ข่าว

'ประชาธิปไตยอเมริกา'ในวันปิดทำการ

'ประชาธิปไตยอเมริกา'ในวันปิดทำการ

06 ต.ค. 2556

'ประชาธิปไตยอเมริกา' ในวันปิดทำการ : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์

               ประชาธิปไตยแบบอเมริกามักสร้างเซอร์ไพรส์ให้คนนอกได้ขบคิดเรื่อยๆ หลายปีก่อน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่ได้รับคะแนนเสียงโดยตรงจากประชาชนมากกว่าคู่แข่ง แต่พ่ายเลือกตั้งเพราะกฎเกณฑ์เลือกตั้งที่ซับซ้อนของสหรัฐ สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดคำถามอีกครั้งและอาจจะเยอะกว่าครั้งไหนๆ ในยุคโซเชียลมีเดียและระเบียบโลกที่ไม่เหมือนเดิม เมื่อระบบการเมืองในอภิมหาอำนาจเจ้าของระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกและแสนยานุภาพเกรียงไกรกว่าใคร ถ่วงดุลตามระบอบประชาธิปไตยแบบน่าหวาดเสียวหลายครั้ง ในเรื่องการเงินการคลัง จนที่สุดก็นำมาสู่การแขวนป้าย "ปิดทำการ" ตามหน่วยงานรัฐบาลกลางจำนวนมากเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม หลังจากที่รัฐสภา หรือสภาคองเกรส ที่ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรภายใต้พรรครีพับลิกัน กับวุฒิสภาที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก งัดข้อต่อรองเรื่องผ่านหรือไม่ผ่านงบประมาณแก่หน่วยงานรัฐบาลกลาง จนไม่ได้ข้อสรุปก่อนเที่ยงคืนวันที่ 30 กันยายน ทำให้ลูกจ้างรัฐบาลกลางกว่า 8 แสนต้องหยุดงานไม่ได้เงินเดือน กับกระทบประชาชนอีกหลายล้านในรูปแบบต่างๆ แรงบ้างเบาบ้าง ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจก็ใช่ว่าจะดี

                การปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางชั่วคราว หรือ Goverment Shutdown เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 17 แล้วในประวัติศาสตร์การใช้ "งบประมาณ" เป็นเครื่องมือต่อรองการใช้จ่ายของรัฐบาลในเวทีรัฐสภา การชัตดาวน์มาแล้วหลายครั้งสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายยอมรับว่า การควบคุมกระเป๋าเงิน คืออำนาจสำคัญที่สุดที่สภาคองเกรสจะใช้ได้ และเป็นที่เข้าใจกันว่า เป็นความชอบธรรมสำหรับทั้งประธานาธิบดีและคองเกรสที่จะใช้การต่อสู้เรื่องงบประมาณเป็นเวทีหาทางออกทางนโยบาย

               แต่ที่ต่างออกไปจากครั้งก่อน สะท้อนผ่านบทความแสดงทัศนะผ่านสื่อในสหรัฐ โดยมากเอ่ยถึงท่าทีประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่ไม่กระตือรือร้นเจรจาเพื่อผ่าทางตัน ผู้นำฝ่ายบริหารยืนกรานว่า การเจรจาอย่างจริงจังจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อพรรครีพับลิกันเลิกใช้กฎหมายประกันสุขภาพที่สามารถซื้อหาได้ตามกำลัง หรือที่เรียกชื่อเล่นว่า โอบามาแคร์ มาเป็นเครื่องต่อรองเท่านั้น

                โอบามา เชื่อว่าเหตุใดยังต้องเจรจากันอีก ในเมื่อโอบามาแคร์ผ่านความเห็นชอบตามครรลองเสียงส่วนใหญ่ของทั้งสองสภา และประธานาธิบดีลงนามในปี 2553 และยืนยันอีกครั้งด้วยศาลสูง

                สืบเนื่องจากประเด็นเดียวกัน จึงเกิดคำถามต่อ เรื่องบทบาทเสียงข้างน้อยในกระบวนการรัฐสภาที่เป็นอยู่ เดโมแครตชี้ว่า สิ่งที่รีพับลิกันกำลังพยายามทำคือ ล้มหรือชะลอระบบดูแลสุขภาพชาวอเมริกันที่ตัวเองเกลียดชัง (เพราะเชื่อว่าจะทำให้คนตกงาน สร้างหนี้และเหตุผลอื่น) ด้วยการนำกฎหมายที่ผ่านกระบวนการตามครรลองนั้น มาผูกโยงกับงบรายจ่ายของรัฐบาลกลางที่ต้องผ่านสถานเดียว การงัดง้างจนนำไปสู่การปิดทำการหน่วยงานรัฐบาลกลางด้วยการนำกฎหมายอื่นที่ไม่เกี่ยวกับงบประมาณมาเป็นเครื่องต่อรอง จะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีในอนาคต

               แต่ในข้อนี้อีกฝ่ายก็มีความเห็นต่างว่า โอบามาแคร์ เป็นนโยบายที่ผ่านสองสภาในยุคที่พรรคเดโมแครตเรืองอำนาจ โดยไม่ได้เสียงหนุนจากพรรครีพับลิกันแม้แต่เสียงเดียว ผลสำรวจก็พบว่าโอบามาแคร์ ไม่ได้รับความนิยมพอควรและมีปัญหาด้านการปฏิบัติ แต่เวลานี้สภาผู้แทนฯ อยู่ภายใต้การนำของอีกพรรคหนึ่งและด้วยเสียงต่างกันมาก รีพับลิกันชนะเลือกตั้งครองสภาล่างในการเลือกตั้งสองครั้งหลังสุด โดยกระแสต่อต้านโอบามาแคร์มีส่วนส่งพวกเขาเข้าสภา แต่ประธานาธิบดีโอบามาไม่สนใจข้อเท็จจริงในเรื่องนี้

               อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นนี้พรรครีพับลิกันถูกตำหนิไม่น้อยว่าติดอยู่ตรงกลางระหว่างการเมืองกับความรับผิดชอบในฐานะสถาบันพรรคการเมือง การต่อสู้ระหว่างรีพับลิกันกับเดโมแครตเป็นเรื่องปกติ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม ยังมีรีพับลิกันกับรีพับลิกันเองที่ต่อสู้ทางความคิดว่าควรจัดสรรงบสนับสนุนรัฐบาลกลางอย่างไร แต่การใช้โอบามาแคร์เพื่อการนี้  เป็นการต่อสู้นอกธรรมเนียมปฏิบัติอยางมาก เพราะเป็นคนละเรื่องกับงบประมาณที่กำลังพิจารณาอยู่ โดยมีส.ส.กลุ่มที ปาร์ตี้ เป็นฝ่ายผลักดันให้รีพับลิกันสายหลักใช้แนวทางเผชิญหน้า

               ส.ส.กลุ่มที ปาร์ตี้ มีแนวทางอนุรักษ์สุดโต่งต่อต้านการใช้จ่ายเกินตัวของรัฐบาลและต่อต้านการแทรกแซงของรัฐบาลกลาง พวกเขาส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้งในปี 2553 หลังจากที่ร่างโอบามาแคร์ผ่านสภาแล้ว และประกาศจะคว่ำกฎหมายนี้จนถึงที่สุด สามปีนับจากนั้น กลุ่มที ปาร์ตี้ ขวางการใช้จ่ายของรัฐบาลโดยตลอด จนทำให้แผนการใช้จ่ายในประเทศของรัฐบาลประธานาธิบดีโอบามาไม่ได้ตามเป้าหมาย นายแฮร์รี รีด ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา ถึงกับเรียกฝ่ายค้านรีพับลิกันที่ต้านหัวชนฝาว่า พวกอนาธิปไตย และบานานา รีพับลิกัน ล้อชื่อ บานานา รีพับบลิก ชื่อเรียกบรรดาประเทศละตินอเมริกาในยุคก่อนที่รัฐบาลมักไร้เสถียรภาพและก่อรัฐประหารบ่อย

                แอน แอพเพิลบาวม์ คอลัมนิสต์ที่เขียนบทความเห็นเรื่อง "รีพับลิกันคุกคามประชาธิปไตย" ในวอชิงตันโพสต์ ระบุว่า ยากจะเข้าใจได้ว่า เหตุใดพรรคการเมืองหนึ่งจึงสามารถใช้กระบวนการพิจารณางบประมาณ เพื่อที่จะหยุดการบังคับใช้กฎหมายฉบับหนึ่งได้ แม้ผลสำรวจพบว่า 47% ไม่เห็นด้วยกับโอบามาแคร์ หรือชาวรีพับลิกันจะรังเกียจโอบามาแคร์ ยิ่งกว่าโทษประหารหรือภาษีก็ตามที แต่นี่คือกฎหมายที่ผ่านสภานิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร แถมตุลาการมาแล้วอย่างถูกต้อง คนกลุ่มเดียวในสามสถาบันหลัก จึงไม่มีอำนาจทางกฎหมายและชอบธรรมใดๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ด้วยการใช้หน่วยงานรัฐบาลกลางเป็นตัวประกันเช่นนี้ ไม่ว่าฐานเสียงของพวกเขามีความต้องการอย่างไรก็ตาม

               บทสรุปของบทความทิ้งไว้ให้คิดต่อว่า ชาวอเมริกันมีราคาที่ต้องจ่ายมหาศาลสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา ความเสียหายอันเกิดจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางกี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ ยังไม่เทียบไม่ได้กับความน่าเชื่อถือสหรัฐในสายตาชาวโลก และความน่าเชื่อถือในระบอบประชาธิปไตยที่เสียไป

                มารี ฮาร์ฟ โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ถูกผู้สื่อข่าวถามถึงปฏิกิริยาจากต่างประเทศต่อวิกฤติงบประมาณ ซึ่งเธอยอมรับว่า แนวคิดเรื่องการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลาง เป็นเรื่องที่สร้างความงุนงนแก่คนจำนวนมาก คนทั่วโลกไม่เข้าใจว่าเหตุใดสภาของเราจึงยุ่งเหยิง

                เธอยกตัวอย่างศรีลังกาที่ถูกสหรัฐเรียกร้องซ้ำๆ ให้รัฐบาลเดินหน้าสร้างความปรองดองกับชนกลุ่มน้อยในประเทศและตรวจสอบได้ บทแสดงทัศนะจากสื่อศรีลังกาชิ้นหนึ่ง ระบุว่า คำแนะนำเรื่องธรรมาภิบาลของวอชิงตัน สมควรถูกเก็บลงกล่องพัสดุและส่งกลับไปยังผู้ส่ง ซึ่งน่าจะสะท้อนไปในทางเดียวกับประเทศประชาธิปไตยเกิดใหม่จำนวนมาก เมื่อมองมาแล้วเห็นรัฐบาลสหรัฐเดี้ยงอยู่ในเวลานี้

               โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ยอมรับว่า สหรัฐไม่ได้มาตรฐานเหล่านั้น แต่รัฐบาลจะพยายามทำงานกับคองเกรสเพื่อหาหนทางออกจากสถานการณ์ที่กำลังเป็นอยู่

               
..........................

เงินเดือนผู้ทรงเกียรติไม่กระทบ

 

'ประชาธิปไตยอเมริกา'ในวันปิดทำการ

 

                การปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางยืดเยื้อเท่าไหร่ ลูกจ้างของรัฐก็จะยิ่งลำบาก เพราะไม่ได้เงินเดือน ยังไม่นับรวมประชาชนในอีกหลายภาคส่วน แต่สำหรับสมาชิกรัฐสภาปัจจุบันจำนวน 533 คน ไม่กระทบ ยังคงได้รับเต็มจำนวนและตรงเวลา

               เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐครั้งที่ 27 ห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาสูง เปลี่ยนแปลงเงินเดือนของตนเอง จนกว่าจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญข้อนี้ มีมานานแล้ว แต่เพิ่งผ่านการให้สัตยาบันในปี 2535 หลังการเคลื่อนไหวในระดับรากหญ้าที่สนับสนุนแนวคิดนี้ เพื่อป้องกันเหล่าผู้ทรงเกียรติขึ้นเงินเดือนตัวเองในสมัยประชุม

                สถานีข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า แม้แต่ ส.ส.หน้าใหม่บางคนก็เพิ่งทราบหลังการปิดหน่วยงานภาครัฐ ส.ส.ทุลซี แก๊บบาร์ด จากรัฐฮาวาย พรรคเดโมแครต กล่าวว่า ช่างน่าอดสูที่กลายเป็นคนกลุ่มเดียวที่ยังได้รับค่าจ้าง เธอรู้สึกช็อกที่รู้เมื่อเร็วๆ นี้ว่ารายรับของสมาชิกสภาได้รับการคุ้มครอง

                ส.ส.คนนี้ซึ่งเป็นอดีตทหารผ่านศึก มีแผนจะส่งเงินเดือนที่ได้รับระหว่างรัฐบาลชัตดาวน์กลับเข้ากระทรวงการคลัง

               ไม่ใช่ ส.ส.แก๊บบาร์ดคนเดียวที่แปลกใจ แต่หลายคนเมื่อทราบแล้ว ที่สุดทยอยประกาศว่าจะสละเงินเดือนบริจาคเข้าองค์กรการกุศลบ้าง หรือไม่ขอรับเงินเดือนเพื่อร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพนักงานภาครัฐหลายแสนคน

                สำหรับรายได้โดยเฉลี่ยของสมาชิกรัฐสภาสหรัฐ ปัจจุบันอยู่ที่ 1.74 แสนดอลลาร์สหรัฐ หากเป็นผู้มีตำแหน่งผู้นำ อัตรารายได้จะเพิ่มเป็น 1.9 แสนดอลลาร์

                ส.ส.อาจคืนเงินเดือนของตนเองเข้ากระทรวงการคลัง เหมือนกับที่ ส.ส.จาเรด โพลิส พรรคเดโมแครต รัฐโคโลราโด ทำอยู่ในปีนี้ เพื่อช่วยชำระหนี้ บางคนระบุว่าจะไม่รับเงินเดือนช่วงนี้ และจะบริจาคหากพนักงานภาครัฐไม่ได้รับการชดเชย

               จะทราบได้อย่างไรว่าแต่ละคนทำตามที่พูดจริงหรือไม่ เครก โฮลแมน ล็อบบี้ยิสต์จากกลุ่มพับบลิก ซิติเซน กล่าวว่า ไม่อาจทราบได้ทั้งหมด ดังนั้นเรามีสิทธิที่จะสงสัยความจริงใจ เว้นแต่พวกเขาจะเปิดเผยแบบแสดงภาษี เนื่องจากส่วนใหญ่ประกาศความตั้งใจเรื่องสละหรือบริจาคเงินเดือน หลังจากสื่อเริ่มนำประเด็นนี้มาตีแผ่ว่า พวกเขาคือกลุ่มคนที่ไม่ได้รับผลกระทบ

                แต่ผู้มองในแง่ดีเชื่อว่า พวกเขาจะทำตามที่พูด หาไม่แล้วอาจจะถูกเปิดโปงได้ง่ายๆ ซึ่งไม่คุ้ม กระนั้นก็ตาม คงไม่ช่วยบรรเทาความโกรธแค้นได้มากนัก เพราะสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นมากกว่าคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้รัฐบาลทำงานอีกครั้ง หรือตั้งกองทุนสนับสนุนพนักงานรัฐบาลกลางที่เดือดร้อนจากการไม่ได้ค่าจ้างจะดีกว่า

               
..................................

('ประชาธิปไตยอเมริกา' ในวันปิดทำการ : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์)