ข่าว

'บรรหาร'ควง'พิชัย'เปิดเวทีปฏิรูปประเทศ

'บรรหาร'ควง'พิชัย'เปิดเวทีปฏิรูปประเทศ

07 ต.ค. 2556

'บรรหาร' ควง 'พิชัย' เปิดเวทีปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ-สังคม เผยรอข้อสรุปก่อนเทียบเชิญรอบ 2

 

                            7 ต.ค.56 เมื่อเวลา 09.00 น. มีการประชุม “เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย พัฒนาประชาธิปไตย และประเทศร่วมกัน” โดยมีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุม ซึ่งการประชุมในวันนี้จะแบ่งเป็น 2 ช่วง ในช่วงเช้าเวลา 09.00 - 12.00 น. เป็นการประชุมคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ ส่วนภาคบ่ายเวลา 14.00 - 17.00 น. เป็นการประชุมคณะทำงานด้านสังคม

                            สำหรับบรรยากาศในการประชุมโดยเฉพาะในส่วนของบุคคลที่นั่งหัวโต๊ะประชุมนอกจากนายพงศ์เทพ เทพกาญจนาแล้ว ยังมีนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ,นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ,นายสุวัจน์ ลิปพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคชาติพัฒนา และนอกจากนั้นยังมีในส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนาถึง 4 คน คือ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล นายธีระ สูตบุตรและนายนิกร จำนง รวมทั้งในส่วนของผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ นายธีรภัทร เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรม ฯเข้าร่วมประชุม

                            โดยนายวราเทพ เปิดเผยก่อนการประชุมว่า ในวันนี้จะมีการหารือโครงสร้างหลัก ที่จะให้ภาคส่วนต่างๆเข้ามามีส่วนร่วม ในทิศทางที่ไทยควรจะเป็น โดยไม่ได้มุ่งเน้นไปเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ และไม่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้าน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทั้งนี้หากได้ข้อสรุปที่ตกผลึก จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะทำงานชุดใหญ่ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธานอีกครั้ง  ทั้งนี้ในวันพุธ ที่ 9 ตุลาคมนี้ จะเป็นการประชุมของคณะทำงานด้านการเมือง

                            ขณะที่นายบรรหาร ศิลปอาชา กล่าวเปิดการประชุมโดยเล่าย้อนถึงการเดินสายเชิญบุคคลต่างๆเข้ามาร่วมเวทีปฏิรูปว่า การเดินทางไปเชิญนาย อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศนั้น นายอานันท์ระบุว่าไม่สามารถเข้าร่วมปฏิรูปได้เนื่องจากมีบางเรื่องที่รัฐบาลไม่ควรทำ เช่น เรื่องของกฎหมายนิรโทษกรรม การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่นายอานันท์ยืนยันว่าไม่ใช่ไม่รับเชิญ ท่านรับแต่ขอให้ผมและทุกคนได้จัดโครงสร้างทั้งหมดก่อนแล้วก็พร้อมที่จะเข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องดี

                            ส่วนการไปพบกับ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสนั้น นายบรรหาร เล่าว่า หลังจากได้พูดคุย นพ.ประเวศ ยินดีที่จะร่วมเดินหน้าประสานความร่วมมือในรอบต่อไปหากสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าการปฏิรูปสามารถเกิดขึ้นได้จริง โดยมีการเสนอสูตรสามเหลี่ยมภูเขาเขยื้อน โดยยอดแหลมจะต้องเป็นนายกรัฐมนตรี อีกด้าน นพ.ประเวศรับดำเนินการในรูปแบบภาคีเครือข่ายประชาชน ส่วนอีกด้านเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูป

                            นายบรรหาร กล่าวต่อว่า สำหรับการเดินทางไปยังบ้านพระอาทิตย์เพื่อพบกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง 2 แกนนำ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นั้นถึงจะรู้คำตอบล่วงหน้าแต่ก็ต้องไป ซึ่งจากการหารือก็มีข้อแม้ 5-6 ข้อ สรุปคือไม่เห็นด้วยในการตั้งสภาปฏิรูปอีก 5-10 ปี ก็ไม่มีทางสำเร็จ ซึ่งตนก็พยายามชี้แจงว่าก็ต้องพยายามทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น เหมือนที่รัฐบาลเปิดเวทีให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น ไม่มีทางขาดทุนมีแต่กำไรและเสมอตัว แต่สรุปแล้วทั้ง 2 คนก็ไม่เข้ามาร่วม ซึ่งตนก็บอกไปว่าไม่มาก็ไม่เป็นไรแต่ตนจะเดินทางไปรอบ 2 แต่ต้องเลี้ยงข้าวตนด้วย ทั้งนี้ตนกับพล.ต.จำลองชอบพอกันพอสมควรสมัยท่านอยู่กับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ตนก็อยู่ด้วยกันก็รู้จักกันคุยไปคุยมาอย่างกันเองเหมือนกัน ซึ่งตนไม่ซีเรียส พูดคุยอย่างกันเอง เพื่อนฝูงด้วยกัน

                            นายบรรหาร กล่าวอีกว่า สุดท้ายในส่วนของฝ่ายค้านตนได้ไปพบกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สรุปคือให้รัฐบาลถอนกฎหมายนิรโทษกรรม ให้ถอนร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญออกไป แล้วค่อยมาพิจารณาว่าสภาปฏิรูปจะเดินหน้ากันอย่างไร ซึ่งตนพยายามอธิบายไปว่าเรื่องที่กังวลได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาไปแล้ว แต่เรื่องการถอนออกคงลำบาก หากสงสัยมาตราไหนก็แปรญัตติเอา สรุปแล้วนายอภิสิทธิ์ก็ไม่มาร่วมด้วย และอีกคน ในส่วนของนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้องยอมรับว่าเป็นคนที่ลุ่มลึกมาก แต่มีความเห็นคล้ายกับนายอภิสิทธิ์และคงมาร่วมไม่ได้ ตนก็พยายามบอกว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่เสียหายตรงไหนอยากให้มาร่วมกัน แต่ก็ต้องยอมในเมื่อมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน “ท่านเคยพูดไว้ว่ารัฐบาลแห่งชาตินั้นไม่เห็นด้วย สภาต้องมีฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล จะมีแต่ฝ่ายรัฐบาลอย่างเดียวไม่ได้”

                            "สรุปแล้วทั้งหมดผมจึงยุติเพียงแค่นี้ไม่ได้เดินไป แต่ในอนาคตถ้าหากผลการหารือของคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองออกมาว่าเป็นรูปแบบใด ผมจะเดินสายอีกรอบ ต้องพยายาม ซึ่งผมพูดกับอดีตนายกฯชวนว่า “I will try ” คือพยายามทำเพื่อประเทศให้ได้ และขอย้ำกับที่ประชุมวันนี้อีกครั้งว่าผมไม่ใช่ประธานในที่ประชุม เป็นแค่ผู้ประสานงาน และจะประสานงานกับทุกฝ่าย จะทำงานต่อไปเพราะอยากให้เกิดความเรียบร้อยและสำเร็จ แม้อีก 5 ปีไม่สำเร็จได้สักส่วนหนึ่ง หรือ 50% ครึ่งทางก็ยังดีตามเป้าหมาย 7 ข้อที่เห็นร่วมกันและต้องฝากเรียนไปถึงนายกรัฐมนตรีว่ารัฐบาลจะต้องเข้ามาร่วมด้วย ถ้ารัฐบาลไม่ช่วยไม่มีทางสำเร็จแน่นอน และเมื่อได้ข้อมูลในจุดปลายน้ำแล้วรัฐบาลก็ต้องเป็นฝ่ายที่รับไป ข้อไหนทำได้หรือไม่ได้" นายบรรหาร กล่าว

                            จากนั้นนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการของที่ประชุม ได้กล่าวสรุปผลการดำเนินการที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการสรุปเป้าหมายการปฏิรูปประเทศไทยทั้ง 7 ข้อ ประกอบด้วย ประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่มีความมั่นคงแข็งแรง ,การลด-แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจนและข้อกฎหมาย,  กลไกการดำเนินงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ความเสมอภาคและเท่าเทียมกันภายใต้มาตรฐานที่เป็นสากลและเป็นที่ยอมรับ, ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน,ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน-การให้อภัยซึ่งกันและกัน และการยึดหลักประโยชน์ส่วนรวมและความถูกต้องเป็นหลัก โดยมีการนำผลการศึกษาของคณะต่างๆที่ได้ทำมาพิจารณาหาข้อสรุปร่วม

                            นายธงทอง กล่าวว่า สืบเนื่องจากผลการสรุป 7 หัวข้อหลักเมื่อวันที่ 25ส.ค.ที่ผ่านมาเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย ซึ่งระหว่างนั้นคณะทำงานได้ศึกษาและเปรียบเทียบกับคณะทำงานชุดต่างๆ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้แก่1.คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ ที่มีนพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เป็นประธาน 2.คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี 3.คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.) ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน 4.ผลการรายงานของทำเดินงานของคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) ที่เปิดรับฟังความเห็นประชาชนทั่วประเทศภายใต้หัวข้อ พูดจาหาทางออกประเทศไทย  จำนวน 108 เวที 5.รายงานและผลการวิจัยของสถาบันพระปกกล้า 6.แผนพัฒนาการเมือง ของสภาพัฒนาการเมือง 7.รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญการสร้างความสมานฉันท์และการปรองดองแห่งชาติ โดยสกัดให้เป็น 7 หัวข้อหลักเพื่อให้เกิดเป็นโจทย์ร่วมกันและนำมาปรึษาหารือใน 3 กลุ่มย่อยในวันนี้

                            ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ทยอยเชิญสื่อมวลชนออกจากห้องประชุม โดยเชิญในข่วงที่นายพยุงศักดิ์ กำลังกล่าวแสดงความคิดเห็นเป็นคนแรกตอนหนึ่งว่า เรื่องของการที่เราจะปฏิรูปหมายถึงการปฏิรูปทั้งประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจซึ่งเป็นจักรกลส่วนหนึ่งคิดว่าตอนนี้เรายังไม่แน่ใจว่าจะดำเนินไปในแนวทางอย่างไรเพราะเราจะมีประเด็นและหัวข้อต่างๆค่อนข้างเยอะ สิ่งที่สำคัญที่อยากจะขอเพิ่มเติมคือเรากำลังเข้าสู่เรื่องของการค้าโลกและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จึงอยากให้เน้นเรื่องของการปฏิรูปกฎหมายกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจและระบบกฎเกณฑ์ต่างๆของหน่วยงานต่างๆของรัฐเพื่อรองรับการออกใบอนุญาตไปสัมปทาน