ข่าว

เรือผู้อพยพล่มนอกฝั่ง'อิตาลี'ตายพุ่ง130

เรือผู้อพยพล่มนอกฝั่ง'อิตาลี'ตายพุ่ง130

04 ต.ค. 2556

เกิดอุบัติเหตุเรือบรรทุกผู้อพยพชาวแอฟริกันมุ่งหน้าไปยังยุโรป อับปางลงทางตอนใต้ของอิตาลีเมื่อวาน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 130 ราย และยังสูญหายอีกจำนวนมาก

 

                           4 ต.ค. 56  ข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ เปิดเผยว่า ผู้อพยพส่วนใหญ่มาจากเอริเทรีย และโซมาเลีย เพื่อเข้ามาลี้ภัยในแถบยุโรป ซึ่งขณะเกิดเหตุมีผู้อพยพราว 500 คนบนเรือลำนี้ / โดยเหตุโศกนาฏกรรมเรืออับปาง เกิดขึ้นนอกเกาะลัมเปดูซ่า ทางตอนใต้ของอิตาลี เมื่อวาน หลังจากเกิดไฟไหม้บนตัวเรือ ทำให้เรืออัปปาง เป็นเหตุให้มีคนต้องกระโดดหนีตายลงจากเรือ จนมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 130 ราย โดยสามารถช่วยขึ้นมาได้อย่างปลอดภัยแล้ว 150 ราย แต่ยังคงมีผู้สูญหายอีกกว่า  200 คน แต่การให้ความช่วยเหลือเป็นไปด้วยความลำบาก เพราะสภาพอากาศที่เลวร้ายลง ตอนแรกหน่วยกู้ภัยเริ่มค้นหาผู้สูญหายในรัศมี 7.5 กม.และลึกลงไปใต้น้ำ 30-45 ม.แต่ได้เริ่มขยายวงกว้างมากขึ้นเพื่อหาศพที่อาจถูกกระแสน้ำซัดลอยไปไกล

                           รัฐมนตรีมหาดไทยอิตาลี แองเจลิโอ อัลฟาโน ระบุว่า เรือลำนี้แล่นมาจากลิเบีย และขณะเกิดเหตุมอเตอร์ของเรือไม่ทำงาน ทำให้คนบนเรือพยายามจุดไฟด้วยชิ้นส่วนที่ติดไฟง่าย และโบกไปมา เพื่อดึงดูดความสนใจจากเรือที่ผ่านไปแถวนั้น แต่ไฟกลับลุกไหม้ไปบนตัวเรือ จนเกิดโศกนาฏกรรม

                           นับเป็นเหตุการณ์เรืออพยพล่มครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งนอกชายฝั่งอิตาลี ในรอบหลายปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเอ็นริโก้ เล็ตต้า ของอิตาลี ทวีตข้อความว่า เป็นความเศร้าสลดอย่างที่สุด พร้อมกันนี้รัฐบาลประกาศให้วันศุกร์ เป็นวันไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต

                           สหประชาชาติ ระบุว่า เมื่อปีที่แล้ว เกิดเหตุเรือผู้อพยพเข้ายุโรปอับปาง ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 500 ราย และเมื่อปี 2554 มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,500 ราย

                           ส่วนตัวเลขผู้อพยพเข้าสู่อิตาลี ผ่านช่องทางทะเล นับตั้งแต่ต้นปี ถึง 30 กันยายน มีมากถึง 3 หมื่นคนเศษ โดยเป็นชาวซีเรีย 7,500 คน , เอริเทรีย 7,500 คน และโซมาเลีย 3,000 คน ล่าสุดอิตาลีเรียกร้องให้สหภาพยุโรปให้ความช่วยเหลือในการรับมือกับวิกฤติผู้อพยพเหล่านี้

 

 

---------------------------

(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : EPA)