
'อรรถพล'ยึดหลักมืออาชีพ!
'อรรถพล' อัยการสูงสุดคนที่ 11 แถลงนโยบายปี 2557 ยึดหลักมืออาชีพ สั่งคดีรวดเร็ว เที่ยงธรรม เปิดเผยได้ พร้อมตั้งทีมโฆษก สังคมเข้าถึงการทำงานอัยการ 10 ต.ค.นี้
4 ต.ค. 56 ที่ห้องประชุม 120 ปี สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.แจ้งวัฒนะ นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุด ได้แถลงนโยบายสำนักงานอัยการสูงสุดปี 2557 ภายหลังรับตำแหน่งอัยการสูงสุดคนที่ 11 เมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า มีนโยบาย 2 ส่วน คือ นโยบายเพื่อประชาชน และนโยบายเพื่อพัฒนาองค์กรที่จะทำงานในเชิงรุก โดยนโยบายประชาชน ด้านการสั่งคดีจะยึดหลัก “ทำงานอย่างมืออาชีพ รวดเร็ว เที่ยงธรรม และเปิดเผย” ซึ่งการสั่งคดีของอัยการสูงสุดและพนักงานอัยการต้องเป็นไปโดยอิสระ สุจริต สร้างความศรัทธาให้กับประชาชน สังคม และหน่วยงานของรัฐและเอกชนว่าอัยการจะเป็นกลาง เปรียบเสมือนการก้าวเดินอยู่บนขอบเหรียญที่จะตั้งตรงไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง และเป็นที่พึ่งทางกฎหมายได้อย่างแท้จริง ซึ่งแม้แต่ประชาชนที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถร้องเรียนผ่านการสื่อสารทุกช่องทางทั้งวิทยุ โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต ฯลฯ ที่สำนักงานอัยการสูงสุดจัดให้มีไว้ได้ ขณะที่การสั่งคดีจะสามารถวิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบได้ทุกเรื่อง โดยคู่ความเองสามารถขอทราบถึงคำสั่งและความเห็นของอัยการ ส่วนประชาชนทั่วไปก็สามารถที่จะรับรู้ได้ในข้อมูล ตราบที่ข้อมูลนั้นไม่ใช่ส่วนที่จะไปกระทบสิทธิหรือละเมิดสิทธิของผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดี และไม่กระทบต่อรูปคดีของอัยการ
"วันที่ 10 ต.ค.นี้ ตนได้เตรียมตั้งทีมโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อคอยตอบข้อซักถามต่างๆ ของสื่อมวลชน และชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงการติดตามข้อมูลคดีสำคัญและเป็นที่สนใจของประชาชน"
ขณะเดียวกันจะให้ความสำคัญต่อการปรับการดำเนินงานของสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) ให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนในแต่ละท้องถิ่น โดยเฉพาะงานโครงการในพระราชดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา จะต้องเข้าถึงผู้ถูกกระทำความรุนแรง รวมทั้งการจัดตั้งสำนักงานระดับอธิบดีเพิ่มขึ้นตามความต้องการของสังคม รวมทั้งการเพิ่มฝ่ายคดีเพื่อรองรับการพัฒนา เช่นฝ่ายคดียาเสพติดที่เดิมมี 9 กอง จะเพิ่มเป็นฝ่ายคดียาเสพติด 10 ส่วนบุคลากรที่มีอยู่ในองค์กรก็จะเพิ่มอัตราอีก 500 คน ซึ่งส่วนนี้ก็ต้องการงบจากรัฐบาลที่จะพิจารณาเพื่อพัฒนาองค์กร ยืนยันว่าการปรับองค์กรก็เพื่อพัฒนาบุคลากรและเพิ่มประสิทธิภาพงานไม่ใช่เป็นการล้างบางที่อดีตอัยการสูงสุดเคยดำเนินการไว้อย่างที่มีใครจะตั้งข้อสังเกต แต่อัยการทุกคนจะทำงานแบบมืออาชีพ
ภายหลังการแถลงนโยบาย นายอรรถพล อัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีการสั่งคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตกเป็นผู้ต้องหา คดีก่อการร้าย ร่วมกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ว่า นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อดีตอัยการสูงสุด ได้มีความเห็นสั่งฟ้องบางข้อหา และไม่สั่งฟ้องบางข้อหาแล้ว แต่ยังไม่ทราบในรายละเอียดอื่นๆ ซึ่งขณะนี้ให้อัยการที่เกี่ยวข้องรวบรวมเอกสารตรวจดูข้อมูลอยู่ ส่วนการติดตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะดำเนินการได้รวดเร็วเพียงใด แต่ยืนยันว่าการสั่งคดีอาญาของอัยการไม่มีการเมืองเข้ามาแทรกแซง เพราะตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การสั่งคดีของอัยการนั้นจะเน้นในเรื่องข้อกฎหมายและพยานหลักฐาน
"การทำงานของพนักงานอัยการภายใต้การทำงานของผม จะสั่งคดีแบบมืออาชีพ เที่ยงธรรม รวดเร็ว และเปิดเผย ซึ่งทุกคดีที่มีคำสั่งจะเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน แต่จะให้ไม่กระทบสิทธิของผู้ต้องหาและผู้เสียหาย" นายอรรถพล กล่าวและว่า ช่วงปลายเดือน ต.ค.หลังจากที่ตน เสร็จสิ้นภารกิจที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว จะเปิดเผยข้อมูลเรื่องสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชนด้วย โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวบุคคล แต่ไม่ใช่เรื่องการเมือง ซึ่งคาดว่าหลังเปิดเผยเรื่องนี้แล้วจะมีคนรักและเกลียดตนมากขึ้นก็ได้
เมื่อถามถึงกรณีที่นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สอบสวนนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อดีตอัยการสูงสุด ฐานเป็นเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมปฏิบัติหน้าที่มิชอบ มาตรา 200 กรณีไม่ยื่นฎีกาคดีที่คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ และพวกจงใจเลี่ยงภาษีหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายอรรถพล กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการใช้ดุลยพินิจของนายจุลสิงห์ อดีตอัยการสูงสุด ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 255 ซึ่งให้อิสระกับอัยการในการสั่งคดี ส่วนที่ป.ป.ช.รับเรื่องไว้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย เพราะเป็นการทำตามหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่มีคนมายื่นเรื่องร้องเรียนก็ต้องรับไว้ก่อน ขณะที่จะต้องนำไปพิจารณาอีกครั้งว่ามีความผิดหรือไม่
เมื่อถามถึงการปฏิบัติหน้าที่พนักงานอัยการ ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ถือเป็นเรื่องสำคัญเช่น และได้มีการตั้งสำนักงานฝ่ายคดีภาค 9 ที่ จ.ปัตตานี ขึ้นมาดูแลคดีในพื้นที่ ซึ่งการพิจารณาอัยการจะยึดหลักการตามประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 ที่เน้นความถูกต้องเป็นธรรม ไม่อิงกระแส โดยการสั่งคดีหากเห็นว่าคดีไม่เป็นประโยชน์ หรือไม่กระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ อัยการสูงสุดมีอำนาจที่จะพิจารณาสั่งไม่ฟ้องได้เพื่อจะแยกผู้หลงผิดกับผู้กระทำความผิดออกจากกันได้
นอกจากนี้การทำงานของอัยการด้านการสอบสวน ตนได้ตั้งสำนักงานการสอบสวนขึ้น เมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อรองรับการทำคดีความผิดที่อยู่นอกราชอาณาจักร ความผิดตาม พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และพ.ร.บ.ความร่วมมือทางอาญาระหว่างประเทศ รวมไปถึงทำงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษและป.ป.ช. และการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 68 ด้วย



