
กก.บห.ปชป.รุมยำ'อลงกรณ์'ทำพรรคเสีย
กก.บห.ปชป.รุมยำ 'อลงกรณ์' กลางที่ประชุม หลัง'ทวิต' ทำพรรคถูกมองเสียหาย ยันไม่มีเกมเลื่อยเก้าอี้ 'มาร์ค' ยันทุกคนเห็นตรงกันเหมาะสม
เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 7 ต.ค.2556 นายอัศวิน วิภูศิริ ในฐานะประธานคณะทำงานปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยหลังประชุมกรรมการบริหารพรรคนานกว่า 4 ชั่วโมง ว่า ที่ประชุมได้รับรองการปรับโครงสร้างพรรค แต่มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียด เช่น การตั้งคณะกรรมการพรรค หรือบอร์ดพรรค เห็นควรว่าให้คงใช้ตามเดิม คือ สภาที่ปรึกษาพรรคที่มีนายชวน หลีกภัย เป็นประธาน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะเป็นผู้ใหญ่ และผู้ทรงคุณวุฒิของพรรคในหลายด้าน เพราะเกรงว่าจะทำงานซ้ำซ้อนกับกรรมการชุดอื่น ที่เสนอเข้ามาในโครงสร้างใหม่ ส่วนกรรมการชุดที่ 2 หรือกรรมการบริหารพรรคเดิมมีการเสนอ 15 คน ก็เพิ่มเป็น 25 คน คือ ให้เพิ่มรองภาค 5 คน ทำงานในภาพรวมเพื่อดูแลพื้นที่ในแต่ละภาค ที่ยังไม่มีประธานพื้นที่ในภาคนั้นๆ และเพิ่มรองหัวหน้าพรรคในโควตาหัวหน้า จากเดิม 3 คน เป็น 5 คน โดยให้รับผิดชอบงานในแต่ละด้าน เช่น เศรษฐกิจ สังคม ต่างประเทศ
เมื่อถามถึงกรณีที่นายอลงกรณ์ทวิตเตอร์ข่มขู่พรรคหากไม่ได้ดังที่ต้องการ ก็จะเป็นยกสุดท้ายของตัวเองและเลขาธิการพรรค นายอัศวิน กล่าวว่า มีการพูดคุยกันและท้วงติงว่า ไม่ควรโพสต์ข้อความในลักษณะนั้น แต่ก็มีการชี้แจงเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย ขณะที่นายอลงกรณ์ชี้แจงว่า ไม่มีเจตนาที่จะว่าหรือตำหนิใคร คิดว่าคงไม่มีการทวิตเตอร์ในลักษณะนี้ออกมาอีก โดยทุกคนพูดว่า หากมีอะไรให้พูดกันในพรรค ซึ่งนายอลงกรณ์ก็รับปากว่าจะดำเนินการตามนี้ และวันนี้นายอลงกรณ์ก็มีความสุขดี ไม่มีการพูดถึงเรื่องการลาออกจากพรรค ทุกคนเข้าใจในแนวทางเดียวกันหมด
เมื่อถามถึงกรณีที่วิจารณ์ว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้เป็นเกมที่ต้องการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรค นายอัศวิน กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีใครต้องการเปลี่ยนหัวหน้าพรรค ทุกอย่างเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และทุกคนยังพอใจที่จะให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค
ด้านนายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ตนโดนคนในที่ประชุม 2-3 คนท้วงติง ซึ่งได้ชี้แจงไปว่า เราพยายามแก้ไขกันเอง คิดกันเองเป็นแบบระบบปิดกันภายใน 21 ปีมาแล้ว วันนี้โลกเปลี่ยนแล้ว ควรที่จะให้คนนอกมาเสนอแนะให้ความเห็นบ้าง ซึ่งที่ประชุมก็เห็นด้วยกับแนวคิดของตน แต่ตนก็ได้บอกไปว่า ถ้าจะเห็นด้วยต้องเห็นทั้ง 100% เพราะข้อเสนอของตนจะทำให้พรรคดีขึ้น
ขณะเดียวกันมีรายงานว่า ในการประชุม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ วันที่ 7 ตุลาคมนี้ มี ส.ส.ส่วนหนึ่งเตรียมตั้งคำถามถึงประเด็นเรื่องเกี่ยวกับวินัยว่า เหตุใดนายอลงกรณ์จึงออกมาแสดงความเห็นทำให้พรรคเสียหาย
เติ้งพักเดินสายปฏิรูป-รอผลสรุป3คณะ
ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 09.00 น. มีการประชุม “เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย พัฒนาประชาธิปไตยและประเทศร่วมกัน” โดยมีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ซึ่งการประชุมแบ่งเป็น 2 ช่วง โดยช่วงเช้าเวลา 09.00-12.00 น. เป็นการประชุมคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ ส่วนภาคบ่าย เวลา 14.00-17.00 น. เป็นการประชุมคณะทำงานด้านสังคม
สำหรับบรรยากาศในการประชุม โดยเฉพาะในส่วนของบุคคลที่นั่งหัวโต๊ะประชุม นอกจากนายพงศ์เทพแล้ว ยังมีนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรมช.เกษตรและสหกรณ์ นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรคชาติพัฒนา นอกจากนั้นยังมีในส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา ถึง 4 คน คือ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล นายธีระ สูตะบุตร และนายนิกร จำนง รวมทั้งในส่วนของผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ นายธีรภัทร เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรม เป็นต้น
นายวราเทพเปิดเผยก่อนการประชุมว่า ในวันนี้จะมีการหารือโครงสร้างหลัก ที่จะให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม ในทิศทางที่ไทยควรจะเป็น โดยไม่ได้มุ่งเน้นไปเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ และไม่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทั้งนี้ หากได้ข้อสรุปที่ตกผลึก จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะทำงานชุดใหญ่ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธานอีกครั้ง ส่วนวันพุธที่ 9 ตุลาคมนี้ จะเป็นการประชุมของคณะทำงานด้านการเมือง
ขณะที่นายบรรหาร ศิลปอาชา กล่าวเปิดการประชุม โดยเล่าย้อนถึงการเดินสายเชิญบุคคลต่างๆ เข้ามาร่วมเวทีปฏิรูป ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปเชิญนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส นายสนธิ ลิ้มทองกุล และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แต่ในอนาคตถ้าผลการหารือของคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ออกมาว่าเป็นรูปแบบใด ตนจะเดินสายไปเชิญกลุ่มคนเหล่านี้อีกครั้ง ต้องพยายามทำเพื่อประเทศให้ได้ โดยจะประสานงานกับทุกฝ่าย จะทำงานต่อไป เพราะอยากให้เกิดความเรียบร้อยและสำเร็จ แม้อีก 5 ปีไม่สำเร็จ ได้สักส่วนหนึ่งหรือ 50% ครึ่งทางก็ยังดี ตามเป้าหมาย 7 ข้อที่เห็นร่วมกัน นอกจากนี้ต้องขอฝากไปถึงนายกรัฐมนตรีว่า รัฐบาลจะต้องเข้ามาร่วมด้วย เพราะถ้ารัฐบาลไม่ช่วยก็ไม่มีทางสำเร็จ และเมื่อได้ข้อมูลในจุดปลายน้ำแล้ว รัฐบาลก็ต้องเป็นฝ่ายที่รับไปว่าข้อไหนทำได้ หรือไม่ได้
เคาะตั้งคณะทำงานย่อย 11 ชุด
ต่อมาเวลา 17.30น. นายบรรหารแถลงภายหลังการประชุมว่า ในส่วนของคณะทำงานเศรษฐกิจเห็นสมควรสรุปกำหนดประเด็นการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ 5 ประเด็น คือ 1.เป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาเศรษฐกิจ 2.การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ 3.การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ 4.การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ และ 5.ประเด็นเร่งด่วนเฉพาะหน้า
นายบรรหาร กล่าวอีกว่า ส่วนในด้านสังคม แบ่งออกเป็น 6 ประเด็น คือ 1.การพัฒนาคนทั้งด้านความรู้ ความรับผิดชอบ คุณธรรมและการเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย 2.การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการสร้างความเป็นธรรมทางกฎหมาย 3.การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนท้องถิ่น 4.การบริหารจัดการภาครัฐที่ดี โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ 5.การจัดระบบสวัสดิการสังคมและการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และ 6.ประเด็นเร่งด่วนเฉพาะหน้า ทั้งนี้ คณะทำงานได้มอบหมายให้นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นำความเห็นต่างๆ ของผู้เข้าร่วมประชุม ไปดำเนินการจัดตั้งคณะทำงานชุดเล็ก แล้วนำกลับมาเสนอต่อตนในฐานะผู้ดูแลภาพรวม เพื่อจะได้ประมวลความเห็นเสนอต่อที่ประชุมเวทีปฏิรูปการเมืองชุดใหญ่ต่อไป



