ข่าว

'องอาจ'แนะ'รบ.'5ข้อเชิงรุกเจรจา'BRN'

'องอาจ'แนะ'รบ.'5ข้อเชิงรุกเจรจา'BRN'

06 ต.ค. 2556

"ปชป."แนะ"รบ."5ข้อเชิงรุกแทนตั้งรับเจรจา"BRN" 20 ต.ค.นี้ บี้ "BRN"เลิกเรียกร้องนอกโต๊ะเจรจาผ่านยูทูป เตือน"ภราดร"เตือนไม่ปรับกระบวนการพูดคุยเหลวแน่




          วันที่ 6 ต.ค.56 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า รัฐบาลและทีมเจรจาฝ่ายไทยกับบีอาร์เอ็นกำหนดไม่เกินวันอาทิตย์ที่ 20 ต.ค. ที่จะมาพูดคุยกันต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน พรรคเห็นว่าการเจรจาเป็นวิธีการหาทางออกต่อปัญหาความไม่สงบ แต่เมื่อเริ่มมีการเจรจารอบใหม่ในวันที่ 20 ต.ค. สถานการณ์กลับรุนแรงขึ้น ล่าสุดนายตำรวจยศพันตำรวจโทและอีกหลายนายต้องสูญเสียชีวิต ก่อนการเจรจารอบใหม่

          นายองอาจ กล่าวว่า ตนคิดว่าจะมีความสูญเสียอีก เพื่อเป็นการกดดันต่อกระบวนการพูดคุยที่จเกิดขึ้น ทั้งนี้ในการเจรจาที่ผ่านมา ยังไม่สามารถสร้างความไว้วางใจต่อกันและกันได้มากเท่าที่ควร ทั้งที่เป็นหัวใจพื้นฐานนำไปสู่การเจรจาต่อไป แต่รัฐบาลไม่สามารถสร้างความไว้วางใจได้ ในขณะเดียวกันบีอาร์เอ็นสร้างบรรยกาศที่ไม่น่าไว้วางใจ และมีข้อเสนอนอกโต๊ะการพูดคุยผ่านโลกออนไลน์เป็นระยะ ๆ เพราะฉะนั้นการเจรจารอบใหม่ที่จะเริ่มภายในวันที่ 20 ต.ค.นี้ไม่ว่าจะเปลี่ยนคู่เจรจาของกลุ่มบีอาร์เอ็นหรือไม่ก็ตาม รัฐบาลไทยคววรกำหนดท่าทีหรือบทบาทของตัวเอง ดังนี้

          นายองอาจ กล่าวว่า 1. ควรมีโรดแมพที่ผ่านความเห็นชอบ และข้อเสนอของผู้เกี่ยวข้อง พร้อมเสนอพูดคุยบนโต๊ะในสถานการณ์ที่เหมาะสม 2. กำหนดกรอบการพูดคุยให้ชัดเจน 3. เรียกร้องให้กลุ่มบีอาร์เอ็นเสนอข้อเรียกร้องบนโต๊ะอย่างเป็นทางการไม่ใช่ผ่านยูทูป 4. รัฐบาลไทยต้องระมัดระวังไม่ให้ท่าทีของฝ่ายไทย ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะบุคคลบางคนเช่น พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) บางครั้งให้สัมภาษณ์หรือมีท่าทีก่อให้เกิดลักษะ เป็นเครื่องมือของกลุ่มก่อความไม่สงบได้

          นายองอาจ กล่าวว่า 5. ผู้เจรจาฝ่ายไทยควรสอบถามข้อตกลง ช่วงหยุดยิงรอมฎอนว่าทำไมไม่สามารถปฏิบัติเป็นจริงได้ และเหตุใดความรุนแรงจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการพูดคุยครั้งนี้ต้องช่วยยุติความรุนแรงในพื้นที่ไม่ใช่หวังผลในทางการตลาดเท่านั้น จึงเห็นว่านายกรัฐมนตรีควรจะเรียกคณะผู้เจรจาฝ่ายไทยทั้งหมดมาทำความเข้าใจร่วมกันว่าการเจรจารอบใหม่ที่จะเกิดขึ้่นจะกำหนดบทบาทท่าทีในเชิงรุกมากยิ่งขึ้น หากไม่ปรับกระบวนการวิธีการพูดคุยใหม่ก็จะทำให้ล้มเหลวในที่สุด



จวก "ยิ่งลักษณ์"กระทำการมิบังควร หลังนำร่างแก้รธน.ประเด็นที่มาส.ว.ขึ้นทูลเกล้าฯ


          นายองอาจ กล่าวถึงกรณีที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เตรียมนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาส.ว.ขึ้นทูลเกล้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ในมาตรา 50 บัญญัติไว้ว่า ร่างพ.ร.บ.ที่ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาให้นายกรัฐมนตรี ทูลเกล้าฯภายใน 20 วัน นับจากได้รับร่างกฎหมายจากสภาและทูลเกล้าฯเพื่อใช้เป็นกฎหมายต่อไป แต่นายกฯกลับเร่งทูลเกล้าฯทันที ที่รัฐธรรมนูญผ่านรัฐสภา จึงเป็นความไม่เหมาะสมเพราะกฎหมายนี้ีมีปัญหา จึงถูกนำเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญฯวินิจฉัย ทั้งที่ควรรอให้ครบกรอบ 20 วันก่อน แต่ถ้าศาลรัฐธรรมรูญยังไม่วินิจฉัย นายกฯก็สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯจึงจะถือว่าเป็นการสมควร เพราะการนำขึ้นทูลเกล้าฯในขณะที่กฎหมายยังมีปัญหา เป็นการดำเนินการที่ไม่เหมาะสม ตนคิดว่าคนระดับนายกฯน่าจะรู้ว่าไม่สมควรอย่างไร จึงขอตำหนิในเรื่องนี้ที่ดำเนินการนำร่าง พ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้
    
          นายองอาจ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่รัฐบาลออกมาสร้างกระแส ไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ปล่อยให้มวลชนและคนในรัฐบาล คุกคามศาลรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น มาถ่วงดุลอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญได้เป็นผู้วินิจฉัยความชอบหรือไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ หากไม่ยอมรับอำนาจศาลก็จะทำให้เกิดความวุ่นวายตามมา เพราะถ้ามีการวินิจฉัยว่า การแก้ไขครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ แม้เป็นอำนาของสภาแต่ไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องทำตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพราะมีสมาชิกเสียงข้างน้อยเห็นว่า มีความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
    
          นายองอาจ กล่าวว่า ดังนั้นการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องนี้ จึงเป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ รัฐบาลไม่ควรสร้างสถานการณ์ให้ประชาชนเข้าใจผิด การทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ จนบานปลายในอนาคต 2 รัฐบาลและแนวร่วมรัฐบาล ควรยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งถือว่าเป็นที่สุด บ้านเมืองจึงจะเดินหน้าได้ด้วยระบบนิติรัฐ นิติธรรม แต่ถ้ายังกดดัน สร้างความเข้าใจผิดต่อการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะเกิดความไม่สงบในบ้านเมืองในอนาคต จึงขอให้ไตร่ตรองว่ารัฐบาลมีหน้าที่ ก่อให้เกิดความสงบไม่ใช่สร้างปัญหาให้บ้านเมือง




"องอาจ" ไม่เชื่อ "ยิ่งลักษณ์" สั่งสีกากีให้ไร้โกงได้     
          
          นายองอาจ แถลงถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีประชุมร่วมกับข้าราชการตำรวจ และเรียกร้องไม่ให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นในแวดวงตำรวจ ว่า นายกฯได้แสดงถึงการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น และเข้าร่วมกิจกรรมมากมาย มีคำพูดสวยหรูในการต่อต้านและป้องกันการทุจริตเท่านั้น แต่ไม่มีการปฏิบัติ
    
          “ ดีแต่โม้และเข้าร่วมกิจกรรมว่าจะเอาจริงเอาจัง กับการปราบปรามคอร์รัปชั่น โดยไม่มีการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จึงคิดว่าคำพูดนายกฯเป็นจริงไม่ได้ ถ้าไม่เป็นตัวอย่างนำครม.ของตัวเองให้ละเว้นการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะข้าราชการคงไม่ปฏิบัติตาม อีกทั้งในแวดวงตำรวจต้นตอสำคัญของการทุจริต คือ การซื้อขายตำแหน่ง นายกฯจึงควรหารือกับรองนายกฯที่เกี่ยวข้องและ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ว่าจะกำหนดแนวทางอย่างไร ให้เกิดการยุติการซื้อขายตำแหน่ง ซึ่งจะทำให้การทุจริตเบาบางลง ” นายงองอาจ กล่าว
    
          ส่วนที่ พล.ต.อ.อดุลย์ มอบแนวการทำงาน 16 นโยบายนั้น นายองอาจ กล่าวว่า ไม่จำเป็น แค่บอกเพียงข้อเดียวข้าราชการตำรวจสามารถดูแลบำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชนได้ด้วยการยุติคอร์รัปชั่น ขยันทำงานในหน้าที่อย่างมีธรรมาภิบาล ตนเชื่อว่านอกจากปัญหาการทุจริตในแวดวงตำรวจ จะทุเลาเบาบางแล้วประชาชนจะได้ประโยชน์ด้วย