการนัดหยุดงานได้ ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ต่อมาก็มีเหตุผลเรื่องแรงงานต่างด้าว ต่อมาก็มีเรื่องว่าต้องเข้ารัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 หรือไม่อีก
ในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรื่องนี้ก็มีความคืบหน้าไปมาก โดยที่ทางกลุ่มไม่ต้องออกแรงมากนัก เพราะทางรัฐมนตรีแรงงานขณะนั้น คือ นายไพฑูรย์ แก้วทอง เห็นด้วยกับเรื่องนี้และพยายามผลักดันอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ตอนหลังมามีปัญหาที่เรื่องมาตรา 190 เพราะรัฐบาลคิดว่าเป็นไปตามเงื่อนไขมาตรา 190 จึงส่งเข้ารัฐสภา แต่ปรากฏตอนหลังทางคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่าไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 190 รัฐบาลจึงถอนเรื่องนี้ออกมา แล้วให้กระทรวงแรงงานและกระทรวงต่างประเทศไปดำเนินการต่อ แต่ยังไม่ทันเสร็จรัฐบาลก็ยุบสภาก่อน
สำหรับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้มีตำแหน่งอะไร แต่ในฐานะที่เคยเป็นปลัดกระทรวงแรงงาน ได้มาร่วมเวทีที่กลุ่มผู้ใช้แรงงานจัดขึ้น และได้ประกาศว่า จะทำเรื่องอนุสัญญาฉบับที่ 87 และ 98 ให้เสร็จภายใน 1 ปี ตอนนี้นายจารุพงศ์ เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่รู้ว่าลืมสิ่งที่พูดไปแล้วหรือยัง
นายชาลี ย้ำว่า การเรียกร้องเรื่องนี้ในช่วงแรกๆ จะเรียกร้องกันเฉพาะในวันแรงงาน แต่ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวกดดันต่อ ในปี 2552 จึงได้มีการตั้งคณะทำงานผลักดันเรื่องนี้ขึ้นมา และมีการเคลื่อนไหวกันอย่างจริงจัง
“ส่วนตัวผมร่วมเรียกร้องเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2535 แต่ตอนนั้นยังอยู่แนวหลัง จนถึงตอนนี้มาเป็นแนวหน้าในการเรียกร้อง แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จเมื่อไร”
ถามว่าคิดว่ารัฐบาลจะเลือกอะไรระหว่าง “นายจ้าง” กับ “ผู้ใช้แรงงาน” ซึ่งเป็นประชาชนธรรมดา ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวอย่างปลงๆ ว่า “จริงๆ เขาก็คงเลือกนายจ้าง เพราะนายจ้างเป็นทุน(ของฝ่ายการเมือง) แต่เราก็ต้องกดดันต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ อะไรที่พวกเรา(ผู้ใช้แรงงาน)ได้มา ไม่เคยได้มาเพราะเขาประเคนมาให้ แต่ได้มาเพราะ การต่อสู้ การเคลื่อนไหว กดดัน ในรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย เราไม่เคยไว้ใจใครได้”
ส่วนท่าทีของฝ่ายนายจ้างต่อเรื่องนี้นั้น ต้องการให้ไทยลงสัตยาบันเพียงฉบับที่ 98 เพียงฉบับเดียว โดยบอกว่านายจ้างยังมีความไม่เข้าใจและกังวล อย่างไรก็ตาม นายชาลี กล่าวว่า อนุสัญญา 2 ฉบับนี้เหมือนเป็น “คู่แฝด” กัน ต้องได้มาทั้ง 2 ฉบับ หากได้ฉบับใดฉบับหนึ่งก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ เพราะต้องมีสิทธิทั้งในเรื่องการรวมตัว และสิทธิในการเจรจาต่อรอง หากให้เฉพาะฉบับที่ 98 ก็เจรจาต่อรองได้ แต่ต้องไปคนเดียว เจรจาอย่างนั้นจะได้ผลได้อย่างไร
ที่ผ่านมาหากผู้ใช้แรงงานในเรื่องการรวมตัวเป็นสหภาพและการเจรจาต่อรอง หากใครเป็นสหภาพก็จะถูกกดดัน ถูกไล่ออก มีให้เห็นอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้มีการเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานใหม่เป็นการจ้างเหมาช่วงเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งก็คือเพื่อตัดปัญหาเรื่องการรวมตัวเพื่อต่อรองของลูกจ้าง
จับตาดูว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ถูกมองว่า ยึดแนว “ประชานิยม” จะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไร จะยึด “ประชาชน” จริงๆ หรือว่า ยึด “นายทุน” เป็นสำคัญ !!
............
(หมายเหตุ : อำนาจต่อรองแรงงานไทย...ไม่ไกลเกินเอื้อม : สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์รายงาน)



