ข่าว

เอาอีก!'ชาวนา'ขอเพิ่มผลผลิตต่อไร่

เอาอีก!'ชาวนา'ขอเพิ่มผลผลิตต่อไร่

07 ต.ค. 2556

กลุ่มเกษตรกรเตรียมยื่นหนังสือเรียกร้องรบ.ทบทวนหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนผลผลิตต่อไร่ใหม่ อ้างไม่เป็นธรรมแต่ละจว.ไม่เท่ากัน ขู่หากไม่มีคำตอบเดินหน้าเรียกร้องเต็มที่

 

                             7 ต.ค. 56  นายวิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า วันนี้ (7 ต.ค.) กลุ่มเกษตรกรจะเดินทางไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ พิจารณาปรับหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนผลผลิตต่อไร่ใหม่ เนื่องจากการกำหนดพื้นที่เพาะปลูกของแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน เช่น ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยากำหนด 625 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ จ.สุพรรณบุรี และอ่างทอง กำหนดที่ 700 กิโลกรัมต่อไร่ ตนมองว่าไม่เป็นธรรมกับเกษตรกรในพื้นที่อื่น เนื่องจากปลูกข้าวชนิดเดียวกันแต่กำหนดพื้นที่ต่อไร่ไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลยังไม่มีคำตอบ ทางกลุ่มเกษตรกรจะหารือเพื่อกำหนดท่าทีเรียกร้องรัฐบาลอย่างเต็มที่ต่อไป

                             ส่วนโครงการรับจำนำข้าวปี 2556/2557 ที่เริ่มมาตั้งแต่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ขณะนี้ยังไม่มีโรงสีที่สามารถเริ่มดำเนินการรับจำนำได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างปิดบัญชี และส่งมอบข้าวฤดูกาลก่อนหน้านี้ ส่วนผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม บางพื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวได้ทันแต่ต้องนำข้าวไปขายให้กับโรงสีได้เพียงตันละ 4,000 บาท เพราะมีความชื้นสูง สำหรับข้าวที่ยังไม่พร้อมเก็บเกี่ยวก็ได้รับความเสียหายจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา แม้ว่ารัฐบาลจะจ่ายชดเชยให้เกษตรกรไร่ละ 1,113 บาท รายละไม่เกิน 30 ไร่ แต่มองว่ายังไม่คุ้มค่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้น

                             ด้านแหล่งข่าวจากวงการโรงสี เปิดเผยว่า หลังจากเริ่มโครงการรับจำนำข้าวเปลือกรอบใหม่ แม้จะสามารถเปิดจุดรับจำนำได้แต่ยังมีปัญหาไม่สามารถออกใบประทวนได้ เพราะระบบคอมพิวเตอร์ขององค์การคลังสินค้า (อคส.) ยังมีปัญหา ทั้งติดหลักเกณฑ์ใหม่ของอคส.ที่กำหนดให้โรงสีจะต้องทำประกันภัยกับบริษัทประกันภัย 8 แห่งที่ขึ้นทะเบียนกับอคส.เท่านั้น และจะต้องซื้อผ่านส่วนกลางที่เป็นระบบออนไลน์ถึงจะมีเลขประกันภัยและออกใบประทวนได้ โดยในเร็วๆ นี้ทางสมาคมโรงสีได้หารือถึงทางออกและต้องการให้อคส. กำหนดการซื้อประกันกับบริษัทใดก็ได้แทน

                             "เดิมโรงสีจะซื้อประกันภัยผ่านโบรกเกอร์ประกันภัยในต่างจังหวัด ค่าเบี้ยประกันจะอยู่ที่ 0.18% ของวงเงินจำนำของโรงสีแต่ละแห่ง แต่เมื่ออคส.มาทำหน้าที่เป็นเหมือนโบรกเกอร์ประกันและกำหนดค่าเบี้ยสูงกว่าเดิม 20% หรืออยู่ที่ 0.38% ทำให้โรงสีมีต้นทุนสูงขึ้นซึ่งไม่มีการแจ้งล่วงหน้าและมองว่าเป็นการล็อกสเปก แม้อคส.จะอ้างว่าเพื่อป้องกันกรมธรรม์ปลอม แต่ประเด็นนี้มันเคยเกิดขึ้นกับเซอร์เวย์เยอร์ ไม่เกี่ยวกับโรงสีทำไมจึงบวกเข้าไปด้วย และกำหนดค่าเบี้ยประกันก็ยังสูงขึ้นเป็นเท่าตัว"