
ฝนตกไม่ทั่วฟ้าน้ำบ่าจึงต่างกัน?
ฝนตกไม่ทั่วฟ้าน้ำบ่าจึงต่างกัน? : จุฑารัตน์ ทิพย์นำภารายงาน
ว่ากันว่า น้ำท่วมใหญ่ที่กบินทร์บุรี ปราจีนบุรี และอีกหลายจังหวัดในภาคตะวันออก น่าจะเป็นภาพจำลองของมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 หรือเพียง 2 ปีก่อนที่ภาพหลอนยาตราตรึงอยู่ในห้วงคำนึงของทุกคน
เป็นภาพจำลองของการบริหารจัดการน้ำ ที่เอาเข้าจริงก็ยังเหมือนรอวัดดวงกันที่สภาพฝนฟ้าอากาศมากกว่าตัวเลขทางวิทยาศาสตร์ในศูนย์บัญชาการ (ที่ขอแจ้งเกิดพร้อม 3.5 แสนล้านบาท) จะต่างกันก็ตรงที่ว่า เมื่อคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) วางน้ำหนักไว้ให้กรุงเทพฯ เขตนิคมอุตสาหกรรม ลุ่มเจ้าพระยา หรือใต้เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ เป็นพื้นที่ "ไข่แดง" ปล่อยน้ำท่วมไม่ได้โดยเด็ดขาด จึงได้เห็นการพร่องน้ำจาก 2 เขื่อนใหญ่ เพื่อรองรับพายุฝนช่วงหน้าฝน ซึ่งจนกระทั่งวันนี้ กลับมีน้ำเข้าเขื่อนเพียงครึ่งๆ กลางๆ ซึ่งหากไม่มีพายุใหญ่อย่าง "นกเต็น" เมื่อปี 2554 ลุ่มเจ้าพระยาและกทม.ปลอดภัยแน่นอน เหลือให้ลุ้นเพียงแต่ว่า หน้าแล้งที่กำลังจะมาถึงจะเอาน้ำที่ไหนมาบริหารให้นาปรังเท่านั้นเอง
ขณะที่เสียงลือเสียงเล่าอ้างพูดถึงกันว่า ภาคอีสาน ภาคตะวันออก อยู่นอกเขต "เซฟตี้โซน" จึงถูกปล่อยทิ้งๆ ขว้างๆ ท่วมซ้ำท่วมซาก เพียงเพราะพวกเขา "เสียงไม่ดังพอ" แผนบริหารจัดการน้ำหรือการวางแผนทั้งรับมือและแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินจึงไม่เกิดขึ้น
"ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาเราไม่มีแผนระบายน้ำเลย และส่วนเครื่องมืออื่นๆเช่น อ่างเก็บน้ำ อยู่ระหว่างการก่อสร้างทั้งหมด ทำให้ภาคตะวันออก ทั้งสระแก้ว ปราจีนฯ และฉะเชิงเทรา ต้องมีการลงทุนในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น ตอนนี้ในส่วนของกรมชลประทานพยายามใช้ทุกเครื่องมือที่มีอยู่เพื่อช่วยภาคตะวันออก" สุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว
สุเทพยอมรับด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่มีแผนการระบายน้ำภาคตะวันออก ทำให้เครื่องมือที่จะนำมาใช้ต้องพึ่งพาการระบายจากแม่น้ำต่างๆ ในพื้นที่ ส่วนอ่างเก็บน้ำอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง ยังไม่แล้วเสร็จ เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง ที่ อ.นาดี จะเสร็จในปี 2560 ขณะที่อ่างเก็บน้ำที่ห้วยพระสทึงจะเสร็จในอีก 4 ปีข้างหน้า ขณะที่เครื่องมือการระบายน้ำอื่นๆ ไม่อยู่ในสถานะที่จะช่วยระบาย ขณะแม่น้ำบางปะกงก็มีเพียงเขื่อนทดน้ำสำหรับบริหารจัดการน้ำในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงเท่านั้น
ฝนฟ้าที่มามากกว่าปกติก็น่าจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ซึ่งทำให้ภาคตะวันออกกลายเป็นดินแดนใต้บาดาลไปอย่างไม่ทันตั้งตัว รองอธิบดีกรมชลประทานเห็นสอดคล้องเช่นกัน ปัจจัยแรกที่ทำให้น้ำท่วมภาคตะวันออกมากมาย ก็เพราะฝนปลายปีมากระจุกตัวตกต่อเนื่องในช่วงสั้นๆ นับตั้งแต่ 19 กันยายนเป็นต้นมา
"ร่องมรสุมและการเคลื่อนตัวไปยังจุดเดิมคือพื้นที่ จ.สระแก้ว ปราจีนบุรี ทำให้ฝนตกหนักบริเวณเขาใหญ่ต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำท่าไหลลงสู่แม่น้ำที่เป็นรอยต่อกับเขาใหญ่ เช่น ห้วยพรหมโหด ห้วยโสมง ห้วยพระสทึง จำนวนมาก และไหลลงไปสู่แม่น้ำปราจีนจนไม่สามารถระบายได้ทัน" นั่นคือภาพที่ได้เห็นกันได้ชัดเจนจากข่าวสารที่ได้รับ
โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยที่ว่าด้วยน้ำท่วมและน้ำแล้ง มักมีเรื่องเขื่อน อ่างเก็บน้ำ และฝาย เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ เช่นเดียวกับสุเทพที่เห็นว่า เขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่มีความจำเป็นในพื้นที่ภาคตะวันออก เขาบอกว่า ถึงแม้ในพื้นที่จะมีเขื่อนขุนด่านฯ ที่นครนายก แต่ก็ช่วยภาคตะวันออกได้เพียง 1 ใน 3 หรือเสี้ยวเดียวเท่านั้น แต่ในส่วนลุ่มน้ำอื่นๆ เช่น แม่น้ำปราจีนบุรี แม่น้ำบางปะกง ไม่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่
สำหรับเขื่อนคลองสียัดที่ค่อนข้างใหญ่ (ในระดับภาค) เพราะเก็บน้ำได้ถึง 420 ล้านลูกบาศก์เมตร สุเทพบอกว่า ที่ผ่านมาเขื่อนนี้ช่วยเก็บน้ำเอาไว้เต็มที่ โดยไม่ระบายออกเลย แต่นับจากวันที่ 7 ตุลาคม น้ำในอ่างเต็ม 100% แล้ว จึงเลือกใช้ให้ล้นผ่านสปิลล์เวย์ โดยไม่ระบายออกท้ายเขื่อน เพราะจะเป็นการซ้ำเติม
ส่วนการระบายน้ำจากเขื่อนขุนด่านฯ จ.นครนายก ที่หลายคนมองว่าอาจจะซ้ำเติมแม่น้ำนครนายกที่ไหลไปบรรจบกับแม่น้ำปราจีนบุรี สุเทพยืนยันว่า ไม่มีผลมากนัก เพราะปริมาณน้ำที่ไหลลงไปรวมที่แม่น้ำปราจีนบุรีมีไม่มาก และการปล่อยน้ำของเขื่อนขุนด่านฯ อยู่ที่วันละประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น จึงไม่ใช่ประเด็นหลักของปัญหาน้ำท่วมที่ภาคตะวันออก
สอดคล้องกับ น.ส.จิตรา พรหมชุติมา ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี ที่บอกว่า นับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา ร่องมรสุมที่พาดผ่านไม่ขยับออกจากพื้นที่ ทำให้มีปริมาณน้ำท่วมมาก ขณะที่แม่น้ำสาขาคือ คลองพระสทึง ที่ไหลจากสระแก้ว คลองพระปรง และแม่น้ำหนุมาน ซึ่งรับน้ำจากเขาใหญ่ กลับมีน้ำมากและไหลมารวมกันจนแม่น้ำปราจีนบุรีรับไม่ไหว พื้นที่ริมแม่น้ำปราจีนบุรีจึงท่วมมากกว่าทุกปี
สำหรับปริมาณฝนในพื้นที่ปราจีนบุรีในช่วงวันที่ 19 กันยายน-7 ตุลาคม วัดได้ถึงวันละ 200 มิลลิเมตร ขณะจังหวัดมีพื้นที่เพียง 7,500 ตารางกิโลเมตร ทำให้ขณะนี้มีน้ำในพื้นที่มากถึง 1,100 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือหากเทียบกับปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสักฯ ที่มีความจุเพียง 960 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำในพื้นที่ปราจีนบุรีจึงมีมากกว่าในเขื่อนป่าสักฯ ส่งผลให้หลายพื้นที่ เช่น อ.กบินทร์บุรี อ.ศรีมหาโพธิ อ.บ้านสร้าง อาจจะท่วมนานกว่า 1 เดือน
"กรมชลประทานได้ส่งผู้เชี่ยวชาญและเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่จำนวนมากเข้ามาช่วยเพื่อเร่งการระบายน้ำออกจากพื้นที่"
ยังมีความเห็นที่ตอกย้ำทฤษฎีของรองอธิบดีกรมชลประทาน โดย น.ส.จิตราย้ำว่า ปราจีนบุรีไม่มีอ่างเก็บน้ำ ทั้งๆ ที่แต่ละปีมีปริมาณน้ำจำนวนมาก นอกจากนี้การระบายน้ำยังต้องพึ่งแม่น้ำปราจีนฯ เพียงแห่งเดียว เมื่อมีน้ำมากก็ไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน
สำหรับภาคอีสาน ทั้งๆ ที่มีพื้นที่กว้างขวางและสุ่มเสี่ยงอุทกภัย ซ้ำยังถูกมองว่าเป็นดินแดนนอก "ไข่แดง" ที่พวกเขาเสียงไม่ดังพอเช่นลุ่มเจ้าพระยา และกทม. รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร วิเคราะห์ว่า จุดอ่อนของอีสานคือ 1.มีพื้นที่ชลประทานเพียง 6% พื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทาน 2.ลำน้ำขาดการดูแลทำให้เกิดความเสียหายค่อนข้างมาก และ 3.อ่างเก็บน้ำที่สร้างมานานกว่า 20-30 ปี เริ่มมีปัญหาตะกอน ตลอดจนปัญหาการบริหารจัดการพื้นที่ต้นน้ำเกือบทั้งหมด
"ที่ผ่านมาคนมักคิดว่าภาคอีสานจะต้องแล้ง ไม่เคยมีใครคิดว่าจะเกิดน้ำท่วม แต่หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน ในปี 2526 ที่ จ.อุบลฯ เคยเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเช่นเดียวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดภาคอีสานตอนนี้ โดยค่าเฉลี่ยปริมาณฝน 43 ปีย้อนหลัง ในภาคอีสานอยู่ที่ 1,300 มิลลิเมตร"
เขามองว่า ทุกวันนี้ระบบเตือนภัยมีความรวดเร็วพอที่จะแก้ปัญหาอุบัติภัย อุทกภัย สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า 4-5 วัน แต่จากดัชนีชี้วัดสามารถคาดการณ์สถานการณ์ฝนเป็นรายภาคได้ล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน แต่ก็ยังไม่เร็วพอสำหรับการวางแผนด้านการเกษตรที่ต้องรู้ล่วงหน้า 3 เดือน วันนี้เทคโนโลยีจึงยังไปไม่ถึง ซึ่งการจัดการต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาล
แม้เขาจะเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในช่วงที่ผ่านมายังคาดการณ์ได้ แต่ก็ยอมรับว่า พายุที่เกิดขึ้นพร้อมกัน 3-4 ลูก ทำให้การคำนวณไม่แม่นยำ ซึ่งขณะนี้มีแนวทางในการตั้ง Climate Change Research Center ในประเทศไทย เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
สำหรับสถานการณ์น้ำในเขื่อน ณ ปัจจุบัน ที่เกรงกันว่า เมื่อหมดฝน ประเทศไทยจะแห้งแล้วยาวนานนับจากนี้ รอยลเชื่อว่า จะไม่เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ และกังวลกันเช่นนั้น เพราะสถานการณ์ยังไม่อยู่เหนือการคาดเดา เขื่อนป่าสักฯ มีน้ำเข้าน้อย แต่ก็เริ่มดีขึ้น เขื่อนขุนด่านฯ และเขื่อนอื่นๆ ที่มีปริมาณน้ำอยู่ในระดับเฝ้าระวัง ผลกระทบจะเริ่มน้อยลง ในเวลาเดียวกัน รอยลมั่นใจว่า ยังมีเขื่อนที่สามารถรับน้ำจากดีเปรสชันลูกใหม่ที่จะเข้ามาได้
ส่วนเขื่อนด้านตะวันออกต้องค่อยๆ ระบายน้ำออก เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วม เช่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี พร้อมกับระบายน้ำออกจากพื้นที่ท่วมให้สำเร็จ โดยอาศัยคลองเล็กเข้ามาช่วย
ทั้งหมดคือคำตอบโจยท์ใหญ่ท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ในความแตกต่างระหว่างลุ่มเจ้าพระยากับภาคอีสานและตะวันออก
..............
(หมายเหตุ : ฝนตกไม่ทั่วฟ้าน้ำบ่าจึงต่างกัน? : จุฑารัตน์ ทิพย์นำภารายงาน)



