
'นิคม'ไม่เชื่อฤกษ์ล้มรัฐบาล'8ต.ค.'
'นิคม'เย้ย'ม็อบกปท.'กดดันรัฐบาลไม่ได้- ไม่เชื่อฤกษ์ล้มรัฐบาล'8ต.ค.' เชื่อเงินกู้ 2 ลล.ผ่านชั้นรับหลักการ ด้าน'สุภรณ์'จี้ กปท.เลิกชุมนุมหน้าทำเนียบฯ
8 ต.ค. 56 นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เชื่อว่าการชุมนุมของกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ที่ปักหลักปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล จะไม่กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือสร้างความกดดันจนเป็นเหตุให้รัฐบาลต้องยุบสภา ตามที่มีการทำนายว่า วันที่ 8 ต.ค. จะมีเหตุรุนแรงจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทั้งนี้ส่วนตัวมองว่าเป็นเพียงการเคลื่อนไหวของการชุมนุมที่เป็นปกติเท่านั้น
“ที่ผ่านมา รัฐบาลเจอเรื่องหนัก ๆ และเรื่องร้อน ๆ มาเป็นจำนวนมากแล้ว การชุมนุมครั้งนี้คงไม่มีอะไรที่กระทบเสถียรภาพของรัฐบาล” นายนิคม กล่าว
นายนิคม ให้สัมภาษณ์โดยเชื่อว่า วุฒิสภาจะลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ (พ.ร.บ.กู้เงินฯ) วงเงิน 2 ล้านล้านบาทในวาระแรกอย่างแน่นอน โดยคาดว่า จะมีการลงมติได้ในช่วงค่ำ ซึ่งขณะนี้มี ส.ว.ที่อยู่ในลำดับการอภิปรายอีก 27 คน โดยจะได้สิทธิ์อภิปรายคนละ 15 นาที รวมเป็น 7 ชั่วโมง 15 นาที ส่วนคณะรัฐมนตรีจะได้สิทธิ์ในการชี้แจงและตอบคำถามหลังจากที่มีผู้อภิปรายแล้วเสร็จ ทั้งนี้หลังการลงมติรับหลักการแล้วที่ประชุมจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขึ้น 27 คน ประกอบด้วย ตัวแทนจากคณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภา 22 คณะๆ ละ 1 คน, ตัวแทนจากคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) จำนวน 3 คน และตัวแทนจากรัฐบาลจำนวน 2 คน ส่วนเวลาการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการฯ ส่วนตัวเชื่อว่ามีแนวโน้มที่จะขยายเวลาเพิ่มเติมไปอีก 30 วัน จากเดิมที่จะครบกำหนดตามในวันที่ 23 ต.ค. นี้ หรือ อีก 15 วัน ดังนั้นคาดว่าจะรวมเวลาพิจารณาในวาระสองและวาระสาม อีกไม่เกิน 45 วัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ประชุมวุฒิสภาได้เข้าสู่วาระพิจารณาเรื่องด่วน คือ ร่าง พ.ร.บ. กู้เงินฯ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท วาระแรก เป็นวันที่สอง โดยภาพรวมการอภิปรายในช่วงเช้า ยังคงเป็นการท้วงติงการดำเนินโครงการและแสดงความเป็นห่วงเรื่องของการใช้หนี้คืน โดยนายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ส.ว.สรรหา อภิปรายว่า เพื่อเป็นการคลายกังวลสำหรับบุคคลที่ต้องการสนับสนุนโครงการฯควรมีแผนการใช้หนี้ ไม่ให้เป็นภาระของลูกหลานในอนาคต และที่สำคัญการใช้เงินอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต้องดำเนินการตามแผนงานโครงการที่ชัดเจน แต่ส่วนตัวเชื่อว่าจะไม่มีการคุ้มทุนเกิดขึ้นแน่นอน
ขณะที่ ส.ว.สายเลือกตั้ง ได้มีการอภิปรายสนับสนุนการออกร่า งพ.รบ.กู้เงิน วงเงิน 2 ล้านล้านบาท และแสดงเจตนาชัดเจนที่จะลงมติรับหลักการในวาระแรก
"ณัฐวุฒิ" ย้ำ 8 ต.ค.ไม่มีอะไร นอกจากปชป.ปฏิรูป "อลงกรณ์"
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ และแกนนำ นปช. กล่าวว่า จากความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่โยงกับวันที่ 8 ต.ค.นั้น ขณะนี้ยังไม่เห็นอะไรที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งตนเชื่อมั่นในความเป็นจริงว่า ถ้ารัฐบาลยังยืนอยู่บนหลักการประชาธิปไตย ทำงานตรงไปตรงมาก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่จากการประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาธิปปัตย์เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่า พรรคนั้นได้ปฏิรูปนายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหตุเพราะมีการวิจารณ์พรรค อีกทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค กระชับอำนาจโดยเบ็ดเสร็จมากขึ้นแล้ว ซึ่งแนวทางของนายอภิสิทธิ์นั้น ในสภาได้สร้างความวุ่นวาย และระดมประชาชนนอกสภา ซึ่งแนวทางนี้จะทำให้การเมืองเข้มข้นขึ้น อย่างไรก็ดีในสถานการณ์เช่นนี้ต้องการให้นายอภิสิทธิ์ได้แถลงให้ประชาชนได้รับทราบว่า ขณะนี้พรรคนั้นนำเรื่องต่างๆ ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญกี่เรื่องแล้ว มีข้อกฎหมายอย่างไรบ้าง เพราะจะได้ทราบว่า มีพรรคการเมืองจ้องให้หวยออกโดยพึ่งองค์กรอิสระ
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า สำหรับการชุมนุมของกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณที่ออกมาชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลนั้น คงเป็นการอาศัยจังหวะวันที่ 8 ต.ค.และกลุ่มได้กล่าวเป็นกลุ่มที่พรรคประชาธิปัตย์โดยนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้ไปประสานงานเอาไว้ เรื่องดังกล่าวต้องเอาพรรคประชาธิปัตย์เป็นศูนย์กลาง เพราะพรรคนั้นต้องการล้มรัฐบาลโดยเร็วก่อนที่คดีความต่างๆ จะมีความคืบหน้ามากกว่านี้
ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวการปรับครม.ว่าหาก นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี นายณัฐวุฒิ ต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ได้มีการยืนยันมาตลอดว่าเราไม่ได้มีเงื่อนไขใดๆกับพรรค ไม่ได้ตั้งโควต้าของกลุ่มนปช. รัฐบาลก็ไม่ได้บอกว่ามีโควต้า การปรับหรือไม่ปรับอยู่ที่นายกรัฐมนตรี ไม่ว่าใครจะออกหรือจะเข้ามาใหม่พวกตนก็ยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข เมื่อถามต่อว่า จะเกิดกรณีเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า "ผมกับคุณจตุพร ร่วมเป็นร่วมตายกันมา ที่ผ่านมามีหลายคนพยายามสร้างให้เกิดภาพของความขัดแย้ง ความแตกแยกบาดหมาง โดยไม่รู้ว่าเราอยู่กันอย่างไร ยืนยันว่าไม่มีเรื่องอย่างที่ว่า"
"สุภรณ์"จี้ กปท.เลิกชุมนุมหน้าทำเนียบฯ ชี้เป็นม็อบการเมืองเจรจายาก
นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง กล่าวถึงการปักหลักชุมนุมของกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ว่า สิ่งที่ต้องประเมินอันดับแรกคือ ต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบว่า การจราจรที่ติดขัดไม่สามารถเปิดถนนได้นั้นเกิดจากสาเหตุที่ กปท.ซึ่งมาจากสวนลุมพินี และใช้พื้นที่ของถนนพิษณุโลกในการชุมนุม และมีการปิดถนน จนส่งผลกระทบต่อประชาชนที่สัญจรในเส้นทางนี้ จึงต้องช่วยกันให้ประชาชนทราบในเหตุผลและให้ใช้เส้นทางจราจรอื่น และเราต้องคอยเฝ้าระวังในเส้นทางทั้งขอเข้า ขาออก ทั้งนี้จำนวนผู้ชุมนุมเมื่อวันที่ 7ต.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ประมาณ 300 คน แต่ช่วงเช้าวันนี้เหลือประมาณ 80 คน
นายสุภรณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องที่สองคือ ฝ่ายความมั่นคงได้ประเมินว่าขณะนี้ปริมาณผู้ชุมนุมยังอยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้ และเราเองพยายามจะใช้ยุทธการเจรจาตามหลักสากล และขอความร่วมมือให้กลับไปที่สวนลุมพินีเหมือนเดิม โดยจะขอพื้นที่ในการเตรียมงานซึ่งนายกรัฐมนตรีของจีน จะเดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 11 ต.ค.นี้ และไปที่รัฐสภาด้วย ทั้งนี้การต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองเป็นหน้าตาของประเทศ ที่เราต้องขอความร่วมมือในการรักษาหน้าตาของประเทศและรัฐบาล ซึ่งเราต้องขอเจรจาก่อน โดยเราได้ส่งตัวแทนทั้งฝ่ายความมั่นคง ผบ.ตร. ผบช.น. แม้กระทั่งฝ่ายการเมือง เราก็พร้อมเจรจาทุกคน
"เมื่อวานนี้ ทางกลุ่มผู้ชุมนุมเองยังไม่ได้แจ้งเข้ามาว่าจะให้ใครเข้าไปรับหนังสือข้อเรียกร้อง เพราะตนก็เคยรับไปแล้วรอบหนึ่งและนำเสนอตามขั้นตอนแล้ว โดยข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมต้องเรียนว่า รัฐบาลทำตามกฎหมาย การที่จะไม่ให้นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว.ขึ้นทูลเกล้าฯนั้น ทำไม่ได้เพราะผิดรัฐธรรมนูญ ส่วนกรณีที่มีคำทำนายว่าจะมีการโค่นล้มรัฐบาลวันที่ 8 ต.ค. ก็เป็นการทำนายกันเองของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งนั้น " นายสุภรณ์ กล่าว
นายสุภรณ์ กล่าวต่ออีกว่า ทางนายกฯ เองได้มีการสอบถามข้อมูลตลอดเวลา โดยนายกฯ ได้สั่งให้ประเมินสถานการณ์ว่า การชุมนุมครั้งนี้จะส่งผลยืดเยื้อแค่ไหน และจะมีความรุนแรงอย่างไร ให้รายงานทุกระยะ ซึ่งสิ่งที่เราเป็นห่วงคือไม่อยากให้มีเหตุร้ายอยู่บริเวณทำเนียบรัฐบาล ดังนั้นจึงขอความร่วมมือให้ชุมนุมด้วยความสงบ ทั้งนี้ประเมินว่าสถานการณ์รุนแรง ก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายความมั่นคง ที่จะตัดสินใจใช้กฎหมายอย่างหนึ่งอย่างใดในอนาคต
"อย่างไรก็ตามหากยังไม่เลิกชุมนุมก่อนวันที่จะต้อนรับนายกฯจีน ก็ต้องประเมินสถานการณ์ ว่าจะมีมาตรการอย่างไรหลังเจรจาตามหลักสากลแล้ว" นายสุภรณ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากผู้ชุมนุมไม่เดินทางกลับจะทำอย่างไร นายสุภรณ์ กล่าวว่า เราขอเจรจาก่อน ผลเป็นอย่างไรแล้วเราจะประเมินสถานการณ์ ซึ่งเราได้ทราบข่าวจากทางสันติบาลว่า จะมีการเอาการ์ดมาจากภาคใต้และมีการนำอาวุธเข้ามา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ตั้งด่านตรวจให้รอบคอบเพื่อไม่ให้มีมือที่สามมาแทรกซ้อนและให้ประชาชนได้รับความปลอดภัย อย่างไรก็ตามแม้การชุมนุมจะเป็นสิทธิ์ แต่เมื่อมีการนำอาวุธเข้ามาเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยเฉพาะชุมนุมในพื้นที่ที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ก็เป็นเหตุผลที่เราต้องขอความร่วมมือ ทั้งนี้การมาชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลเราไม่ได้ห้าม เพราะที่ผ่านมาก็มีม็อบต่างๆเข้ามาประจำ แต่การชุมนุมของกลุ่มนี้ตนพูดชัดๆ ว่าเป็นการเมืองเพื่อโค่นล้มรัฐบาล ดังนั้นการเจรจาอาจจะยากกว่ากลุ่มอื่นที่มาเพราะความเดือดร้อน
เมื่อถามว่า การที่กลุ่มผู้ชุมนุมมีน้อยแต่ทางเจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังจำนวนมากในการป้องกันจะเป็นการตื่นตระหนกเกินไปหรือไม่ นายสุภรณ์ กล่าวว่า เราอย่าประมาท โดยเฉพาะพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นที่ทำงานของฝ่ายบริหาร ดังนั้นเราจำเป็นต้องดูแลอย่างเต็มที่ โดยจากอดีตที่ผ่านมาทำเนียบรัฐบาลก็เคยถูกยึดมาแล้ว ดังนั้นเราจะประมาทกับคนกลุ่มน้อยไม่ได้



