ข่าว

'ซัวเรซ'ติดปีกให้หงส์

'ซัวเรซ'ติดปีกให้หงส์

05 ต.ค. 2556

สปอร์ต คม วีกเอนด์ : เมื่อ 'ซัวเรซ' คัมแบ็กในยามที่ 'หงส์' พร้อมบินสูง

 

                           ในที่สุด หลุยส์ ซัวเรซ ก็กลับมาลงสนามในลีกลูกหนังเมืองผู้ดีอีกครั้งหนึ่ง หลังเพิ่งพ้นโทษแบนถึง 10 เกมที่ติดตัวมาตั้งแต่ฤดูกาลก่อน แม้จะมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นในช่วงที่ติดโทษมากมายหลายเรื่อง แต่สุดท้ายหัวหอกจอมฉาววัย 26 ปีรายนี้ก็ยังคงอยู่รับใช้ ลิเวอร์พูล ต่อไปเหมือนเดิม แถมยังเป็นการกลับมาลงเล่นให้ทีมต้นสังกัดได้แบบถูกจังหวะพอดีอีกด้วย เนื่องจาก "หงส์แดง" กำลังกางปีกพร้อมที่จะกลับไปบินสูงอีกครั้งเพื่อออกตามล่าความยิ่งใหญ่เหมือนอย่างเมื่อครั้งวันวาน หลังทำผลงานในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลนี้ได้แบบเข้าตามาก โดยดาวยิงทีมชาติอุรุกวัยรายนี้ยังคงพร้อมที่จะช่วยทีมต้นสังกัดปัจจุบันต่อไป เมื่อได้เดินผ่านเรื่องราวใน "อดีต" เพื่อก้าวไปยืนอยู่ในยุค "ปัจจุบัน" ก่อนที่จะเตรียมออกเดินไปสู่ "อนาคต" ในช่วงหลังจากนี้กันต่อไป

 

'ซัวเรซ'ติดปีกให้หงส์

 

ก่อเรื่องฉาวโฉ่ซ้ำซาก

                           ขึ้นชื่อว่าเป็นนักเตะ "แบดบอย" อีกรายหนึ่งของวงการฟุตบอลโลกมานานแล้วเหมือนกันสำหรับ หลุยส์ ซัวเรซ ดาวยิงเลือดร้อนที่ชอบก่อเหตุอื้อฉาวบนสังเวียนแข้งแบบซ้ำซาก แม้จะได้รับยกย่องฝีเท้าให้เป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดในโลกลูกหนังยุคนี้ หากดูจากผลงานที่ยิงประตูได้แบบสม่ำเสมอ แต่หัวหอกวัย 26 ปีรายนี้กลับมีปัญหาเรื่องพฤติกรรมในสนามอย่างต่อเนื่อง เพราะนับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทัพ "หงส์แดง" ในช่วงต้นปี 2011 ปรากฏว่า ซัวเรซ ได้สร้างเรื่องฉาวโฉ่ในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดีอยู่เป็นประจำไม่ว่าจะเป็น การเล่นบอลตุกติก แจกนิ้วกลางให้แฟนบอล พุ่งล้มหวังเอาลูกจุดโทษ เหยียดผิวเพื่อนนักเตะด้วยกัน รวมถึงเรื่องสุดฉาวครั้งล่าสุดที่ไล่กัดแขน บรานิสาฟ อิวาโนวิช กองหลัง "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ในศึกพรีเมียร์ลีกเมื่อช่วงท้ายฤดูกาลก่อน ซึ่งเป็นเหตุทำให้ต้องโดนลงโทษแบนห้ามลงสนามในเกมฟาดแข้งของอังกฤษนานถึง 10 นัดเลยทีเดียว

                           แม้ เอียน อายร์ ผู้อำนวยการลูกหนัง "หงส์แดง" จะเพิ่งบอกว่า เรื่องฉาวโฉ่ที่เกิดจากการกระทำของซัวเรซ ได้ทำลายภาพลักษณ์ของสโมสรเป็นอย่างมาก ทว่า ลิเวอร์พูล กลับยังคงเลือกที่จะเก็บตัวหัวหอกวัย 26 ปีรายนี้เอาไว้ใช้งานต่อไป เนื่องจาก เบรนแดน ร็อดเจอร์ส นายใหญ่แห่งถิ่นแอนฟิลด์ ยังคงเชื่อมั่นในฝีเท้าของดาวยิงจอมปัญหารายนี้เหมือนเดิม อีกทั้งยังยกให้เป็นหนึ่งในขุมกำลังสำคัญที่พร้อมช่วยให้ลิเวอร์พูล มีโอกาสกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่เหมือนอดีต แต่ก็ไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่า ซัวเรซ จะไม่ก่อเหตุฉาวโฉ่ขึ้นอีกต่อไป แม้ตอนนี้จะต้องเริ่มมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าเดิมก็ตาม เพราะต้องสวมบทเป็นคุณพ่อคอยเลี้ยงดูลูกคนที่สองที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นานนัก

 

"งอแง" จนเกือบได้ย้ายทีม

                           จากเหตุที่โดนลงโทษแบนแบบโลกลืม เพราะถูกสั่งห้ามลงสนามในเกมลีกลูกหนังเมืองผู้ดีตั้งแต่ปลายฤดูกาลก่อนนานถึง 10 เกม จึงทำให้ ซัวเรซ เริ่มเกิดอาการงอแงอยากจะเก็บข้าวของย้ายทีมขึ้นมาทันที โดยอ้างเหตุผลว่าต้องการย้ายไปเล่นให้สโมสรฟุตบอลระดับยักษ์ใหญ่ที่ได้สิทธิ์ไปโชว์ฝีเท้าในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก หลังจากที่ "หงส์แดง" ไม่สามารถคว้าสิทธิ์ไปโชว์ฝีเท้าบนเวทีลูกหนังยุโรปในฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ แถมยังอ้างถึงเรื่องเงื่อนไขที่จะทำให้ได้ย้ายทีมแบบสมใจอยากอีกด้วย เพราะได้เปิดเผยเรื่องค่าฉีกสัญญาเป็นเงินจำนวน 40 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,000 ล้านบาท) ซึ่งอ้างว่าเป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันเอาไว้ในสัญญานั่นเอง จึงทำให้ "ปืนใหญ่" อาร์เซนอล ต้องลองยื่นข้อเสนอเป็นเงินจำนวนที่มากกว่าค่าฉีกสัญญาเพียงแค่ 1 ปอนด์ (ประมาณ 50 ล้านบาท) เท่านั้น เพื่อหวังกระชากตัวไปเสริมแนวรุกให้ได้ตามเงื่อนไขดังกล่าว ก่อนที่จะโดนตอบปฏิเสธไปแบบไร้เยื่อใยทันที

                           แต่สุดท้ายเรื่อง "ค่าฉีกสัญญา" กลับกลายเป็นเรื่อง "โอละพ่อ" เนื่องจาก "หงส์แดง" ออกมายืนยันว่าไม่เคยมีการตกลงเงื่อนไขดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้งยังประกาศเอาไว้ชัดเจนแล้วว่าไม่เคยคิดที่จะปล่อยตัวดาวเตะจอมฉาวรายนี้ออกไปจากถิ่นแอนฟิลด์อย่างแน่นอน เพราะยังคงอยากเก็บตัวเอาไว้ใช้งานต่อไปมากกว่า จึงทำให้ ซัวเรซ ต้องล้มเลิกแผนการย้ายทีมในช่วงเปิดตลาดซื้อขายนักเตะรอบแรกทันที ก่อนที่จะยอมกลับมาลงสนามฝึกซ้อมให้ลิเวอร์พูลอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจะได้กลับมาลงสนามรับใช้ทีมต้นสังกัดในช่วงหลังจากพ้นโทษแบนเรียบร้อยแล้ว โดยตอนนี้ยังเหลือสัญญาค้าแข้งกับทีมต้นสังกัดปัจจุบันเป็นเวลา 2 ปี

 

'ซัวเรซ'ติดปีกให้หงส์

 

"คัมแบ็ก" ได้จังหวะพอดี

                           แม้จะโชว์ฟอร์มในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาลนี้ได้อย่างสวยงาม ไล่เก็บชัยชนะในศึกพรีเมียร์ลีก 3 นัดแรกได้ทั้งหมด แต่หลังจากนั้น ลิเวอร์พูล กลับเริ่มมีอาการ "เป๋" จากการที่ไม่สามารถรักษาผลงานที่ยอดเยี่ยมเอาไว้ได้เหมือนช่วงเริ่มต้น เนื่องจาก "หงส์แดง" ไม่พบกับชัยชนะในช่วง 3 เกมหลังจากนั้น ไล่ตั้งแต่ 2 เกมในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี นัดที่บุกไปเสมอ "หงส์ขาว" สวอนซี 2-2 และนัดที่แพ้ "นักบุญ" คาถิ่นของตัวเอง 0-1 ส่วนอีกเกมหนึ่งเป็นนัดที่บุกไปแพ้ "ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด 0-1 ในศึกแคปปิตอล วันคัพ รอบ 3 ซึ่งเป็นนัดที่ หลุยส์ ซัวเรซ กลับมาลงสนามอีกครั้งหลังพ้นโทษแบน 10 เกม

                           แต่ก็ถือได้ว่า ซัวเรซ กลับมาได้จังหวะพอดี เพราะมีส่วนช่วยให้ทีมกลับมาลงเล่นด้วยความมั่นใจอีกครั้งหนึ่ง หลังเก็บชัยในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดีได้จากเกมนัดล่าสุดที่บุกไปชนะ "แมวดำ" ซันเดอร์แลนด์ 3-1 แถมหัวหอกวัย 26 ปีรายนี้ยังสามารถประสานงานในแผงแดนหน้าร่วมกับคู่ขาคนเก่าอย่าง ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ ได้แบบรู้ใจกันเหมือนเดิมอีกด้วย เนื่องจาก สเตอร์ริดจ์ ได้จัดการเปิดบอลให้ ซัวเรซ ยิงประตูในเกมนัดล่าสุดได้ถึง 2 ลูกนั่นเอง

                           ส่งผลให้ ร็อดเจอร์ส นายใหญ่แห่งถิ่นแอนฟิลด์ สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องเกมรุกได้ทันที หลังจากที่ได้ตัว ซัวเรซ พ้นโทษแบนกลับมาช่วยล่าตาข่ายอีกแรงหนึ่ง เพื่อทดแทนการขาดหายไปของ ฟิลิปป์ คูตินโญ มิดฟิลด์ตัวปั้นเกมที่บาดเจ็บหัวไหล่ แม้ก่อนหน้านี้จะเคยลองใช้บริการของแข้งใหม่อย่าง ยาโก อัสปาส ให้ยืนเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้ามาหลายเกมแล้ว แต่ปรากฏว่า หัวหอกชาวสเปนรายนี้กลับยังคง "เป้าสะอาด" ผลิตสกอร์ให้ทีมไม่ได้เลยแม้แต่ลูกเดียว     

 

'ซัวเรซ'ติดปีกให้หงส์

 

เป้าหมาย "ท็อปซิกซ์" เพื่อรั้ง "ซัวเรซ"

                           หลังจากที่ลิเวอร์พูล สามารถโชว์ฟอร์มในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลนี้ได้แบบเข้าตามาก จึงทำให้เหล่าสาวก "เดอะค็อป" เริ่มวาดฝันไปถึงตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกกันไปบ้างแล้ว ทว่า ร็อดเจอร์ส กลับยังไม่เคยเอ่ยปากพูดถึงเรื่องการลุ้นแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีแต่อย่างใด เพราะยังคงมองไปที่เป้าหมายหลักที่ได้วางเอาไว้นั่นคือ การเกาะกลุ่ม "ท็อปซิกซ์" ใน 6 อันดับแรกให้ได้เสียก่อน เพื่อที่จะได้สิทธิ์กลับไปลงเตะในศึกลูกหนังสโมสรยุโรปสักหนึ่งรายการ โดยเฉพาะการหวนกลับไปโชว์ฝีเท้าในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ให้ได้อีกครั้งตามพื้นที่โควตา "ท็อปโฟร์" ใน 4 อันดับแรก หลังห่างหายจากการลงสนามในถ้วยใบใหญ่ที่สุดยุโรปมานานถึง 4 ปีแล้ว นับตั้งแต่หนล่าสุดที่ต้องจอดป้ายเพียงแค่รอบแบ่งกลุ่มในช่วงปี 2009

                           หาก "หงส์แดง" ทำได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ คาดว่า ซัวเรซ น่าจะยอมปักหลักอยู่ค้าแข้งในถิ่นแอนฟิลด์ต่อไปแบบยาวๆ อย่างแน่นอน เนื่องจากหัวหอกวัย 26 ปีรายนี้มีความกระหายอยากลงสนามในศึกฟุตบอลสโมสรยุโรปเป็นอย่างมาก ถึงขนาดเคยใช้เหตุผลในการเล่นแง่ขอย้ายไปเล่นให้ทีมลูกหนังระดับยักษ์ใหญ่ที่ได้สิทธิ์ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีกด้วย หลังจากที่ลิเวอร์พูล ไม่ได้ไปโชว์ฝีเท้าบนสังเวียนแข้งระดับทวีปแม้แต่รายการเดียว ด้วยเหตุนี้ ร็อดเจอร์ส จึงต้องพยายามกระตุ้นลูกทีมให้เดินหน้าไปถึงจุดหมายหลักที่วางเอาไว้ในฤดูกาลนี้เพื่อที่จะใช้เป็นเครื่องต่อรองสำหรับการรั้งตัวขุมกำลังสำคัญอย่าง ซัวเรซ ให้อยู่ช่วยทีมต่อไปให้นานที่สุด

 

จับคู่ "สเตอร์ริดจ์" พร้อมเป็นคู่หูอันตราย

                           เพิ่งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน "คู่หัวหอกที่อันตรายที่สุด" ของศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังจากที่ ซัวเรซ กลับมายืนจับคู่ล่าตาข่ายกับคู่หูคนเก่าอย่าง สเตอร์ริดจ์ ได้แบบเข้าขารู้ใจกันเหมือนเดิม เพราะนับตั้งแต่ย้ายมาจาก "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี เมื่อช่วงต้นปี 2013 ปรากฏว่า สเตอร์ริดจ์ ผลิตสกอร์ร่วมกับ ซัวเรซ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีสถิติที่บ่งชี้เอาไว้ว่าทั้งคู่เคยช่วยกันยิงประตูรวมกันได้มากถึง 13 ลูกจากการลงเล่นให้ "หงส์แดง" เมื่อฤดูกาลก่อนทั้งหมด 809 นาที หรือคิดเฉลี่ยในช่วงทุกๆ 62 นาทีจะต้องมี 1 ประตูเกิดขึ้นจากฝีเท้าของทั้งคู่ไม่คนใดก็คนหนึ่ง แบ่งเป็นผลงานของซัวเรซ 7 ลูก และของสเตอร์ริดจ์ อีก 6 ลูก

                           แม้จะเพิ่งพ้นโทษแบนกลับมาลงเล่นในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดีประจำฤดูกาลนี้ แต่ ซัวเรซ ก็ยังกลับมาประสานงานในแผงแนวรุกร่วมกับสเตอร์ริดจ์ ได้อย่างยอดเยี่ยมเหมือนเดิม แถมยังเพิ่งฉลองการคัมแบ็กด้วยการซัดคนเดียว 2 ลูกในเกมนัดที่บุกไปชนะ ซันเดอร์แลนด์ 3-1 อีกด้วย ส่วน สเตอร์ริดจ์ ก็ยังคงพร้อมจ่ายบอลให้คู่หูในแดนหน้าซัลโวตาข่ายได้ทุกเมื่อ หลังจากที่ยิงตุนเอาไว้แล้วถึง 5 เม็ดพร้อมกับรั้งตำแหน่งดาวยิงสูงสุดของศึกพรีเมียร์ลีกอยู่ในเวลานี้ แต่ยังคงต้องรอดูกันต่อไปว่าการจับคู่ของซัวเรซ กับ สเตอร์ริดจ์ จะสามารถช่วยกันผลิตสกอร์ให้ "หงส์แดง" แบบถล่มทลายเหมือนอย่าง 5 คู่หูตามตำนานลูกหนังในถิ่นแอนฟิลด์ได้หรือไม่