
'นิรโทษต้องก้าวให้พ้นทิฐิ-เครียดแค้น'
'นิรโทษต้องก้าวให้พ้นทิฐิ-เครียดแค้น' : เกาะติดพ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ @Somthawin_kcl
ต้องยอมรับว่า การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ผ่านมา 7 ครั้ง ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า
บรรยากาศภายในห้องประชุมเป็นเพียง "การสนทนาธรรม" แลกเปลี่ยนความคิดเห็นทั้งที่ "สามารถ แก้วมีชัย" ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ให้สัมภาษณ์หลังจากมีประชาชนสอบถามความคืบหน้า โดยบอกว่า การประชุมวันที่ 3 ตุลาคม จะพิจารณาเนื้อหาเป็นรายมาตรา แต่สุดท้ายก็ยังตกลงกรอบการหารือของร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ได้
"ชวลิต วิชยสุทธิ์" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มองว่า แม้จะประชุมมา 7 ครั้ง แต่การหารือทำได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากสมาชิกต้องวิ่งเข้าออกระหว่างห้องประชุมกรรมาธิการพ.ร.บ.นิรโทษกรรม กับการลงมติห้องประชุมใหญ่ แต่คิดว่าการประชุมสัปดาห์นี้น่าจะเริ่มหารือในรายละเอียดของแต่ละมาตราได้แล้ว
ในฐานะเลขานุการกรรมาธิการชุดนี้ "ชวลิต" มองว่า เท่าที่ฟังจากเสียงส่วนใหญ่พูดคุยตรงกันคือ อยากให้นิรโทษเหตุการณ์ ไม่นิรโทษบุคคล หรือคณะบุคคล ส่วนเวลาต้องย้อนหลัง 19 กันยายน 2549 ไปเล็กน้อย แต่ต้องเชื่อมโยงหลักการและเหตุผลการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติรัฐประหาร ถ้าไม่ใช่ก็ไม่เข้าข่ายจะได้นิรโทษกรรม
"อยากเห็นบ้านเมืองหลุดพ้นจากความขัดแย้ง ดูแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นจะสงบหรือไม่อยู่ที่นักการเมือง เพราะจากการฟังความเห็นจากหลายฝ่าย จากประชาชน ข้าราชการ นักธุรกิจภาคท่องเที่ยว ทุกฝ่ายอยากเห็นความสงบของบ้านเมือง ขณะนี้มีแต่นักการเมืองเท่านั้นที่ยังก้าวไม่พ้นความขัดแย้งเราจะส่งมอบประเทศให้ลูกหลานแบบนี้หรือ ทำไมเราไม่สร้างประวัติศาสตร์ร่วมมือกันทำให้บ้านเมืองสงบสุขเสียที" เลขานุการกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กล่าว
"ชวลิต" บอกว่า ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเหมือนผงเข้าตา ยิ่งเขี่ยยิ่งเข้าลึก สิ่งที่นายสงวน พงษ์มณี (หนึ่งในกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม) บอกว่ากรรมาธิการมาจากคู่กรณีทั้งสองฝ่ายความเห็นจะให้ลงรอยกันต้องอดทนมาก ต้องหาจุดที่เหมาะสมจริงๆ จึงอยากให้ฟังเสียงประชาชน จาก 108 เวทีที่รัฐบาลได้ให้สถาบันอุดมศึกษาเข้าไปสำรวจ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่อยากให้คนไทยมีเมตตาและปรารถนาดีต่อกัน
ที่ผ่านมากรรมาธิการในห้องประชุมหลายคนได้หารือในที่ประชุมถึงความยุ่งยากของการออกกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ เนื่องจากเป็นกฎหมายเลือกปฏิบัติที่เขียนขึ้นมานิรโทษแก่คนเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น เรื่องนี้ "ชวลิต" ก็ยอมรับ โดยส่วนตัวเห็นว่าการออกกฎหมายต้องบังคับโดยทั่วไป จะไปยกเว้นใครหรือกลุ่มคนใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้ และอยากให้ทุกคนได้รับการนิรโทษ หากจะยกเว้นมีคดีเดียวคือ ความผิดคดีอาญามาตรา 112 หรือที่เรียกกันว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะในรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า พระมหากษัตริย์ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ส่วนคดีอื่นที่เกี่ยวเนื่องมาจากการปฏิวัติ ควรนิรโทษทั้งหมด
"มองย้อนไปในอดีตกฎหมายนิรโทษกรรมกว่า 20 ฉบับที่ออกมาเพื่อให้บ้านเมืองสงบ เกิดความสามัคคี ผมอยู่ในกรรมาธิการปรองดองของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ดูข้อมูลการแก้ไขปัญหาของแต่ละประเทศของแต่ละทวีป ถ้าบ้านเมืองจะสงบหลักการเหมือนกันคือ อภัย เท่าที่ฟังในกรรมาธิการต่างคนต่างต้องแสดงบทบาท เพราะแต่ละคนมีมวลชนของตัวเอง จริงๆ แล้วที่ผ่านมาผู้ได้อำนาจรัฐจะออกกฎหมายนิรโทษกรรม แต่ครั้งนี้ต้องเห็นใจนายกรัฐมนตรี เพราะเกรงมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนรัฐบาลจึงต้องระวัง"
"ชวลิต" มั่นใจว่า เมื่อกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ผ่านสภาและประกาศใช้บ้านเมืองจะสงบ และเดินหน้าต่อไปได้ ดูจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในใจญาติผู้เสียหายคิดอย่างไร แต่บ้านเมืองก็เดินต่อมาได้ โดยยึดหลักให้อภัย แต่ต้องไม่กระทำซ้ำขึ้นอีก ต้องยึดเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นบทเรียน
"ความยุติธรรม ถ้ามาช้า ไม่ยุติธรรม การอภัย ถ้ามาช้าก็ไม่ใช่การอภัยกัน เมื่อตั้งใจจะทำต้องเดินหน้า ผมยังหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยส่วนตัวหลักในการแก้ไขปัญหาประเทศมี 3 หลัก คือ 1.หลักนิติศาสตร์ 2.หลักรัฐศาสตร์ และ 3.หลักศาสนา ส่วนใหญ่ในห้องประชุมจะให้ความเห็นหลักนิติศาสตร์ เราต้องก้าวให้พ้นหล่มความขัดแย้งให้ได้ เราติดหล่มทิฐิ ความเครียดแค้นที่คิดว่าตัวเองหรือพวกพ้องไม่ได้รับความเป็นธรรม เราต้องก้าวให้พ้น" เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กล่าวปิดท้ายการสนทนา
.........................
(หมายเหตุ : 'นิรโทษต้องก้าวให้พ้นทิฐิ-เครียดแค้น' : เกาะติดพ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ @Somthawin_kcl)



