ข่าว

'ยูเอ็น'เข็นตร.ไทยเข้าถึงเยาวชนสางอาชญากรรม

'ยูเอ็น'เข็นตร.ไทยเข้าถึงเยาวชนสางอาชญากรรม

07 ต.ค. 2556

'ยูเอ็น'เข็นหลักสูตรสอนตร.เข้าถึงเยาวชนสางอาชญากรรม : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

               ผลการศึกษาของนักวิจัยโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ เกี่ยวกับปัญหาสุขภาวะในเด็กและเยาวชน ระหว่างอายุ 6-25 ปี ในประเทศไทยล่าสุด พบว่า เด็กไทยประสบปัญหาใน 3 เรื่องอย่างรุนแรง คือ 1.การตั้งครรภ์และการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งเกิดจากมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย การเปลี่ยนคู่นอนหลายคน และขาดความรู้เรื่องคุมกำเนิด 2.ความรุนแรง พบว่า คดีทำร้ายร่างกายของเด็ก ที่ถูกส่งเข้าสถานพินิจฯ จากการชกต่อยหรือตบตีกันทั้งในสถานศึกษาและในชุมชนมีสูงถึง 4,086 คดีต่อปี สาเหตุสำคัญเกิดจากการใช้สารเสพติด และ 3.ปัญหาสุขภาพจิต ได้แก่ การติดสารเสพติด การติดเกม โรคสมาธิสั้น ภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ และออทิสติก

               ข้อมูลการศึกษาดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก.ซึ่งกำลังผลักดันโครงการ "ชมรมยุวชนตำรวจ" โดยการส่งตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเข้าไปทำกิจกรรมต่างๆ กับเด็กและเยาวชนในโรงเรียน เพื่อร่วมกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาต่างๆ โดยยึดเด็กและเยาวชนเป็นศูนย์กลางในการริเริ่มแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกรูปแบบ

               "มีงานวิจัยยืนยันว่า เด็กที่ถูกข่มเหง ถูกกระทำรุนแรง หรือถูกล้อเลียน (Bully) ถึงร้อยละ 33 เมื่อโตขึ้นจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม หากป้องกันไม่ให้เด็กถูกข่มเหง ถูกกระทำรุนแรง หรือถูกล้อเลียนลงได้ ก็เท่ากับว่าจะลดการเกิดอาชญากรรมในอนาคตได้ ในปี 2555 ประเทศไทยมีประชากรซึ่งอยู่ในวัยเด็กและเยาวชนประมาณ 14 ล้านคน หรือ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด ตำรวจจึงต้องทำงานเชิงรุก เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม ดีกว่าจะรอให้เกิดเหตุขึ้นมาก่อนแล้วจึงตามไปจับกุมผู้กระทำผิด" พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ให้ข้อมูล

               ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) จัดทำโครงการ "ชมรมยุวชนตำรวจ" ขึ้น เพื่อลดและป้องกันอาชญากรรมที่จะเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อสร้างความร่วมมือ สร้างเครือข่ายกับโรงเรียน เด็กและเยาวชน ในการป้องกันอาชญากรรม โดยกำหนดให้ตำรวจชั้นประทวนทุกคนใน บช.ก.จับคู่กันทีมละ 2 คน เลือกโรงเรียนเข้าไปปฏิบัติงานทั่วประเทศไม่ซ้ำกัน โดยในขณะนี้มีทีมตำรวจชั้นประทวนทำงานในโครงการนี้ จำนวน 565 ทีม เข้าไปปฏิบัติงานในโรงเรียนเป้าหมาย จำนวน 565 โรงเรียน

               การดำเนินการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นโอดีซี ที่เข้ามาร่วมประสานความร่วมมือกับคณะทำงานของ บช.ก. ในการให้ความรู้ตำรวจเกี่ยวกับ หลักและวิธีการทำงานกับเด็ก โดยล่าสุด พล.ต.อ.พงศ์พัฒน์ มอบหมายให้ พ.ต.อ.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.วรวุฒิ คุณะเกษม ผกก.3 บก.ป. นำทีมวิทยากรของศูนย์กลางการเรียนรู้ บช.ก. และคณะของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นโอดีซี ประกอบด้วย "สโนไวท์ ออราวิน สเมลเซอร์" และ "เอลยา สเมอร์นอฟ" เดินทางไปให้ความรู้แก่ตำรวจ บช.ก.ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในภาคเหนือ 250 คน ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ.เมือง จ.เชียงใหม่

               "สโนไวท์ ออราวิน สเมลเซอร์" เจ้าหน้าที่ประจำยูเอ็นโอดีซี กล่าวว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกของยูเอ็นโอดีซี ซึ่งต้องยอมรับว่ามีปัญหาเรื่องยาเสพติด รวมถึงปัญหาที่เกี่ยวกับเด็ก ยูเอ็นโอดีซีมีหน้าที่ที่จะต้องร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย โดยเฉพาะตำรวจในการผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป ซึ่งเห็นว่าตำรวจ โดยเฉพาะ บช.ก.มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมต่างๆ ก่อนหน้านี้ก็มีโครงการตำรวจผู้รับใช้ชุมชน ล่าสุดมีโครงการ "ชมรมยุวชนตำรวจ" ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องที่มุ่งแก้ไขปัญหาอาชญากรรมต่างๆ แต่การทำงานใกล้ชิดกับเด็กและเยาชนนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ตำรวจที่จะเข้าไปปฏิบัติงานนั้นต้องมีความรู้ความเข้าใจพอสมควร ซึ่งยูเอ็นโอดีซีจะพยายามประสานงานกับทางตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมเกี่ยวกับเทคนิคและวิธีการทำงานกับเด็กให้แก่ตำรวจโดยเฉพาะ

               "กำลังพัฒนาหลักสูตรที่เกี่ยวกับการทำงานในกลุ่มเด็กเพื่อนำมาถ่ายทอดให้แก่ตำรวจทั่วประเทศ ซึ่งจะเริ่มที่ บช.ก.ก่อน เพราะเห็นว่ามีโครงการที่เกี่ยวเนื่องอยู่แล้ว หลังจากนั้นจะพยายามผลักดันให้ตำรวจทั่วประเทศจัดทำโครงการเช่นเดียวกันหรือใกล้เคียงกันกับ บช.ก. เพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด รวมถึงปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนต่อไป" เจ้าหน้าที่ประจำยูเอ็นโอดีซี เปิดเผย 

               ขณะที่ "เอลยา สเมอร์นอฟ" ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเด็ก กล่าวว่า การทำงานกับเด็กให้ได้ผลตำรวจที่จะเข้าไปทำงานตามโรงเรียนต่างๆ จะต้องปรับทัศนคติเสียก่อน โดยต้องคิดว่าเด็กทุกคนเป็นคนดีมีสิทธิเท่าเทียมกัน อย่าคิดแบ่งแยกว่าเด็กดี เด็กเก่ง เด็กไม่ดี หรือเด็กเกเร โดยให้ปฏิบัติกับเด็กทุกคนเท่าเทียมกัน ตำรวจอย่าไปชี้นำว่าเด็กต้องทำอย่างโน่นอย่างนี้ แต่ให้เข้าไปแสวงหาความร่วมมือ ให้เด็กได้เสนอแนวคิดหรือวิธีการต่างๆ ในการแก้ปัญหา ให้ยึดเด็กเป็นศูนย์กลางแล้วสร้างค่านิยมที่ดีให้เกิดขึ้นในหมู่เด็ก

               "ยกตัวอย่างกรณีเด็กแว้น ที่จริงแล้วเป็นการรวมกลุ่มของเด็กที่ต้องการความยอมรับ ต้องการให้กลุ่มยกย่อง ซึ่งหากมีการทำให้เขารู้สึกว่าการกระทำนั้นไม่ดีสร้างความเดือดร้อนให้บุคคลอื่น มีการชักชวนให้เขาไปทำกิจกรรมอื่นที่มีประโยชน์เช่นเล่นกีฬา งานศิลปะ หรือเรื่องอื่นที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้บุคคลอื่นได้ ปัญหาเด็กแว้นก็จะหมดไป" ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก กล่าว

               "เอลยา สเมอร์นอฟ" กล่าวด้วยว่า แนวทางที่ตำรวจสอบสวนกลางทำ มีแนวโน้มที่ดี หากมีการปฏิบัติได้จริงก็จะเป็นประโยชน์และเชื่อว่าจะแก้ปัญหาต่างๆ ในกลุ่มเด็กได้ และจะเป็นการลดปัญหาอาชญากรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ เพราะเด็กคือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า หากเขาได้รับการปลูกฝังในเรื่องความรุนแรง โตขึ้นก็มีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรง และมีแนวโน้มในการก่ออาชญากรรมสูง

               ด้าน พ.ต.อ.วรวุฒิ ให้ข้อมูลว่า หลักการทำงานของตำรวจโครงการชมรมยุวชนตำรวจ จะเริ่มด้วยการสร้างความไว้วางใจ ความสนิทสนม คุ้นเคย กับเด็กนักเรียน ครูอาจารย์ ตั้งแต่ก่อนเข้าไปในโรงเรียน เมื่อได้รับความไว้วางใจ และสนิทสนมคุ้นเคยแล้ว จึงเข้าไปในโรงเรียนเพื่อชักชวนเด็กๆ เข้าร่วมชมรมยุวชนตำรวจ

               "การที่ตำรวจเข้าไปปรากฏตัว ร่วมทำกิจกรรมดีๆ กับเด็กๆ จะสร้างความปลอดภัยให้เด็ก โดยมีผลการศึกษาระบุว่า เด็กที่มีความไม่ปลอดภัย จะรู้สึกไม่มั่นคง จะมีพัฒนาการไปในทางไม่ถูกต้อง ขณะที่เด็กที่รู้สึกปลอดภัยจะมีพัฒนาการไปในทางที่ดีกว่า มีความมั่นคงกว่าและมีผลการเรียนที่ดีกว่า นอกจากนี้โครงการชมรมยุวชนตำรวจ ยังสร้างความเชื่อมโยงระหว่างตำรวจกับครูอาจารย์ เด็ก และผู้ปกครองอีกด้วย" พ.ต.อ.วรวุฒิ กล่าว

               การปฏิบัติงานตามแนวทางของโครงการ "ชมรมยุวชนตำรวจ" จะแตกต่างจากการทำงานในรูปแบบ "ครูตำรวจ" ตามแนวทางตำรวจชุมชนสัมพันธ์ คือ ตำรวจจะเป็นผู้กำหนดทิศทางและกิจกรรมของนักเรียน ในลักษณะให้นักเรียนและครูเข้ามาร่วมกิจกรรมที่ตำรวจกำหนดไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าไปในโรงเรียน แต่โครงการชมรมยุวชนตำรวจนั้น ตำรวจจะทำหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมดีๆ ตามความคิดเห็น ตามความเหมาะสมของแต่ละโรงเรียน ดังนั้นกิจกรรมของชมรมจะเกิดขึ้นจากความคิดริเริ่มของเด็กและเยาวชน ไม่ใช่ตำรวจกำหนดให้ทำ


...................................

(หมายเหตุ : 'ยูเอ็น'เข็นหลักสูตรสอนตร. เข้าถึงเยาวชนสางอาชญากรรม : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)