
พัฒนาข้าวบนฐานภูมิปัญญาไทย
ยุคที่ข้าวแพงอย่างทุกวันนี้ อาจมองว่าน่าจะทำให้ชาวนายิ้มออก แต่ว่าถ้าหันไปมองต้นทุนที่ใช้ ก็จะเห็นว่าจริงๆ แล้วถึงแม้ข้าวจะมีราคาสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ แต่ต้องไม่ลืมว่าต้นทุนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยและสารเคมีต่างๆ ก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
และยิ่งไปกว่านั้น ด้วยพฤติกรรมการปลูกข้าวที่เปลี่ยนไปจากเดิม คือการเปลี่ยนจาก “คนทำนา” มาเป็น “ผู้จัดการนา” นั่นก็หมายความว่า จ้างคนอื่นมาทำเกือบทุกขั้นตอน รวมทั้งมีเครื่องทุ่นแรงต่างๆ เข้ามาช่วยมากมายตั้งแต่ไถไปจนถึงเก็บเกี่ยว ดังนั้นการผลิตข้าวของเราจึงใกล้เคียงหรือมุ่งเข้าไปสู่อุตสาหกรรมการปลูกข้าวมากขึ้นทุกที หมายความว่าใครมีทุนมากก็ผลิตข้าวได้มาก ใครมีทุนน้อยก็ผลิตได้น้อย หากเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกไม่นานเราก็คงไม่มีชาวนาตัวจริงเหลืออยู่อีกเป็นแน่
คนในชุมชนบางกลุ่มเริ่มมองเห็นปัญหาและอยากจะแก้ไข จึงได้ลองทำวิจัยด้วยตนเองเพื่อหาทางพัฒนาการปลูกข้าวในชุมชนโดยอาศัยภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สั่งสมมาในอดีตเป็นตัวช่วย หลายคนที่คิดว่าชาวนาหรือชุมชนต่างๆ ทำวิจัยไม่ได้เพราะการวิจัยสงวนไว้สำหรับนักวิจัยเท่านั้น ก็คงต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ว่าการวิจัยคือกระบวนการสร้างความรู้ ดังนั้นหากมีความรู้เกิดขึ้นก็คือการวิจัย ดังนั้นไม่ว่าใครก็สามารถทำวิจัยได้ วิธีวิจัยของชาวบ้านกลุ่มที่จะยกตัวอย่างให้ดูนี้ก็เป็นกระบวนการที่เป็นระบบมีเหตุมีผล และได้เปิดโอกาสให้แต่ละคนร่วมกันหาทางสร้างความรู้เพื่อนำไปพัฒนาร่วมกัน
ยกตัวอย่างโครงการการพัฒนาแนวข้าวปลูกหอมมะลิคุณภาพดีของเกษตรกรในพื้นที่ ต.ศรีสว่าง อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งมีคุณบุญเรือง จริยา เป็นหัวหน้าทีม ร่วมกับนักวิจัยในชุมชนอีกหลายคน เป็นการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการผลิตเมล็ดพันธุ์ดีเพื่อใช้ในการปลูกของตนเอง เพราะว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคือชาวบ้านเริ่มตระหนักแล้วว่าการปลูกข้าวหอมมะลิที่เคยขึ้นชื่อของชาวทุ่งกุลาร้องไห้ เริ่มจะมีปัญหาเรื่องคุณภาพ นั่นคือกลิ่นหอมลดลง และมีการปลอมปนมากขึ้น ทั้งโดยการจงใจและแบบไม่ตั้งใจ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ชาวบ้านหันหน้ามาหารือกันโดยใช้กระบวนการวิจัยเป็นเครื่องมือ เริ่มแรกเลยก็คือ การหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่าอะไรเป็นสาเหตุของเรื่องนี้ จนตั้งข้อสงสัยว่าปัญหาอาจเกิดมาจากกระบวนการผลิตข้าวหอมมะลิในปัจจุบันก็เป็นได้ เพราะว่ามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำนาจากเดิมเป็นนาดำกลายมาเป็นนาหว่านกันมากขึ้น ซึ่งก็หมายความว่าต้องใช้เมล็ดพันธุ์จำนวนมากขึ้น เมล็ดพันธุ์ที่ใช้ก็ไม่มีการคัดเลือก เพราะว่าใช้วิธีไปตักเอามาจากยุ้งฉางแล้วเอาไปหว่านเลย ตรงนี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการปลอมปน
เพราะไม่มีใครบอกได้ว่าเมล็ดข้าวที่เก็บไว้นั้นเป็นพันธุ์เดียวกันทั้งหมดโดยไม่มีการปน และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเวลาเก็บเกี่ยวก็มีการใช้เครื่องเกี่ยวนวดเข้ามาแทนแรงคน การเกี่ยวข้าวโดยใช้เครื่องจักรนี้จะเกี่ยวในขณะที่ข้าวยังไม่สุกเต็มที่และบางทีก็เปียกน้ำ หากเอาไปขายก็มักจะได้รับคำตำหนิจากลูกค้าเพราะว่าคุณภาพไม่ดี หรือหากจะเอามาทำพันธุ์ก็มักจะมีปัญหาเพราะว่าอาจมีการปนเปื้อนพันธุ์ข้าวในระหว่างเก็บเกี่ยวได้เช่นกัน
เพราะฉะนั้นทางโครงการนี้จึงพยายามรวมตัวกันเปลี่ยนแปลงโดยเริ่มตั้งแต่การหาปัญหาและศึกษาภูมิปัญญาชาวบ้านในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว หรือ “แนวข้าวปลูก” เพื่อเอามาปรับใช้ในการผลิตข้าวหอมมะลิในปัจจุบัน โดยเชื่อว่าถ้ามีการผลิตเมล็ดพันธุ์ดีโดยชาวบ้านเอง ก็น่าจะทำให้คุณภาพของข้าวหอมมะลิกลับมาดีดังเดิมได้ ส่วนวิธีการทำอย่างไรนั้น คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังครับ
รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ



