
อ่าน(ไม่)ออกเขียน(ไม่)ได้
อ่าน(ไม่)ออกเขียน(ไม่)ได้ : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
มีเสียงบ่นว่าคนไทยยุคใกล้จะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนี้ นอกจากภาษาอังกฤษจะไม่แข็งแรงแล้ว ภาษาไทยก็ยังอ่อนแออีกต่างหาก จนน่าเป็นห่วงว่า นอกจากเราจะสื่อสารกับชาติอื่นในอาเซียนด้วยภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่องแล้ว ก็ยังจะสื่อสารภาษาไทยกับคนไทยด้วยกันไม่รู้เรื่องด้วย
ความอ่อนแอทางภาษานั้น ผู้ที่รับการกล่าวโทษเป็นอันดับแรกคือกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายการศึกษา รองลงไปคือสื่อมวลชนต่างๆ ที่เป็นตัวอย่างในการใช้ภาษาที่ผิดเพี้ยน สำหรับกระทรวงศึกษาฯ โดนทั้งในเรื่องหลักสูตรการศึกษาที่ไม่ให้ความสำคัญต่อภาษาไทย จนมีเสียงถามหาการท่องอาขยาน การคัดไทย เขียนไทย อ่านไทย เรียงความ ย่อความ ฯลฯ และมาตรฐานการศึกษา ที่นักเรียนที่จบการศึกษาภาคบังคับจำนวนมากด้อยคุณภาพ แม้กระทั่งเรื่องการอ่านการเขียนภาษาไทย โดยมิต้องพูดถึงวิชาหลักอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือภาษาอังกฤษ มีผู้กล่าวว่าวิชาเดียวที่นักเรียนไทยผ่านเกณฑ์พอจะเทียบเคียงกับนักเรียนชาติอื่นๆ ในอาเซียนได้ก็คือ พลศึกษา
ภาษานั้นเป็นจุดเริ่มต้นและพื้นฐานของความรู้ต่างๆ ถ้าไม่สามารถอ่านอย่างแตกฉาน และเขียนบรรยายความรู้ที่มีอยู่ออกมาได้ การศึกษาก็เป็นความสูญเปล่าอย่างน่าเสียดาย ทุกวันนี้ผู้ที่จบปริญญาตรีและเข้ารับราชการหรือทำงานกับบริษัทเอกชนจำนวนไม่น้อยทำความหนักใจให้แก่หน่วยงาน เพราะขาดทักษะในการอ่าน การพูดและการเขียน ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะครับ เพราะจะทำให้เกิดปัญหาของการสื่อสารภายในองค์กร และบุคคลภายนอก
สำหรับสื่อมวลชนนั้น หมายรวมถึงสื่อมวลชนกระแสหลัก เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง รวมทั้งภาพยนตร์และโทรทัศน์ กับสื่อมวลชนกระแสรองหรือสื่อมวลชนทางเลือก เช่น โซเชียลมีเดีย วิทยุชุมชน วารสารที่แจกฟรีต่างๆ ซึ่งก็มีเสียงบ่นเช่นกัน ในเรื่องการใช้ภาษาเขียนและภาษาพูด ซึ่งมีตั้งแต่สะกดผิด ใช้คำผิดความหมาย ใช้คำแสลง คำหยาบ หรือก้าวร้าวรุนแรง รวมถึงคุณภาพและมาตรฐานของภาษาที่ใช้ ที่น่าเป็นห่วงคือสื่อต่างๆ เหล่านี้ใกล้ชิดกับประชาชนมาก ทำให้ผู้บริโภคสื่อซึมซับภาษาเหล่านั้นไปโดยปริบาย
นอกจากนี้สื่อประเภทโซเชียลมีเดียก็ยังก่อให้เกิดภาษาอิเล็กทรอนิกส์ ภาษาลูกผสม ภาษาภาพ ภาษาวัยรุ่น รวมถึงการไม่คำนึงถึงความถูกต้องของการเขียน จนภาษาไทยหลายคำในสื่อดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงรูปไปตามความนิยม จนแทบจะไม่เหลือแบบแผนที่ถูกต้อง
ทั้งหมดนี้ เป็นปัญหาย่อๆ ของภาษาไทยของคนไทยในยุคปัจจุบัน แต่ภาษาอังกฤษยิ่งหนักไปกว่านั้น เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยกับภาษาอังกฤษ และไม่สนใจที่จะเรียนรู้ ด้วยข้ออ้างง่ายๆ ว่า ไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่ และมองเพื่อนบ้านที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีกว่าว่า เพราะเคยเป็นเมืองขึ้นฝรั่ง ความคิดทำนองนี้แหละครับ ที่เป็นเครื่องกีดขวางการทำความเข้าใจภาษาอังกฤษและภาษาต่างประเทศของคนไทย นอกเหนือจากการที่การเรียนของคนไทยเน้นหนักในเรื่องไวยากรณ์ เรื่องเทนส์ ก็เลยเกิดความกลัวว่าจะเสียหน้าถ้าพูดผิดๆ ถูกๆ แต่ถ้าเรานึกว่าไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่ จะผิดบ้างถูกบ้างก็ช่างหัวมันและพูดไปโดยไม่ต้องกังวลมากนัก เราก็จะพูดได้สบายปากสบายใจขึ้น และพบว่าจริงๆ แล้วการเรียนภาษาต่างประเทศไม่ใช่เรื่องยากเย็นเข็ญใจอะไรเลย และวิธีการเรียนภาษาแบบสมัยใหม่ที่มีผู้แนะนำไว้ก็คือ การเรียนด้วยวิธี “เลียน” คือค่อยๆ จำคำที่คนต่างประเทศพูด และเลียนเสียง เลียนสำเนียง เลียนแอ็กเซ่น ไปเรื่อยๆ โดยให้นึกถึงเด็กที่เริ่มหัดพูด ซึ่งไม่นานนักก็จะพูดตามอย่างผู้ใหญ่ได้
แต่เรื่องที่ว่าประเทศเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร ซึ่งเป็นเรื่องเก่าในอดีตกาลนานโพ้น อย่าไปพูดให้กระเทือนซางเพื่อนบ้านเลยครับ เพราะถ้าเขาย้อนกลับมาว่า แล้ววันนี้เราเป็นอย่างไร เขาเป็นอย่างไร ก็อาจเดือดร้อนต้องหากาวตราช้างมาติดหน้าที่แตกกันซะเปล่าๆ



