
'นางงามหม่อง'ใต้เงาเจ้าแม่ขาอ่อนไทย
'นางงามหม่อง'ใต้เงาเจ้าแม่ขาอ่อนไทย : ไลฟ์สไตล์
จะพูดว่าเป็นวาระแห่งชาติก็คงไม่ผิดนัก สำหรับการจัดประกวดนางงามในรอบ 53 ปี ของประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาร์หรือที่คนไทยเรียกว่า "พม่า" เพราะหลังจากมีปัญหาการเมืองภายในจนต้องลงกลอนประตูไม่รับรู้สังคมโลก โฉมงามภายใต้สายสะพาย ”หม่อง” ในปี ค.ศ.1960 คือคนสุดท้ายที่มีโอกาสไปยืนบนเวทีมิสยูนิเวิร์ส วันนี้ความอัดอั้นเริ่มผ่อนคลาย พร้อมกับได้ตัวแทนผู้หญิงที่สวยที่สุดในเมียนมาร์ชื่อ โม เสต ไวน์ วัย 25 ปี สาวนักเรียนนอกจากประเทศแห่งเสรีภาพสหรัฐอเมริกา เจ้าของความสูงเกินมาตรฐานทั่วไปถึง 177 ซม.พูดภาษาอังกฤษไฟแลบ พ่วงด้วยประสบการณ์ทำงานและบ่มเพาะบุคลิกแบบสากลที่เมืองลุงแซมนานกว่า 1 ปี โดยหลังจากคว้ามงกุฎเพชรและเงินรางวัล 10 ล้านจ๊าด (ราว 3 แสนบาท) เธอให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ว่าตัวเองหรือใครก็ได้หากคว้าชัยสำเร็จ นั่นหมายถึงการเป็นตัวแทนเพื่อนำเสนอความเป็นพม่าให้ชาวโลกได้รับรู้ สำคัญกว่านั้นงานใหญ่ข้างหน้าเธออยากร่วมโปรโมทองค์กรช่วยเหลือสตรีที่แผ่นดินเกิด!!
แน่นอนว่าการได้ตัวแทนในรอบกว่าครึ่งศตวรรษช่วยปลุกกระแสวงการขาอ่อนในประเทศที่ซบเซามานานให้เต็มไปด้วยสีสัน เห็นได้จากบรรยากาศรอบตัดสินภายในโรงละครแห่งชาติ เมืองหลวงเก่าย่างกุ้งที่คึกคักสุดๆ ทั้งยังยิงสดไปทั่วประเทศ โดยก่อนหน้านี้แม่งานอย่าง โช ยู ไว เจ้าของบริษัท เฮลโหล มาดาม ผู้ถือลิขสิทธิ์จัดการประกวดมิสยูนิเวิร์สเมียนมาร์ แบบปีต่อปี และอีกสองเวทีรองอย่าง “มิสทีน” และ “มิสเมียนมาร์” ตั้งใจขายบัตรเข้าชม แต่ปรากฏว่ามีเสียงตอบรับดีเกินคาด จึงใจป้ำทำเพื่อชาติเปิดให้ดูฟรีๆ เต็มความจุ 900 ที่นั่ง ให้คนทุกระดับได้มีส่วนร่วมกับการประกวดนางงามครั้งประวัติศาสตร์ ที่แน่ๆ มีแขกวีไอพีของประเทศ ทั้งนายพล นายกอง ผู้หลักผู้ใหญ่ นักธุรกิจ มหาเศรษฐีเหมืองเพชรพลอย และที่ขาดไม่ได้คือเหล่าสปอร์นเซอร์จากประเทศไทย โดยเฉพาะขาใหญ่บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)ภายใต้การนำของ จินตนา เฉลิมชัยกิจ ผู้บริหารใหญ่ประจำเมียนมาร์ที่หอบเครื่องสำอาง ชุดว่ายน้ำ รองเท้า และชุดชั้นในแบรนด์ “บีเอสซี”อีกทั้งทีมงานหลายสิบชีวิตไปประโคมสวยให้สาวๆ จนแทบจะเรียกได้ว่า “สวยได้ด้วยแบรนด์ไทยแลนด์” ก็คงไม่ผิดนัก
การประกวดที่กินเวลาร่วม 5 ชั่วโมงตั้งแต่เปิดโรงละครตอน 5 โมงเย็นจนสวมมงกุฎเสร็จสรรพราว 3 ทุ่มครึ่ง ชวนให้นึกย้อนไปถึงเมื่อครั้งยุคแรกๆ ของการประกวดนางงาม จะด้วยตั้งใจหรือไม่ ช่วงเปิดเวทีมีการเชิญคนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น พอลล่า เอ็ม ชูการ์ด ประธานบริษัทมิสยูนิเวิร์ส ออการ์ไนเซชั่น ที่ลงทุนบินมาจากอเมริกาเพื่อการนี้ หรือพี่ชายของลูกเขยนายกรัฐมนตรีเต็ง เส่ง ไปยืนเรียงแถวตัดริบบิ้นปล่อยลูกโป่งเอาฤกษ์เอาชัย ก่อนจะส่ง 20 สาวงามที่ผ่านการคัดมาจากหลายร้อยคนทั่วประเทศในชุดประจำชาติหลากสีออกมาแนะนำตัว ซึ่งส่วนใหญ่นอกจากความสวยเข้าตำรา “ผิวพม่านัยน์ตาแขก” ทว่าท่วงท่ากลับสากลมั่นใจเกินร้อยลบภาพสาวหม่องเหนียมอายอย่างที่ใครๆ คิด ยิ่งรอบชุดว่ายน้ำแบบวันพีชพวกเธอนำเสนอได้อย่างน่าดูชมรอบชุดราตรีก็งามสง่า ส่วนช่วงเวลาแห่งความตื่นเต้นก็ทำเก๋ โม เสต ไวน์ ตัวเต็งผู้ชนะใจทั้งกรรมการและกองเชียร์ สวมมงกุฎปั๊บก็ขึ้นเสลี่ยงแล้วแห่ถูกรอบเวทีท่ามกลางเสียงปรบมือยืนยันว่าเธอเหมาะสมที่สุดของค่ำคืน นี่เอง(อาจ)เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน “เมียนมาร์โอลลี่”เท่านั้น
“แจ๊ส”พนม ถาวรเวช พี่เลี้ยงนางงามรุ่นเก๋าซึ่งได้รับมอบหมายจาก “แดง”สุรางค์ เปรมปรีดิ์ ผู้อำนวยการกองประกวดมิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ ในฐานะที่ปรึกษาการประกวดนางงามพม่า ให้ไปช่วยเทรนด์สาวหม่องถึงที่เผยว่า สาวพม่ายุคใหม่มีความสวยและมั่นใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสาวไทย เพียงแต่บางครั้งด้วยกรอบประเพณีวัฒนธรรม พวกเธออาจไม่คุ้นเคยกับการใส่ชุดว่ายน้ำ จึงต้องมีการปรับทัศนคติ สอนบุคลิกภาพ การเดิน การโพสท์ท่า กระทั่งสอนการใส่ชุดชั้นใน ซึ่งทุกคนตื่นตัวมาก
“เขามองเราเหมือนครู เพราะยังไม่มีประสบการณ์จัดงานมาก่อน เรามาวางระบบให้เขาในลักษณะพี่เลี้ยงซึ่งก่อนหน้านี้พม่าก็มีการส่งทีมงานไปเรียนรู้การจัดประกวดนางงามที่เมืองไทย สาวๆ บางคนรู้สึกอายที่จะใส่ชุดว่ายน้ำ จึงต้องใช้ผ้าคลุมเพื่อสร้างความมั่นใจ ต้องค่อยๆ เปิดมุมมอง การประกวดครั้งนี้จะส่งผลให้คนกระตือรือร้น มองไปสู่อนาคตของประเทศ ต้องปรับตัวอย่างไรในการเปิดประตูสู่ชาวโลก ระดับอินเตอร์เขาทำอะไรอยู่ ต้องรู้ ที่สำคัญน่าจะช่วยกระตุ้นธุรกิจหลายด้าน เช่น โรงเรียนสอนเดินแบบ บริษัทรับจัดงาน รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ที่สอดคล้องกัน”กูรูนางงาม ให้มุมมอง
ทั้งหมดทั้งมวลจากการมีเวลาเตรียมงานเพียง 45 วัน ต้องบอกว่ากว่าจะสำเร็จทั้งในแง่ตัวสาวงามที่ตรงสเป๊กสวย รูปร่างดี จิตใจงาม ฉลาด และรักความเป็นพม่า การจัดงาน การมีส่วนร่วมของคนในประเทศ เพื่อนบ้านอย่างไทยแลนด์ถือเป็นเรี่ยวแรงสำคัญ ถ้าไม่นับเรื่องธุรกิจก็น่าจะเป็นนิมิตหมายอันดีของความรู้สึกเป็นเพื่อนที่กำลังงอกงามรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่ใกล้เข้ามาเต็มที....



